
คุมงบอุ้มเอสเอ็มอี ต้องไม่ผิดฝาผิดตัว
ภาครัฐต้องออกแบบมาตรการช่วยเอสเอ็มอี แต่ละกลุ่มที่แตกต่างกันออกไป โดยมุ่งเน้นยกระดับพัฒนากิจการ ไม่ออกมาตรการแบบแจกฟรี
ภาครัฐต้องออกแบบมาตรการช่วยเอสเอ็มอี แต่ละกลุ่มที่แตกต่างกันออกไป โดยมุ่งเน้นยกระดับพัฒนากิจการ ไม่ออกมาตรการแบบแจกฟรี
***************************
โดย...กนกวรรณ บุญประเสริฐ
ข้อมูลจากศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยที่สำรวจสถิติและสถานภาพธุรกิจของผู้ประกอบการจุลเอสเอ็มอีปี 2561 พบข้อมูลที่น่าสนใจว่าผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยมีจำนวนมากถึงกว่า 5.25 ล้านราย ซึ่งมากกว่าข้อมูลของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) และข้อมูลสำมะโนธุรกิจและอุตสาหกรรม 2560 โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติได้ประเมินตัวเลขเอสเอ็มอีไทยไว้ที่ 2.49 ล้านราย
ถึอเป็นตัวเลขที่ต่างกันมากกว่า 2.76 ล้านราย เพราะศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยได้เข้าไปเก็บตัวเลขเอสเอ็มอีรายย่อย หรือจุลเอสเอ็มอีที่ไม่มีการจดนับในสำมะโนธุรกิจและอุตสาหกรรม ได้แก่ กลุ่มผู้ค้า-แผงค้าในตลาดจำนวน 1.28 ล้านราย กลุ่มหาบเร่หรือแผงลอยอีกกว่า 5.64 แสนราย กลุ่มที่เปิดร้านค้าออนไลน์ก็มากกว่า 4.12 แสนราย ที่เป็นพวกตกสำรวจ
นอกจากนี้ ยังมีประเด็นที่น่าสนใจคือ ในจุลเอสเอ็มอีกว่า 5.25 ล้านราย ระบุว่า สามารถเข้าถึงแหล่งทุน สินเชื่อผ่านสถาบันการเงินในระบบปกติได้เพียง 20.86% เท่านั้น
ส่วนใหญ่ได้ใช้บริการธนาคารรัฐถึง 16.45% ที่เหลือเป็นธนาคารพาณิชย์ 4.41% ส่วนใหญ่ใช้ทุนส่วนตัวถึง 39.61%
ขณะที่ผลสำรวจเรื่องการเข้าร่วมนโยบาย หรือมาตรการที่รัฐที่ออกมาช่วยเอสเอ็มอี พบว่า มีเอสเอ็มอีที่รู้ถึงมาตรการและความช่วยเหลือของรัฐบาลอยู่ที่ 60.31% ส่วนกลุ่มที่ไม่รู้อยู่ที่ 39.69% โดยในจำนวนที่รับรู้ 30.54% อยู่ในระดับที่รับรู้สูงมาก โดยส่วนใหญ่เป็นกลุ่มจดทะเบียน 80.3% และเป็นธุรกิจขนาดกลางถึง 90.9%
ส่วนกลุ่มที่ไม่รู้คือเอสเอ็มอีรายย่อยที่ไม่ได้จดทะเบียน สวนทางกับมาตรการให้การช่วยเหลือเอสเอ็มอีในการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน โดยให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สมาคมธนาคารไทย ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย หรือเอสเอ็มอีแบงก์ และธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย หรือ ธสน. จัดอบรมเอสเอ็มอีทั่วประเทศให้มีความรู้เรื่องการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน โดยเอสเอ็มอีที่ผ่านการอบรมจะได้รับคูปองส่วนลดค่าธรรมเนียมประกันความเสี่ยงที่จะต้องไปซื้อกับธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงินเฉพาะกิจที่เข้าร่วมในวงเงินรายละ 3 หมื่นบาท
ปรากฏว่าผลจากการดำเนินโครงการรอบแรก 11 เดือน มีให้เอสเอ็มอีกลุ่มเป้าหมายที่มียอดขายไม่เกินปีละ 100 ล้านบาท ให้ความสนใจเข้าร่วมโครงการน้อยมาก โดยมีคนรับคูปองเพียง 2,600-2,800 ราย และนำคูปองไปใช้จริงแค่กว่า 1,000 รายเท่านั้น จากเป้าหมายที่แจกคูปองทั้งหมด 5,000 ราย คิดเป็นเงินที่ใช้ไป 60-70 ล้านบาท จากงบประมาณที่ได้รับการจัดสรรมา 300 ล้านบาท จนกระทรวงอุตสาหกรรมเตรียมพิจารณาเปิดโครงการรอบ 2 เร็วๆ นี้ ภายใต้วงเงินเดิม
มีประเด็นที่น่าสนใจ คือ ในการสอบถามความต้องการของผู้ประกอบการแจ้งว่าต้องการให้รัฐช่วยเหลือเรื่องการเข้าถึงสินเชื่อ ลดภาษีและค่าธรรมเนียมต่างๆ แต่พอรัฐออกมาตรการให้จริงแล้ว แต่กลับไม่มีใครมาใช้บริการจากการสอบถามพบว่า เอสเอ็มอีที่ไม่สนใจมารับคูปองเพราะไม่สะดวกที่จะเข้าอบรมเรื่องการบริหารจัดการอัตราแลกเปลี่ยน
แม้จะมีการปรับระยะเวลาการอบรมจาก 6-7 ชั่วโมง เหลือเพียง 2-3 ชั่วโมง หรือเพียงครึ่งวัน เพื่อแลกกับการรับคูปองที่มีมูลค่า 3 หมื่นบาทฟรี แต่ก็ยังไม่มีเอสเอ็มอีส่งออกสนใจมากนัก ยิ่งค่าเงินไม่ผันผวนก็ยิ่งไม่สนใจ
สะท้อนว่าผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยยังไม่ได้มาตรฐาน ยังไม่ให้ความสำคัญในการยกระดับการบริหารจัดการตัวเอง และเรียกร้องขอแต่มาตรการแบบที่ “แจกฟรี” เป็นประเด็นให้ต้องทบทวนว่า ภาครัฐจะออกแบบมาตรการช่วยเหลือเอสเอ็มอี แต่ละกลุ่มที่แตกต่างกันออกไป โดยจะต้องมุ่งเน้นที่การยกระดับพัฒนากิจการให้เพิ่มมากขึ้น ไม่ออกมาตรการแบบแจกฟรี
ขณะที่กลุ่มจุลเอสเอ็มอีกว่า 2 ล้านราย ยังมีปัญหาเรื่องการเข้าถึงแหล่งเงินจากสถาบันการเงิน แต่จากการสำรวจพบว่า ในจุลเอสเอ็มอีกว่า 30% ใช้ทุนตัวเอง ไม่ต้องการเข้าระบบ เพราะอาจมีรายได้พอ หรือเอกสารไม่พร้อม หรืออาจจะสะดวกในการใช้เงินทุนนอกระบบ เหล่านี้ยังต้องอาศัยข้อมูลการสำรวจและวิจัยลงลึกเข้าไปยังความต้องการที่แท้จริงของคนกลุ่มนี้ เพื่อให้การออกแบบมาตรการความช่วยเหลือถูกฝาถูกตัว ไม่เสียงบประมาณไปแบบเปล่าประโยชน์







