posttoday
ลงทุนต่างประเทศระวังเงินบาท...บาดผลตอบแทน

ลงทุนต่างประเทศระวังเงินบาท...บาดผลตอบแทน

17 ตุลาคม 2553

กองทุนทองคำ เพราะกองทุนที่มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนมีผลตอบแทนที่ดีกว่ากองทุนที่ไม่ป้องกันความเสี่ยงอยู่ราวๆ 10%....

กองทุนทองคำ เพราะกองทุนที่มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนมีผลตอบแทนที่ดีกว่ากองทุนที่ไม่ป้องกันความเสี่ยงอยู่ราวๆ 10%....

โดย...สวลี ตันกุลรัตน์

ไม่ได้ติดตามความเคลื่อนไหวดัชนีหุ้นไทยเสียหลายวัน พอโผล่หน้าไปเจอกันอีกทีแทบช็อก เพราะอีกนิดเดียวก็จะทะลุ 1,000 จุดแล้ว แต่เห็นดัชนีวิ่งๆ แบบนี้กลับทำให้หวั่นๆ ว่า หุ้นไทยจะติดลมบนบินขึ้นแบบนี้ได้อีกนานแค่ไหน

คงมีหลายคนคิดแบบเดียวกัน เพราะจากมุมของชัยเกษม วัฒนศิริพงษ์ หัวหน้าฝ่ายจัดจำหน่ายกองทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) อเบอร์ดีน ที่เกาะติดอยู่กับการขายกองทุนยังเห็นว่า นักลงทุนเริ่มขยับตัวออกไปลงทุนในกองทุนต่างประเทศ (FIF) มากขึ้น เพราะคิดว่าปีหน้าตลาดหุ้นไทยคงจะไม่อู้ฟู่แบบปีนี้อีกแล้ว

แต่การออกไปลงทุนในต่างประเทศทำให้เราอยู่ในสถานะเดียวกับ “ผู้ส่งออก” เพราะเป็นการออกไปหารายได้ในต่างประเทศ ทำให้ได้รับผลกระทบจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นเช่นเดียวกัน ดังนั้นหากคิดจะไปลงทุนต่างประเทศต้องระวังเอาไว้ด้วยว่า อาจจะโดนค่าเงินบาทบาดผลตอบแทนจนเลือดซิบได้เหมือนกัน

ความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน

จริงๆ แล้วการลงทุนในต่างประเทศไม่ได้มีความเสี่ยงเพียงด้านเดียว แต่ในเวลาแบบนี้ “ความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน” น่าจะถูกจับตามอง มากขึ้น เพราะฉะนั้นก่อนอื่นไปฟังคำอธิบายเรื่องความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลัก ทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ว่า ทำไมอัตราแลกเปลี่ยนถึงเข้ามาเป็นความเสี่ยงของกองทุน FIF

ลงทุนต่างประเทศระวังเงินบาท...บาดผลตอบแทน

“เมื่อมีการนำเงินไปลงทุนต่างประเทศจะต้องเปลี่ยนเม็ดเงินลงทุนจากสกุลเงินบาทไปเป็นสกุลอื่นๆ เช่น เหรียญสหรัฐ และเมื่อได้รับผลตอบแทนกลับมาก็ต้องเปลี่ยนค่าเงินสกุลอื่นๆ กลับมาเป็นสกุลเงินบาท เพื่อนำเงินมาจ่ายคืนให้ผู้ถือหน่วยลงทุน ดังนั้น หากเงินสกุลต่างประเทศมีการเคลื่อนไหวแข็งค่าขึ้นหรืออ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินบาท ก็จะส่งผลต่อผลตอบแทนที่ผู้ลงทุนจะได้รับ”

ผลของอัตราแลกเปลี่ยนที่ส่งต่อไปถึงผลตอบแทนของกองทุนจะเกิดขึ้น 2 ทาง คือ เมื่อค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น หรือเมื่อค่าเงินบาทอ่อนค่าลง

โดยหากค่าเงินบาทอ่อนค่าลง ก็จะทำให้ผลตอบแทนของกองทุนดีขึ้น เพราะเท่ากับว่าใน 1 หน่วยของเงินสกุลต่างประเทศ สามารถเปลี่ยนเป็นเงินบาทได้มากขึ้น แต่ในทางกลับกัน หากค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น ก็จะทำให้ผลตอบแทนของกองทุนลดลง เพราะใน 1 หน่วยของเงินสกุลต่างประเทศจะเปลี่ยนเป็นเงินบาทได้น้อยลง

ตัวอย่างง่ายๆ สำหรับกรณีที่เราลงทุนในกองทุน FIF แล้ว เงินบาทอ่อนค่าลง คือ

เริ่มต้นลงทุนกองทุน FIF ที่กองทุนหลักใช้สกุลเงินเหรียญสหรัฐ ด้วยเงิน 1 หมื่นบาท ตั้งแต่วันที่กองทุนเปิดขายครั้งแรกในราคาหน่วยละ 10 บาท ทำให้ได้หน่วยลงทุน 1,000 หน่วย

หลังจากนั้น บลจ.จะนำเงินลงทุนของเราที่อยู่ในรูปเงินบาทไปแลกเป็นเงินเหรียญสหรัฐ ซึ่งอัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ 35 บาท ต่อ 1 เหรียญสหรัฐ ดังนั้นเงินลงทุนเริ่มต้นของเราจะอยู่ที่ 285.71 เหรียญสหรัฐ

เมื่อเวลาผ่านไป กองทุนหลักบริหารกองทุนจนกระทั่งมีผลตอบแทน 10% ทำให้มูลค่าเงินลงทุนของเราเพิ่มเป็น 314.28 เหรียญสหรัฐ และเราก็อยากจะไถ่ถอนหน่วยลงทุน บลจ.จะสั่งขายหน่วยลงทุนกองทุนหลักแล้วนำเงินลงทุนบวกผลตอบแทนที่อยู่ในรูปเงินเหรียญสหรัฐไปแลกเป็นเงินบาท เพื่อกลับมาจ่ายให้เรา

หากในเวลานั้นค่าเงินบาทยังอยู่ที่ 35 บาทเท่าเดิม เราก็จะได้รับเงินจากการไถ่ถอนหน่วยทั้งสิ้น 10,999.8 บาท โดยที่ค่าเงินบาทไม่ได้มามีผลต่อผลตอบแทนของกองทุน

แต่หากบังเอิญว่าในขณะนั้นค่าเงินบาทอ่อนค่าไปอยู่ที่ 37 บาทต่อเหรียญสหรัฐ หรืออ่อนค่าลงไปประมาณ 5% ดังนั้น เมื่อเราขายหน่วยลงทุนในรูปเงินเหรียญสหรัฐที่มีอยู่ 314.28 เหรียญสหรัฐเท่าเดิม แต่จะแลกออกมาเป็นเงินบาทได้เพิ่มขึ้นอีกประมาณ 630 บาท หรือคิดเป็นเงิน 11,628.36 บาท โดยที่ไม่ต้องทำอะไรเพิ่มเติม

แต่ในทางกลับกัน ถ้าในขณะนั้น (ซึ่งก็คือขณะนี้) ค่าเงินบาทแข็งค่าไปอยู่ที่ 30 บาทต่อเหรียญสหรัฐ หรือแข็งค่าขึ้นประมาณ 15% ดังนั้น เมื่อเราขายหน่วยลงทุนที่มูลค่า 314.28 เหรียญสหรัฐเท่าเดิม แต่แทนที่จะได้เงิน 10,999.8 บาท เงินของเราก็จะเหลือแค่ 9,428.4 บาท หรืออยู่ดีๆ เงินก็หายไปเฉยๆ 1,570 บาท

และเหตุการณ์แบบนี้กำลังเกิดขึ้นแล้วกับกองทุน FIF หลายๆ กองทุน โดยที่เห็นได้ชัดที่สุด คือ กองทุนทองคำ เพราะกองทุนที่มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนมีผลตอบแทนที่ดีกว่ากองทุนที่ไม่ป้องกันความเสี่ยงอยู่ราวๆ 10%

นอกจากนี้ ค่าเงินบาทยังอยู่ในทิศทางแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบค่าเงินเหรียญสหรัฐ โดยที่ยังไม่มีทีท่าว่า จะหยุดกันง่ายๆ ซึ่งเราก็ต้องยอมรับสภาพกันไป เพราะถ้าจะหวังให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และกระทรวงการคลังออกไปต่อสู้กับเงินทุนต่างชาติที่ไหลบ่าเข้ามาคงจะเกินกำลัง

และทั้ง ธปท. และกระทรวงการคลังก็คงจะไม่บ้าจี้ทำตามคำแนะนำของวีรพงษ์ รามางกูร อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่บอกว่า “หากเป็นไปได้ไทยก็น่าจะกลับไปใช้นโยบายอัตราแลกเปลี่ยนคงที่ แต่หากทำไม่ได้ ก็ใช้นโยบายลอยตัวแบบมีการจัดการเหมือนในปัจจุบัน แต่ควรจะต้องระบุแนวทางการจัดการและเป้าหมายเงินบาทอย่างชัดเจน”

ปลอดภัยไว้ก่อน

ลงทุนต่างประเทศระวังเงินบาท...บาดผลตอบแทน

ในเมื่อไม่มีใครควบคุมอัตราแลกเปลี่ยนได้ ทางที่ดีที่สุดสำหรับตอนนี้อาจจะเป็นการป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน โดยการทำสัญญาซื้อขายเงินบาทเอาไว้ล่วงหน้า เพื่อให้รู้ระดับอัตราแลกเปลี่ยนที่แน่นอน ซึ่งกองทุน FIF สามารถทำได้ เพราะ ก.ล.ต. เองยังบอกเอาไว้ว่า...

“กองทุน FIF อาจมีการทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้าเพื่อป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างเงินบาทกับเงินสกุลต่างประเทศ เพื่อช่วยลดปัญหาความผันผวนของค่าเงินที่จะมากระทบต่อผลตอบแทน โดยที่ บลจ.สามารถเลือกกำหนดนโยบายการป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนได้เอง โดยจะป้องกันทั้ง 100% ป้องกันบางส่วน ในบางเวลา หรือจะไม่ป้องกันเลยก็ได้”

แต่ไม่ว่าจะเลือกนโยบายป้องกันความเสี่ยงแบบใด บลจ.จะต้องระบุไว้ในหนังสือชี้ชวน และเอกสารประกอบการเสนอขายกองทุนอย่างชัดเจน

ทั้งนี้ รูปแบบการป้องกันความเสี่ยง ที่ ก.ล.ต.กำหนดให้ บลจ.ระบุลงไปในเอกสารต่างๆ มีอยู่ 4 แบบ ได้แก่

1.ป้องกันความเสี่ยงทั้งจำนวน

แม้จะระบุว่า เป็นการป้องกันความเสี่ยงทั้งจำนวน แต่กองทุนไม่จำเป็นต้องป้องกันความเสี่ยงครบ 100% ก็ได้ เพราะ ก.ล.ต.อนุโลมให้กองทุนที่มีพอร์ตการลงทุนที่เคลื่อนไหว และมีการป้องกันความเสี่ยงที่ไม่ต่ำกว่า 90% ของจำนวนเงินลงทุน ก็สามารถระบุว่า เป็นการป้องกันความเสี่ยงทั้งจำนวนได้เช่นเดียวกัน ซึ่งกองทุนส่วนใหญ่ที่มีการป้องกันความเสี่ยงจะเลือกนโยบายนี้

2.ป้องกันความเสี่ยงเพียงบางส่วน

บลจ.จะต้องบอกสัดส่วนของการป้องกันความเสี่ยงเอาไว้อย่างชัดเจนว่า มีการป้องกันอยู่เท่าไร เช่น กำหนดไว้ว่า มีการป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนอยู่ 80% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ

3.ป้องกันความเสี่ยงตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน

นโยบายนี้ผู้จัดการกองทุนจะพิจารณาแนวโน้มอัตราแลกเปลี่ยน และตัดสินใจว่าในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง กองทุนจะป้องกันความเสี่ยงในอัตราเท่าใด เพื่อให้เป็นประโยชน์กับกองทุนมากที่สุด แต่การเลือกวิธีการนี้ ต้องมั่นใจว่าผู้จัดการกองทุนจะมีมุมมองที่ถูกต้อง เพราะหาก “มองผิดทาง” กองทุนก็อาจจะขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนได้เช่นเดียวกัน

ในปัจจุบัน บลจ.เอ็มเอฟซี ประกาศตัวอย่างชัดเจนว่า ใช้นโยบายการป้องกันความเสี่ยงตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน โดยเรียกวิธีการแบบนี้ว่า Dynamic hedge

4.ไม่ได้ป้องกันความเสี่ยงไว้เลย

มีหลาย บลจ.ที่เลือกที่จะไม่ป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนเอาไว้เลยด้วยเหตุผลหลายอย่างแตกต่างกันไป เช่น บาง บลจ. บอกว่า บลจ.ไม่ได้มีความเชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการอัตราแลกเปลี่ยน ขณะที่ บาง บลจ.เชื่อในการป้องกันความเสี่ยงตามธรรมชาติ หรือที่เรียกว่า Natural hedge โดยเฉพาะกองทุนที่มีนโยบายลงทุนในหลากหลายประเทศ

อย่างไรก็ตาม ก.ล.ต.กำหนดไว้อีกว่า สำหรับกองทุนที่ไม่ได้ใช้นโยบายป้องกันความเสี่ยงทั้งจำนวนจะต้องเขียนคำเตือนให้นักลงทุนรู้ด้วยว่า “อาจได้รับกำไรน้อยลงหรือได้รับเงินต้นคืนไม่ครบตามที่ได้ลงทุนไป” พร้อมกับแนะนำนักลงทุนว่า “หากผู้ลงทุนไม่อยากรับความเสี่ยงในเรื่องนี้ ก็ควรเลือกลงทุนในกองทุน FIF ที่มีการป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนทั้งจำนวน”

เพราะเมื่อวัดระดับความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนออกมาแล้ว กองทุนที่มีการป้องกันความเสี่ยงทั้งจำนวนจะมีความเสี่ยงต่ำที่สุด ขณะที่การป้องกันตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุนจะมีความเสี่ยงค่อนไปทางความเสี่ยงสูง แต่ยังต่ำกว่ากองทุนที่ไม่มีการป้องกันความเสี่ยง

ไม่ใช่ทุกกองทุนที่ต้องป้องกัน

แม้ว่า ก.ล.ต.จะแนะนำไว้ว่า ถ้าไม่อยากรับความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนก็ควรลงทุนในกองทุนที่มีการป้องกันความเสี่ยงทั้งจำนวน แต่ไม่ได้หมายความว่ากองทุนที่ไม่มีการป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนจะเป็นกองทุนที่ไม่น่าลงทุน

สานุพงศ์ สุทัศน์ธรรมกุล นักวิเคราะห์กองทุน บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ฟิลลิป (ประเทศไทย) บอกว่า กองทุนหุ้นส่วนใหญ่จะไม่มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน เพราะมีการกระจายความเสี่ยงการลงทุน ขณะที่การแกว่งของผลตอบแทนน่าจะพอฟัดพอเหวี่ยงกับความผันผวนของค่าเงิน จนทำให้ไม่เห็นความแตกต่างมากเท่ากับกองทุนที่ลงทุนในสินทรัพย์อย่างทองคำ น้ำมัน และการลงทุนในประเทศใดประเทศหนึ่งเพียงประเทศเดียว

“ถ้าเป็นกองทุนที่ลงทุนหุ้นประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่จะเป็นการลงทุนในหลายๆ สกุลเงิน ดังนั้นจะเท่ากับ Natural hedge ไปในตัวอยู่แล้ว และกองทุน FIF ที่มีผลตอบแทนอยู่ในกลุ่มบนๆ ก็เป็นกองทุนที่ไม่ได้ป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน” สานุพงศ์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม สำหรับกองทุนบางประเภท เช่น กองทุนตราสารหนี้ การป้องกันความเสี่ยงไม่ใช่สิ่งที่เลือกได้ แต่เป็นสิ่งที่ต้องทำ เพราะผลตอบแทนจากการลงทุนไม่ได้มากเท่ากับการลงทุนหุ้น ซึ่งหากไม่มีการป้องกันความเสี่ยง กองทุนอาจถูกอัตราแลกเปลี่ยนกินส่วนผลตอบแทนที่มีน้อยอยู่แล้วให้น้อยลงไปอีก

และคงไม่มีใครอยากเดินซ้ำรอยกองทุนพันธบัตรนิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย ที่แม้จะไม่ถึงกับเจ็บตัว แต่ก็ทำให้จุกอยู่นาน เพราะพิษค่าเงินเล่นงานเหมือนกัน ทำให้กองทุนตราสารหนี้ โดยเฉพาะกองทุนที่กำหนดระยะเวลา ไม่มีรายไหนกล้าเปิดความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน

เพราะฉะนั้นก่อนจะหันไปลงทุน FIF ต้องคิดเพิ่มอีกนิดว่า จะเลือกแบบที่มีการป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน หรือไม่ป้องกันจะดีกว่ากัน

ข่าวล่าสุด

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน