posttoday
ยานยนต์โลกกระอัก มะกันปักธงภาษีรถ

ยานยนต์โลกกระอัก มะกันปักธงภาษีรถ

29 พฤษภาคม 2561

ดูเหมือนว่ายิ่งใกล้งวดการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐในเดือน พ.ย.มากเท่าไร รัฐบาลประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์

โดย นันทิยา วรเพชรายุทธ
ดูเหมือนว่ายิ่งใกล้งวดการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐในเดือน พ.ย.มากเท่าไร รัฐบาลประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ก็ยิ่งออกฤทธิ์ฟาดงวงฟาดงากับโลกมากขึ้นเท่านั้น
ล่าสุด เมื่อสัปดาห์ที่แล้วสหรัฐประกาศว่าจะใช้มาตรา 232 (เซฟการ์ด) ภายใต้กฎหมายการค้าสหรัฐ ปี 1962 เปิดการสอบสวนรถยนต์และชิ้นส่วนรถยนต์นำเข้าว่าเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของประเทศหรือไม่ คล้ายกับที่ดำเนินการกับเหล็กและอะลูมิเนียมต่างประเทศไปก่อนหน้านั้น หากพบว่าเป็นภัยคุกคามจริง อาจนำไปสู่การตั้งภาษีนำเข้าเพิ่มอีก 25% จากปัจจุบันที่อัตรา 2.5%
วิลเบอร์ รอสส์ รัฐมนตรีพาณิชย์สหรัฐ ระบุว่า มีหลักฐานที่บ่งชี้ได้ว่าการนำเข้ารถยนต์และชิ้นส่วนรถยนต์จากต่างประเทศตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา เป็นตัวกัดกร่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ภายในของสหรัฐเอง ทำให้ต้องใช้มาตรา 232 สอบสวนอย่างเต็มรูปแบบว่าการนำเข้าเหล่านี้ทำให้เกิดความเสี่ยงต่ออุตสาหกรรม และขัดขวางศักยภาพในการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น รถยนต์ไฟฟ้า รถยนต์ไร้คนขับ แบตเตอรี่ และเซลล์เชื้อเพลิง หรือไม่ ขณะที่ทรัมป์ระบุว่า การตั้งภาษีรถยนต์นำเข้าครั้งนี้จะเป็นผลดีต่อคนทำงานชาวอเมริกัน เพราะจะทำให้บริษัทรถยนต์ต่างชาติหันมาตั้งโรงงานและสร้างงานในสหรัฐ
มากขึ้น 
หลังจากที่การไล่บี้ “จีน” ในปัญหาเกินดุลการค้ากับสหรัฐจบลงแบบค้างๆ คาๆ โดยไม่มีใครชนะอย่างชัดเจน และสหรัฐเองดูจะเป็นฝ่ายยอมผ่อนให้เพราะไม่สามารถทำให้จีนตกลงในเชิงตัวเลขหรือรายละเอียดชัดเจนได้ ก็อาจส่งผลให้สหรัฐต้องหันไปเปิดเกมรุกใหม่อย่างอุตสาหกรรมยานยนต์ เพื่อเอาใจรัฐฐานเสียงของตนเองก่อนการเลือกตั้งสมาชิกสภาคองเกรสเดือน พ.ย.นี้
หากดูตามรายประเทศที่ส่งออกรถยนต์ไปยังสหรัฐมากที่สุดในปี 2017 ที่ผ่านมา 5 ประเทศแรก จะประกอบด้วย เม็กซิโก แคนาดา ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และเยอรมนี โดยมีจำนวน 8.3 ล้านคัน คิดเป็นมูลค่า 1.92 แสนล้านบาท (ราว 6.16 ล้านล้านบาท)
เม็กซิโกและแคนาดานั้นน่าจะได้รับผลกระทบหนักที่สุดเมื่อดูตามปริมาณการส่งออกรถยนต์รวมกัน 8.9 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ/ปี (ราว 2.85 ล้านล้านบาท) แต่ก็ต้องไม่ลืมว่าทั้งสองประเทศนี้มีกรอบความตกลงการค้าเสรีอเมริกาเหนือ (นาฟต้า) กับสหรัฐอยู่แล้ว และปัจจุบันยังอยู่ระหว่างความพยายามแก้ไขรายละเอียดข้อตกลงใหม่ตามที่สหรัฐบีบมาตลอด ทำให้ทั้งสองประเทศนี้อาจได้รับยกเว้นในกรณีที่มีการตั้งภาษีเพิ่มจริง
หากตัดสองประเทศดังกล่าวออก “ญี่ปุ่น” และ “เยอรมนี” ก็น่าจะเป็นรายต่อไปที่โดนผลกระทบหนักที่สุด เพราะทั้งสองชาติส่งออกรถยนต์ไปตลาดสหรัฐมากที่สุดในแง่ของยอดขาย โดยคิดเป็นสัดส่วนราว 4 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 1.28 ล้านล้านบาท) และ 2 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 6.4 แสนล้านบาท) ตามลำดับในปีที่แล้ว
จากข้อมูลของสมาพันธ์ผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่น ระบุว่า ญี่ปุ่นส่งออกรถยนต์ไปสหรัฐราว 1.77 ล้านคัน ในปี 2017 และแม้สัดส่วนส่งออกไปสหรัฐจะเริ่มทยอยลดลงตามสภาพเศรษฐกิจที่ผ่านมา แต่ตลาดสหรัฐก็ยังใหญ่ที่สุดและมีสัดส่วนเกือบ 40% ของการส่งออกรถยนต์ญี่ปุ่น 
โตโยต้า มอเตอร์ ออกแถลงการณ์คัดค้านการขึ้นภาษีของสหรัฐทันที โดยให้เหตุผลส่วนหนึ่งว่าปัจจุบันโตโยต้ามีดีลเลอร์ในสหรัฐถึง 1,500 แห่ง มีการจ้างงานในสหรัฐถึง 1.36 แสนคน มีการผลิตรถยนต์ในสหรัฐเกือบ 12 ล้านคัน ในปีที่แล้ว และกำลังจะตั้งโรงงานแห่งที่ 11 ตามมา ซึ่งถือเป็นการมีส่วนร่วมในระบบเศรษฐกิจอเมริกันมากแล้ว  
สถาบันวิจัยเศรษฐกิจไอเอฟโอ ในเยอรมนี คาดการณ์ว่า หากมีการขึ้นภาษี 25% อาจส่งผลกระทบให้จีดีพีญี่ปุ่นหดตัวลงถึง 0.1% หรือคิดเป็นมูลค่าถึง 5 แสนล้านดอลลาร์ (เกือบ 16 ล้านล้านบาท) เลยทีเดียว ขณะที่เศรษฐกิจเยอรมนีก็อาจเจอผลกระทบไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน 
ไมเคิล ดีน นักวิเคราะห์จากบลูมเบิร์ก ประเมินว่า หากสหรัฐตั้งภาษีดังกล่าวจริง อาจกระทบต่อยอดขายรถยนต์ยุโรปถึง 2.58 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 8.25 แสนล้านบาท)ในจำนวนนี้ค่าย “โฟล์คสวาเกน” จากเยอรมนีจะได้รับผลกระทบหนักที่สุด ทั้งจากการส่งออกรถโฟล์ค ปอร์เช่ และออดี้ จากยุโรปไปสหรัฐ และจากการตั้งฐานผลิตในเม็กซิโกด้วย
ขณะนี้ยังไม่ชัดเจนว่าสหรัฐจะเสนอการตั้งภาษีดังกล่าวจริงหรือไม่ โดยรัฐมนตรีพาณิชย์สหรัฐเอง กล่าวว่า กระบวนการสอบสวนเรื่องนี้ยังเพิ่งอยู่ในขั้นต้นเท่านั้น
ขณะที่ประเด็นดังกล่าวยังสร้างความประหลาดใจให้ฝ่ายการเมืองและฝ่ายที่เกี่ยวข้องเองไม่น้อย เพราะไม่เคยถูกหยิบยกขึ้นเป็นปัญหามาก่อน แม้แต่สมาพันธ์ผู้ผลิตรถยนต์สหรัฐเองที่มีสามค่าย บิ๊ก 3 เป็นสมาชิกอยู่ด้วย ก็ยังออกแถลงการณ์แสดงความมั่นใจว่า การนำเข้ารถยนต์ไม่ได้ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อความมั่นคงของชาติ เช่นเดียวกับหอการค้าสหรัฐที่แสดงท่าทีไม่เห็นด้วยกับทำเนียบขาวเช่นกัน
ที่สำคัญ ก็คือ ฝ่ายที่จะต้องเสียไม่ได้มีแค่ต่างชาติเท่านั้น แต่ยังรวมถึงผู้บริโภคชาวอเมริกันเองที่ต้องแบกรับราคารถยนต์ที่แพงขึ้นด้วย ซึ่งอาจเป็นปัจจัยกดดันรัฐบาลให้ต้องชั่งน้ำหนักต่อไป
ซีเอ็นเอ็นมันนี่ ระบุว่า ปัจจุบันรถยนต์นำเข้าต่างชาติที่เข้ามาทำตลาดในสหรัฐได้มากที่สุด ก็คือ กลุ่มซีดานหรู และรถยนต์ขนาดเล็ก ซึ่งค่ายรถอเมริกันเองไม่แข่งขันเพราะทำเงินได้น้อยกว่า จึงหันไปมุ่งรถเอสยูวีและรถขนาดใหญ่แทน แต่หากทรัมป์ขึ้นภาษีรถยนต์ต่างชาติก็ใช่ว่าจะทำให้ต่างชาติย้ายมาผลิตในสหรัฐมากขึ้นได้ เพราะเรื่องแบบนี้ถือเป็นแผนการลงทุนระยะยาวไม่ต่ำกว่า 5 ปี สิ่งที่จะเกิดขึ้น ก็คือ ปริมาณรถยนต์ที่จำหน่ายลดลงโดยไม่สามารถผลิตแทนในประเทศได้มากนัก และจะทำให้ผู้บริโภคชาวอเมริกันต้องแบกรับปัญหาแทน
ภาษีรถยนต์และชิ้นส่วนรถยนต์ต่างชาติจึงเป็นเรื่องใหญ่ของสหรัฐและทั้งโลกที่ต้องติดตามกันอย่างใกล้ชิดต่อไป 

ข่าวล่าสุด

ทีทีบีเตือนยุค AI งานซ้ำเสี่ยงหาย เร่งสร้างทักษะใหม่

ทีทีบีเตือนยุค AI งานซ้ำเสี่ยงหาย เร่งสร้างทักษะใหม่