
พลาสติกห้ามเข้า อุทยานทั่วประเทศดีเดย์ 1 พ.ย.นี้
ปัญหาขยะล้นเมืองนับเป็นปัญหาอยู่ในอันดับ 1 ของประเทศไทย โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ๆ
โดย ไชยวัฒน์ สาดแย้ม
ปัญหาขยะล้นเมืองนับเป็นปัญหาอยู่ในอันดับ 1 ของประเทศไทย โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ๆ อย่าง กรุงเทพฯ เชียงใหม่ เชียงราย ขอนแก่น สงขลา และเมืองท่องเที่ยวทางชายทะเล อย่าง จ.ชลบุรี พัทยา หัวหิน ภูเก็ต และเมืองอื่นอีกมากมาย ล้วนประสบปัญหาเรื่องของขยะล้นเมืองโดยเฉพาะขยะที่กำจัดยากประเภทถุงพลาสติกต่างๆ ที่มีอยู่จำนวนมากวันละหลายตันเลยทีเดียว สำหรับปัญหาขยะพลาสติกนั้น ไม่ใช่เป็นปัญหาเฉพาะประเทศไทยเท่านั้นแต่ยังเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในทั่วโลก นับได้ว่าปัญหาของขยะพลาสติกนั้นเป็นปัญหาในระดับโลกเลยทีเดียว
และจากผลการประชุมองค์การสหประชาชาติ ว่าด้วยเรื่องสิ่งแวดล้อมของมนุษย์ ทำให้ประเทศต่างๆ ทั่วโลกเล็งเห็นถึงความสำคัญในการร่วมป้องกันและแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม อันเป็นภัยคุกคามต่อการดำรงอยู่ของมนุษย์ได้ประกาศให้วันที่ 5 มิ.ย.ของทุกปี เป็นวันสิ่งแวดล้อมโลก (World Environment) เพื่อเป็นการระลึกถึงจุดเริ่มต้นของการร่วมมือของนานาชาติทั่วโลกด้านสิ่งแวดล้อม แต่ละปีมีการทำประเด็นหลักในการรณรงค์ให้เป็นทิศทางเดียวกันทั่วโลก ในปี 2561 กำหนดประเด็นหลัก เรื่อง “Beat Plastic Pollution” มีคำขวัญว่า if you can’t reuse it, Refuse it “รักษ์โลก เลิกพลาสติก”
ปัญหาดังกล่าวนี้ ทำให้หลายหน่วยงานในประเทศไทย ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ได้ตระหนักถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมโลก ซึ่งนับว่าจะเป็นปัญหาอันยิ่งใหญ่ในอนาคต หลายหน่วยงานจึงต้องผนึกกำลังเดินหน้าขับเคลื่อนโครงการชุมชนไร้ถังขยะ พร้อมเร่งรณรงค์ประชาชนทุกภาคส่วน ลด ละ เลิก ใช้ถุงพลาสติก ภาชนะพลาสติก หรือบรรจุภัณฑ์ที่ทำจากพลาสติกต่างๆ
ล่าสุด พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้มอบหมายให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เร่งสำรวจและวางแผนเตรียมประกาศเลิกใช้ถุงพลาสติก และโฟมในพื้นที่อุทยานฯ ทั่วประเทศ 154 แห่ง เพื่อกำหนดวันที่เหมาะสม และพร้อมประกาศเลิกใช้อย่างเป็นทางการ ครอบคลุมถึงการเลิกใช้ถุงพลาสติกและโฟมในสวนสัตว์ทั่วประเทศ 7 แห่ง
โดยแผนเบื้องต้นจะรณรงค์และประชาสัมพันธ์ให้กับผู้ประกอบการ ประชาชนในพื้นที่ และนักท่องเที่ยวให้เข้าใจมาตรการ 1-2 เดือน ก่อนที่จะประกาศเลิกใช้อย่างจริงจัง เพื่อเป็นการลดปัญหาขยะตกค้างในพื้นที่ต่างๆ เนื่องจากพบว่าประเทศไทยเราใช้ถุงพลาสติก
หูหิ้วมากถึง 4.5 หมื่นล้านชิ้น/ปี
และที่สำคัญขยะที่พบในทะเลส่วนใหญ่เป็นพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง และมีการใช้กันมากมายอย่างแพร่หลายไปทั่ว จนส่งผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม เช่น ถุงพลาสติก จานและแก้วน้ำพลาสติก ช้อนส้อมพลาสติก หลอดเครื่องดื่ม ก้นกรองบุหรี่ ขวดและฝาขวดน้ำดื่ม ก้านไม้พันสำลี ถุงหรือกระเป๋า บรรจุภัณฑ์ห่อขนมขบเคี้ยว ผลิตภัณฑ์บรรจุอาหาร ถ้วยพลาสติกและฝาถ้วย ซึ่งพลาสติกดังกล่าวล้วนแล้วแต่ผลิตมาจากปิโตรเลียมและจะกลายเป็นขยะในทะเล บางส่วนอาจแตกสลายเป็นเศษพลาสติกชิ้นเล็ก หรือไมโครพลาสติกปนเปื้อนอยู่ในน้ำและอากาศ ทำให้ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของคนและสัตว์ต่างๆ เป็นอย่างมาก
สำหรับมาตรการให้อุทยานแห่งชาติเป็นเขตปลอดพลาสติกนั้น มานะ เพิ่มพูล หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี บอกว่า ปัญหาขยะพลาสติกในเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานนั้น ที่ผ่านมาได้ดำเนินการวางมาตรการมานานแล้วพอสมควร ด้วยนโยบายขยะคืนถิ่น โดยเฉพาะจุดท่องเที่ยวบ้านกร่างแคมป์และพะเนินทุ่งนั้นได้ถือปฏิบัติอยู่เป็นประจำ ส่วนที่สองคือการควบคุมการใช้ภาชนะโฟมจะมีการตรวจตราอย่างเคร่งครัด สำหรับในเรื่องของถุงพลาสติกนั้นจะต้องมีการติดป้ายประชาสัมพันธ์รณรงค์อย่างจริงจัง และจะเริ่มใช้มาตรการที่เข้มงวดมากยิ่งขึ้นในช่วงฤดูการท่องเที่ยวหน้าที่จะถึงนี้ เนื่องจากในช่วงเดือน ส.ค.-ต.ค. ทางอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานจะทำการปิดการเข้าไปท่องเที่ยวเป็นเวลา 3 เดือน
หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานบอกว่า นโยบายใหม่นั้นจะเริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย.นี้เป็นต้นไป และจะมีการใช้มาตรการอย่างเข้มข้นขึ้น โดยเริ่มจากเบาไปหาหนัก แต่กระบวนการดังกล่าวนั้นจะต้องใช้ความร่วมมือร่วมใจของนักท่องเที่ยวที่เข้ามาท่องเที่ยวในเขตอุทยานแห่งชาติอีกด้วย
สำหรับเรื่องของการห้ามนำเอาถุงพลาสติกขวดพลาสติกกล่องโฟมเข้าไปในเขตอุทยานฯ นั้น หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานยอมรับว่าเป็นเรื่องที่ยากอยู่พอสมควร เนื่องจากพ่อค้าแม่ค้าและสิ่งต่างๆ ส่วนใหญ่จะบรรจุอยู่ในถุงพลาสติก ขวดพลาสติกและกล่องโฟม โดยเฉพาะอาหารสำเร็จรูป ตลอดจนอาหารและขนมต่างๆ พ่อค้าแม่ค้า และผู้ประกอบการร้านอาหารต่างบรรจุไว้ในถุงพลาสติกร้อยเปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว
“เรื่องดังกล่าวจึงจำเป็นต้องเร่งรณรงค์ให้ผู้คนทั่วไปได้ตระหนักและเล็งเห็นถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง โดยเฉพาะสิ่งที่พบเห็นล่าสุดนั้น จะพบเห็นภาพข่าวของสัตว์ทะเลที่กินถุงพลาสติกเข้าไปเป็นจำนวนมาก แต่สำหรับในเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานยังไม่มีการพบเจอแต่อย่างใด เนื่องจากการดำเนินการขยะที่นักท่องเที่ยวนำเข้ามาในเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานนั้น ได้มีการตรวจตราให้นักท่องเที่ยวที่นำเศษสิ่งเหลือใช้หรือขยะที่นำเข้ามาแล้วจะต้องนำติดรถกลับไปบ้านด้วย ซึ่งนับว่าเป็นการดำเนินการที่ได้ผลเป็นอย่างดี”
มาตรการต่างๆ ยังจำเป็นที่จะต้องมีความเข้มงวดโดยจัดให้มีเจ้าหน้าที่คอยตรวจตราตักเตือนอย่างเช่น ที่บริเวณน้ำตกป่าละอูจะมีการตั้งด่านตรวจเศษสิ่งเหลือใช้ที่เป็นขยะ ไม่ให้มีการนำสิ่งเหลือใช้ที่เป็นขยะขึ้นไปแต่อย่างใด โดยการจัดพื้นที่ให้นั่งรับประทานอาหาร ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวถือว่าเป็นจุดผ่อนปรน แต่หากหลุดพ้นไปจากจุดดังกล่าวจะเป็นมาตรการเข้มข้นไม่ให้มีการนำสิ่งเหลือใช้ที่ถือว่าเป็นขยะ เช่น ถุงพลาสติก ขวดพลาสติก กล่องโฟม ขึ้นไปอย่างเด็ดขาด
สำหรับน้ำดื่มซึ่งเป็นปัญหาใหญ่สุด อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานก็ได้รณรงค์ให้หันมาใช้ขวดน้ำหรือกระติกน้ำแบบรีฟิล ซึ่งในขณะนี้ทางอุทยานฯ ได้วางแผน ที่จะติดตั้งระบบน้ำดื่มสะอาดเพื่อให้นักท่องเที่ยวใช้ภาชนะบรรจุน้ำเติมน้ำได้ตลอดเวลา โดยจะติดตั้งจุดเติมน้ำที่บริเวณจุดพักบ้านกร่างแค้มป์ พะเนินทุ่ง น้ำตกป่าละอู และห้ามนำภาชนะบรรจุน้ำที่เป็นขวดพลาสติกเข้าไปในพื้นที่
เพียงแต่นักท่องเที่ยวพกพาภาชนะบรรจุน้ำเอาไว้แล้ว ก็สามารถที่จะนำไปรับบริการเติมน้ำได้ฟรีตลอดเวลา ซึ่งเป็นมาตรการเสริมให้บริการนักท่องเที่ยวในเขตอุทยานฯ จากค่าธรรมเนียมการเข้าอุทยานฯ เป็นการอำนวยความสะดวกให้แก่นักท่องเที่ยว โดยจะจัดหาเครื่องกรองน้ำที่ได้มาตรฐานมาติดตั้งในจุดที่เราให้บริการ จึงขอให้นักท่องเที่ยวมั่นใจได้ว่าเป็นน้ำที่สะอาดสามารถดื่มกินได้เป็นอย่างดี และช่วยลดการนำขวดน้ำพลาสติกเข้าไปในพื้นที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน
“สิ่งที่ต้องทำในอันดับต่อไปก็คือการรณรงค์ให้นักท่องเที่ยวได้รู้จักการใช้ภาชนะบรรจุน้ำแบบรีฟิล โดยต่อไปนี้ในพื้นที่เขตอุทยานแห่งชาติต่างๆ นั้น ได้มีการห้ามนำถุงพลาสติก ช้อนพลาสติก แก้วน้ำพลาสติกแบบใช้แล้วทิ้ง กล่องโฟม ตลอดไปจนถึงขวดน้ำพลาสติกต่างๆ เข้าไปในพื้นที่เขตอุทยานแห่งชาติ และนักท่องเที่ยวจะต้องเตรียมภาชนะบรรจุอาหาร และขวดน้ำแบบรีฟิล ที่ไม่ใช่เป็นสิ่งที่ใช้แล้วทิ้ง เข้าไปได้เท่านั้น”
เป็นการริเริ่มที่ต้องลุ้นให้ประสบความสำเร็จ เพื่อลดปริมาณขยะและพลาสติก ศัตรูตัวสำคัญต่อระบบนิเวศของเรา







