
พ่อค้าโขกราคายาฆ่าศัตรูพืช
บาทแข็งต้นทุนนำเข้าลดแต่ขายแพง รัฐแก้ลำประกาศราคาแนะนำกดดัน
โพสต์ทูเดย์
— เตรียมประกาศราคาแนะนำยาปราบศัตรูพืช ดัดหลังผู้ค้าได้อานิสงส์ ต้นทุนลดจากเงินบาทแข็งค่า แต่ไม่ยอมลดราคาขายปลีกลงนางวัชรี วิมุกตายน อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า ได้หารือร่วมกับผู้ผลิตและจำหน่ายยาปราบศัตรูพืช เพื่อหาทางปรับลดราคาตามต้นทุนวัตถุดิบที่ลดลง หลังจากที่ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น พบว่า ต้นทุนวัตถุดิบสินค้าได้ปรับลดลงต่อเนื่อง แต่ราคาปลายทางยังไม่ปรับลดลงตาม หรือแม้มีการปรับลดลงแต่ก็เป็นการปรับลดที่ยังไม่เหมาะสมกับความเป็นจริง ดังนั้นกรมจึงได้ขอให้ผู้ผลิตแจ้งราคาต้นทุนโรงงาน ราคาขายส่ง และราคาขายปลีก จากนั้นจะมีการประกาศราคาแนะนำในแต่ละจังหวัด โดยจะเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่สัปดาห์หน้าเป็นต้นไป
จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า ยาฆ่าหญ้าไกลโฟรเสท โรงงานได้ปรับลดราคาลงมาแล้ว 20 บาทต่อลิตร แต่ราคาขายปลีกลดลงเพียง 10 บาทต่อลิตร โดยราคาขายปลีกเดิมอยู่ที่ 145 บาทต่อลิตร ได้ปรับลดลงมาแล้วเหลือ 135 บาทต่อลิตร แต่ราคาที่เหมาะสมคือ 125 บาทต่อลิตร
ขณะที่ยาฆ่าแมลงกรัมม็อกโซนและแลนเนท ได้ขอให้ผู้ประกอบการแจ้งราคาหน้าโรงงาน ราคาขายส่ง ขายปลีก และต้นทุนวัตถุดิบ กรมจะนำมาพิจารณา และปรับลดราคาให้สอดคล้องกับต้นทุนที่ลดลง ขณะนี้ราคากรัมม็อกโซนอยู่ที่ 158 บาทต่อลิตร และแลนเนทอยู่ที่ 475 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งราคาน่าจะลดลงได้มากกว่านี้
ตั้งแต่สัปดาห์หน้าเป็นต้นไป ยาฆ่าหญ้าและยาฆ่าแมลงจะต้องปรับลดราคาลงมา เพราะกรมได้ติดตามดูแลต้นทุนวัตถุดิบนำเข้าพบว่าลดลงจริง แม้ผู้ประกอบการอ้างว่าจะมีสต๊อกเก่าอยู่ แต่สต๊อกใหม่ก็นำเข้าถูกลง ราคาขายปลีกก็น่าจะลดลงได้ เมื่อได้ราคาจากทุกฝ่ายแล้ว ก็จะมาทำราคาแนะนำขายปลีกแจ้งให้ทุกจังหวัดทราบ
พร้อมกันนี้ กรมจะจัดส่งเจ้าหน้าที่ออกไปตรวจสอบโรงงานผลิตยาปราบศัตรูพืช และร้านค้าส่ง ค้าปลีก เพื่อตรวจสอบการผลิตและการจำหน่าย
สำหรับผู้ผลิตยาปราบศัตรูพืชที่ได้เข้าร่วมหารือมี 4 บริษัท ได้แก่ บริษัท ลัดดา บริษัท มอนซานโต้ ไทยแลนด์ บริษัท เอราวัณเคมีเกษตร และบริษัท แอ็กโทร (ประเทศไทย) ส่วนอีก 4 บริษัทได้เชิญไป แต่ไม่มาร่วมหารือ ได้แก่ บริษัท ซินเจนทา ครอป โปรเทคชั่น บริษัท ไบเออร์ บริษัท ดูปองท์ (ประเทศไทย) และบริษัท ซิกม่า อโกรเคมีคอล
นายวิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เห็นชอบให้ สสว.จัดทำรายละเอียดมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาเงินบาทแข็งค่าเพิ่มเติม เน้นการเสริมสภาพคล่อง ลดความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน บรรเทาผลขาดทุนของเอสเอ็มอี และหารือกับสถาบันการเงินเพื่อหาทางช่วยปล่อยสินเชื่อให้กับธุรกิจกลุ่มเอสเอ็มอีมากขึ้น
นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้อำนวยการ สสว. กล่าวว่า ก่อนหน้านี้คณะกรรมการ สสว.ส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมเห็นชอบมาตรการช่วยเหลือเอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบจากเงินบาทแข็งค่า เน้นช่วยเหลือค่าธรรมเนียมการทำสัญญาซื้อหรือขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า แต่ปัจจุบันเอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบจากเงินบาทแข็งค่า ขาดสภาพคล่อง จึงเห็นว่าควรเพิ่มมาตรการสินเชื่อ
ทั้งนี้ คณะกรรมการบริหาร สสว.เห็นชอบให้มีมาตรการช่วยเหลือเรื่องการค้ำประกันสินเชื่อเอสเอ็มอี โดยที่ผ่านมาเอสเอ็มอีขอสินเชื่อได้วงเงิน 5070% ของหลักทรัพย์ค้ำประกัน ซึ่ง สสว.จะช่วยเหลือให้เอสเอ็มอีขอสินเชื่อได้วงเงิน 90% ของหลักทรัพย์ค้ำประกัน หากสถาบันการเงินไม่ยอมปล่อยให้ตามที่ต้องการก็อาจเสนอให้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) มาค้ำประกันเพิ่มเติมเพื่อให้เอสเอ็มอีกู้ได้ 90%
นอกจากนี้ ที่ประชุมสั่งการให้ไปศึกษาความเป็นไปได้ในการนำรายจ่ายที่ขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนของผู้ส่งออกเอสเอ็มอีมาหักเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลประจำปี โดยอาจนำผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนตั้งแต่เดือน ก.ค.ธ.ค. 2553 มาลดหย่อน ซึ่ง สสว.ต้องไปหารือกับกรมสรรพากรว่ากฎหมายอนุญาตหรือไม่ และจะเสนอมาตรการช่วยเหลือเอสเอ็มอีเพิ่มเติมให้คณะกรรมการส่งเสริมฯ ที่มีนายไตรรงค์ เป็นประธานพิจารณาให้เร็วที่สุด เพื่อช่วยเหลือเอสเอ็มอีส่งออกที่มีกว่า 2 หมื่นราย ส่วนใหญ่อยู่อุตสาหกรรมอาหาร สิ่งทอและเฟอร์นิเจอร์ และเอสเอ็มอีภาคบริการท่องเที่ยวที่มี 9.75 แสนราย
สำหรับในวันที่ 21 ต.ค. สสว.จะจัดประชุมร่วมกับเอสเอ็มอีด้านการท่องเที่ยวและธุรกิจที่เกี่ยวข้อง เพื่อสอบถามถึงแนวทางที่ต้องการให้ภาครัฐช่วย







