posttoday
เปลี่ยนที่ความคิด

เปลี่ยนที่ความคิด

25 สิงหาคม 2561

ข่าวสารบ้านเมืองของเราเวลานี้วนเวียนกับเรื่องกฎหมายเป็นส่วนใหญ่ ไม่ว่าข่าวอะไรก็จะโยงไปเรื่องกฎหมายเสียทั้งหมด

โดย ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย 

ข่าวสารบ้านเมืองของเราเวลานี้วนเวียนกับเรื่องกฎหมายเป็นส่วนใหญ่ ไม่ว่าข่าวอะไรก็จะโยงไปเรื่องกฎหมายเสียทั้งหมด

อย่างวันก่อนเปิดข่าวเรื่องจับยายขายข้าวหมาก พาดหัวข่าวใหญ่โตทางสื่อสังคมออนไลน์ และแถมยังมีคนมาแสดงความเห็นกันถ้วนหน้าว่า “รังแกคนจน” จากนั้นก็ด่าเจ้าหน้าที่ทำหน้าที่แบบสาดเสียเทเสีย แต่ปรากฏว่าคดีพลิกภายหลัง เจ้าหน้าที่ออกมาชี้แจงว่าที่ต้องจับยายดังกล่าว เพราะพบว่ามีการลักลอบแอบขายสาโทโดยผิดกฎหมาย

หลายปีมานี้บ้านเราพยายามจะแก้ไขปัญหาของประเทศสารพัด โดยใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือหลัก ในระบบปกติเราจะมีสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา เป็นสภาที่ทำงานกันแบบคู่ขนานและถ่วงดุลซึ่งกันและกัน ส่วนในระบบพิเศษ จะมีสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เป็นสภาเดี่ยวเพียงสภาเดียว ทำหน้าที่แบบทูอินวัน

แต่ไม่ว่าเราจะมีสภาในรูปแบบใดที่ผลิตกฎหมายออกมา พบว่าปัญหาไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรมสักที เราจึงได้เห็นปรากฏการณ์ “ติดคุกเพราะจน”

สมัยสภาของนักการเมือง แม้จะมาจากการเลือกตั้งของประชาชน แต่เอาเข้าจริงกลับไม่ได้ทำหน้าที่นั้นให้สมกับเจตนารมณ์ของประชาธิปไตย เกิดการใช้เสียงข้างมากลากไปเพื่อประโยชน์ของพรรคการเมืองเป็นหลัก

พอมาถึงสภาแต่งตั้งที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ถึงจะโชว์ผลงานว่าเป็นสภาที่ผ่านกฎหมายได้เร็วและจำนวนมาก แต่ในเชิงปริมาณที่ยกมากล่าวอ้างนั้น ยังคงมีคำถามถึงคุณภาพพอสมควร

วันก่อนพอมีเวลาว่างจากการทำงานก็ได้หยิบหนังสือเล่มหนึ่งมาอ่าน “การปฏิรูประบบกฎหมายไทย ภายใต้อิทธิพลของยุโรป” ของอาจารย์กิตติศักดิ์ ปรกติ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นหนังสือที่เล่าถึงกระบวนการปฏิรูปด้านกฎหมายของประเทศไทย ในช่วงเวลาที่ประเทศไทยต้องเปลี่ยนเข้าสู่ความเป็น “สมัยใหม่” เพื่อให้รอดพ้นการล่าอาณานิคมของฝรั่ง

เท่าที่อ่านจากในหนังสือทำให้เข้าใจได้ว่า ในอดีตที่ประเทศไทยสามารถเปลี่ยนจนเกิดการปฏิรูปประเทศไทย หลักสำคัญอยู่ที่การเปลี่ยนที่ความคิด

เดิมทีนักกฎหมายถือหลักที่ว่า “การปกครองโดยถือกฎหมายเป็นใหญ่” ทำให้กลายเป็นผู้รับใช้อำนาจ

“ความคิดที่รับรองว่าความพอใจของผู้มีอำนาจย่อมมีค่าบังคับเป็นกฎหมายเช่นนี้ เมื่อประกอบกันเข้ากับการจัดองค์กรของรัฐในลักษณะที่เป็นไปเพื่อตอบสนองการใช้อำนาจปกครองควบคุมราษฎรให้อยู่ใต้อำนาจ ก็ย่อมมีอานุภาพกดดันให้ราษฎรต้องยอมสยบโดยราบคาบเป็นธรรมดา ความคิดและการจัดองค์กรของรัฐเช่นนี้ เมื่อประกอบเข้ากับโครงสร้างสังคมแบบอุปถัมภ์ ก็ส่งผลให้เกิดมาตรฐานสองระดับ (Double Standard) ขึ้นในสังคม” สาระสำคัญของหนังสือดังกล่าวที่ระบุเอาไว้

ต่อมาความคิดทางกฎหมายของไทยก็เปลี่ยนไป โดยเปลี่ยนมาเป็นการให้ใช้กฎหมายสอดคล้องกับหลักความเป็นธรรม ไม่ใช่ใช้กฎหมายตามตัวอักษร คัดค้านการใช้อำนาจตามอำเภอใจและสนับสนุนการจำกัดอำนาจรัฐและเป็นต้นแบบของการปฏิรูปประเทศครั้งใหญ่ อันนำมาซึ่งรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540

เมื่อเห็นเช่นนี้แล้ว จริงๆ ประเทศไทยน่าจะมีทิศทางที่ดีขึ้น ทว่ากำลังถอยหลังอย่างน่าใจหาย

ต้นเหตุของความถอยหลังมาจากความคิดของคนทั้งสิ้น หลายคนล้วนแล้วแต่คิดใช้กฎหมายเพียงประโยชน์ส่วนตัวกันแทบทั้งสิ้น

คนมีหน้าที่บังคับใช้กฎหมายก็เลือกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม ทำไมคดีของคนที่มีต้นทุนทางเศรษฐกิจสูงถึงไม่ได้รับการปฏิบัติเฉกเช่นเดียวกับคดีของคนที่มีต้นทุนทางเศรษฐกิจต่ำ จึงไม่แปลกที่ทุกวันนี้ที่เราเห็นแต่คนจนที่ติดคุก ส่วนคนรวยก็อยู่เหนือกฎหมายอย่างลอยหน้าลอยตา

นานวันเข้า แทนที่คนจะเกรงใจกฎหมายก็กลายเป็นอย่างอื่น โดยคิดว่าจะหาช่องโหว่และทำวิธีต่างๆนานาเพื่อให้ตัวเองได้ประโยชน์สูงสุดจากกฎหมาย อย่าได้แปลกเลยครับว่าทำไมคนไทยทุกวันนี้ถึงไม่ค่อยยี่หระกับกฎหมายบ้านเมืองเท่าไร

บ้านเราถึงวนเวียนอยู่ในอ่างไม่เดินหน้ากันอยู่แบบนี้ หมดเวลาและต้นทุนต่างๆ ไปกับเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง หาความรับผิดชอบและความสำนึกในความเป็นพลเมืองแทบจะไม่มี

จริงๆ การแก้ไขปัญหามันไม่ได้ยากอะไรหรอก แค่การเปลี่ยนที่ความคิดเหมือนที่ในอดีตคนไทยเคยทำได้มาก่อน

ถ้าคนที่เป็นหัวขบวนเริ่มเปลี่ยน เชื่อว่าคนที่เหลือก็จะเปลี่ยนความคิดตามกันเอง เพราะมีตัวอย่างให้เห็นแล้ว โดยไม่ต้องไปลงทุนเสียเงินจ้างฝรั่งมาบรรยายให้กับทางราชการเป็นจำนวนมาก เพราะความคิดแบบฝรั่งก็ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาแบบไทยๆ ได้เสียทุกเรื่อง

ทุกอย่างต้องใช้เวลา ไม่ง่ายและไม่เร็วเหมือนพลิกฝ่ามือ เพียงแต่ต้องใช้ความอดทนพอสมควร ซึ่งทุกวันนี้คนไทยมีกันหรือเปล่า

ข่าวล่าสุด

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน