
เอเชียนเกมส์ 2018 ทีวีดิจิทัลและสิทธิของคนไทย
วันพรุ่งนี้ (2 ก.ย.) แล้ว ที่กีฬาเอเชียนเกมส์ 2018
โดย อนัญญา มูลเพ็ญ
วันพรุ่งนี้ (2 ก.ย.) แล้ว ที่กีฬาเอเชียนเกมส์ 2018 มหกรรมกีฬาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของคนเอเชียจะปิดฉากลง
เอเชียนเกมส์ครั้งนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 18 ส.ค.-2 ก.ย. ที่กรุงจาการ์ตาและเมืองปาเลมบัง ประเทศอินโดนีเซีย และนับว่าเป็นครั้งแรกในรอบ 20 ปี ที่มหกรรมกีฬาของชาวเอเชียได้หมุนมาจัดในภูมิภาคอาเซียน ถัดจากเมื่อปี 2541 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ซึ่งการจัดในปีนั้นทำให้ไทยเราเองเป็นประเทศที่เคยเป็นเจ้าภาพกีฬาเอเชียนเกมส์มากที่สุดคือ ทั้งหมด 4 ครั้ง
ครั้งแรกของการเป็นเจ้าภาพคือเอเชียนเกมส์ครั้งที่ 5 ในปี 2509 ครั้งที่ 6 ในปี 2513 ซึ่งเป็นครั้งที่จริงๆ แล้วชาติที่ต้องเป็นเจ้าภาพคือเกาหลีใต้ แต่ก่อนการเป็นเจ้าภาพจะเริ่มขึ้นเพียง 1 ปี ในปี 2512 ในเกาหลีใต้ได้เกิดปัญหาทางการเมือง เกิดสงครามระหว่างเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ไม่สามารถจะเป็นเจ้าภาพได้จึงขอถอนตัวไป ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารสหพันธ์เอเชียนเกมส์จึงมีมติขอร้องแกมบังคับให้ประเทศไทยรับเป็นเจ้าภาพแทนเกาหลีใต้เนื่องจากมีความพร้อมด้านสถานที่เพราะเพิ่งผ่านการเป็นเจ้าภาพครั้งที่ 5 มา จากนั้นไทยได้เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันในเอเชียนเกมส์ครั้งที่ 8 ในปี 2521 และในครั้งที่ 13 ในปี 2541
ดังนั้น หากจะนับชาติที่มีความสำคัญในฐานะการเป็นชาติเจ้าภาพจัดการแข่งขันเอเชียนเกมส์มากที่สุดจึงหนีไม่พ้นประเทศไทย แต่ทั้งน่าเสียใจและเสียดายที่เอเชียนเกมส์ครั้งที่ 18 ที่อินโดนีเซียคราวนี้กระแสในประเทศไทยกลับเงียบเหงามาก ซึ่งไม่ได้มาจากผลงานของนักกีฬา เพราะผลงานของทัพนักกีฬาไทยเองแม้ต้องยอมรับว่าบางชนิดกีฬาต้องปรับปรุง แต่หลายชนิดกีฬาก็ทำผลงานได้ดีมาก และมีแนวโน้มที่จะดีขึ้นเรื่อยๆ ในอนาคต
แต่ความเงียบเหงาที่ว่ากลับมาจากปัญหาทางเทคนิค ที่ไม่น่าจะเกิดขึ้น นั่นคือเอเชียนเกมส์คราวนี้เป็นครั้งแรกที่ไม่มี “โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ” แต่กลับกลายเป็น “โทรทัศน์ไม่รวมการเฉพาะกิจ” เกิดขึ้นแทน กล่าวคือมีเพียงช่องเวิร์คพอยท์ที่เข้าไปซื้อลิขสิทธิ์เอเชียนเกมส์ 2018มาถ่ายทอดสด และมีช่องที่ร่วมถ่ายทอดตามกฎ Must Carry อีก 1 ช่องคือพีพีทีวี รวมเป็น 2 ช่อง ไม่ใช่การเข้าไปซื้อลิขสิทธิ์ในนามของโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจเหมือนการถ่ายทอดมหกรรมกีฬาทั้งซีเกมส์ เอเชียนเกมส์ และโอลิมปิกเกมส์เหมือนทุกครั้ง
เมื่อมีทีวีเพียง 2 ช่อง ซึ่งไม่ใช่ช่องหลักเป็นผู้ถ่ายทอดสด จึงส่งผลอย่างมากต่อการประชาสัมพันธ์ ให้คนไทยรับรู้ในวงกว้างเกี่ยวกับโปรแกรมการแข่งขันและช่วงเวลาการถ่ายทอดสด ต่างกับกรณีที่เป็นโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจที่จะมีการประชาสัมพันธ์ผ่านทีวีช่องหลักๆ เมื่อการแข่งขันเริ่มหลายช่องผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนการถ่ายทอด คนดูก็ได้ติดตามกีฬากันอย่างเต็มอิ่มตั้งแต่เช้ายันค่ำตลอดครึ่งเดือนสมกับที่เฝ้ารอมา 4 ปี
ต้องสารภาพกันตามตรงว่า ผู้เขียนเองก็เพิ่งรู้เรื่อง “ทีวีไม่รวมการเฉพาะกิจ” ก็เมื่อเริ่มการแข่งขันไปแล้ว เพราะแปลกใจที่ทำไมเพื่อนๆ รอบข้างไม่พูดถึงเอเชียนเกมส์ทั้งๆ ที่หลายคนก็ชอบดูกีฬา ทีวีช่องหลักๆ ก็ไม่โปรโมท ลองเสิร์ชหาข้อมูลถึงได้ทราบว่ามีถ่ายทอดสดผ่านทีวีเพียง 2 ช่องเท่านั้น และด้วยศักยภาพของ 2 ช่อง ก็ไม่สามารถถ่ายทอดได้ทุกชนิดกีฬา ทำให้ต้องถ่ายทอดสดผ่านเว็บไซต์ ช่องทางโซเชียลมีเดียอื่นๆ ของทางช่องเป็นส่วนเสริมแทน
ส่วนตัวไม่ค่อยมีความรู้เกี่ยวกับระบบการจัดการถ่ายทอดมหกรรมกีฬามากนัก สอบถามไปทางผู้รู้ก็ได้รับการอธิบายว่า สาเหตุที่ไม่มีโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจในครั้งนี้ก็เพราะหลังจากประเทศไทยเรามีนโยบายเปลี่ยนระบบทีวีจากอะนาล็อกไปเป็นทีวีดิจิทัลนั้น ได้เกิดทีวีช่องใหม่ๆอีกเป็นจำนวนมาก สมาชิกของโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจก็เพิ่มขึ้นเป็น 20 ช่อง ไม่เหมือนอดีตที่มี 4-5 ช่อง แต่ตกลงแบ่งการถ่ายทอดได้ เมื่อระบบใหม่ตกลงไม่ได้จึงต้องใช้ระบบต่างคนต่างเข้าประมูล ใครชนะประมูลหากช่องอื่นต้องการถ่ายทอดก็เข้ามาซื้อลิขสิทธิ์ต่อ และต่างคนต่างหาโฆษณากันเอง
แต่ด้วยสถานการณ์เกี่ยวกับผลประกอบการของวงการสื่อเกือบทุกประเภทซึ่งก็รวมถึงทีวีดิจิทัลที่ไม่สู้ดี ทั้งจากปัญหาที่จำนวนช่องที่มากจนเกินไป ประกอบกับช่วงเทคโนโลยีกำลังเปลี่ยนไปสู่แพลตฟอร์มใหม่ ทำให้ส่วนใหญ่ยังคงล้มลุกคลุกคลานประสบปัญหาขาดทุน เป็นภาวะที่แต่ละช่องต่าง “เพลย์เซฟ” อยู่นิ่งๆ ดีกว่าออกตัวไปแล้วขาดทุนเพิ่ม
หากมองกรณีที่เกิดขึ้นกับกระแสเอเชียนเกมส์ จากข้อมูลที่ได้ฟังมาเช่นนี้ ในแง่ของการแข่งขันในวงการทีวีดิจิทัลก็พอจะเข้าใจได้ว่ามันก็เป็นไปตามกลไกตลาด แต่ที่ผู้เขียนขอตั้งข้อสังเกตก็คือ กลไกตลาดที่ว่านี้กำลังกระทบถึงสิทธิของคนไทยหรือไม่ การที่หน่วยงานของรัฐที่กำกับดูแลจะปล่อยให้กลไกตลาดทำงานมันควรจะเป็นกรณีที่กลไกดังกล่าวต้องทำให้คนไทยได้รับสิทธิและบริการที่ดีขึ้นไม่ใช่หรือ?
ผู้เขียนเองไม่แน่ใจว่าการได้รับชมมหกรรมกีฬาระดับเอเชียนเกมส์นี้อยู่ในขั้นที่เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญที่รัฐถึงขึ้นต้องจัดบริการให้ประชาชนคนไทยทุกๆ คนได้รับรู้ รับชมอย่างทั่วถึงและเท่าเทียมหรือไม่ แต่ก็ค่อนข้างแน่ใจว่าเป็นเรื่องที่หน่วยงานที่ดูแลเรื่องนี้คือสำนักงาน กสทช. ไม่ควรปล่อยปละละเลยด้วยเหตุผลว่า ที่ผ่านมาไม่เคยเข้าไปแทรกแซงเรื่องการถ่ายทอดทั้งหมดเป็นเรื่องของทางผู้ประกอบการทีวีจะตกลงกัน เพราะสถานการณ์ในวงการทีวีตอนนี้ก็เป็นภาวะที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และที่เป็นแบบนี้ก็ด้วยนโยบายเปลี่ยนผ่านมาเป็นทีวีดิจิทัล 20 กว่าช่องของ กสทช.เอง
ดังนี้ เมื่อเห็นแล้วว่าเกิดความไม่ปกติในวงการทีวี ซึ่งเป็นช่องทางหลักของการถ่ายทอดมหกรรมกีฬาสำคัญๆ สำนักงาน กสทช. ควรจะเข้ามาจัดการไม่ว่าจะด้วยวิธีไหนก็ตาม ให้มหกรรมกีฬาระดับนี้ได้มีการถ่ายทอดสดผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจเหมือนทุกๆ ครั้งเพื่อให้คนไทยได้รับรู้ รับชมกีฬาให้เป็นวิทยาทาน เป็นการศึกษา เห็นศักยภาพและการพัฒนาของชาติอื่น เป็นแรงบันดาลใจให้เด็กและเยาวชน ที่สำคัญคือเพื่อเป็นกำลังใจให้ทัพนักกีฬาไทยและทีมงานกว่า 1,000 คน ที่ซ้อมหนักมาเป็นเวลาหลายปีกว่าจะได้เดินทางไปแข่งขัน
อีก 2 ปีข้างหน้า ปี 2020 ประเทศญี่ปุ่นจะเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันโอลิมปิก ซึ่งจะมีทัพนักกีฬาไทยหลายร้อยชีวิตเข้าร่วมแข่งขัน หวังเป็นอย่างยิ่งที่จะได้รับความกรุณาจากทาง กสทช. ยื่นมือเข้ามาช่วยกำกับดูแลเรื่องการถ่ายทอดสดกีฬา ให้คนไทยได้รับรู้ ได้ดู ได้ชมมหกรรมกีฬาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของมวลมนุษยชาติ ไม่พลาดโอกาสเหมือนกีฬาเอเชียนเกมส์ในปีนี้







