
การเตรียมตัวลูก ในโลกที่พลิกโฉม
ช่วงนี้มีคนถามเยอะ เรื่องจะเตรียมเลี้ยงลูกหรือสอนนิสิตอย่างไร? ในยุคที่มีแต่ความปั่นป่วน
โดย อ.เดชรัตน์ สุขกำเนิด
ช่วงนี้มีคนถามเยอะ เรื่องจะเตรียมเลี้ยงลูกหรือสอนนิสิตอย่างไร? ในยุคที่มีแต่ความปั่นป่วน หรือการพลิกโฉม แต่ไม่เคยมีโอกาสคิดและตอบอย่างจริงจังสักที จนจะถึงขึ้นไปตอบบนเวที เลยถือโอกาสขบคิดอย่างจริงจังสักที
ผมขอเริ่มจากการตั้งแกนก่อนนะครับ ในแกนหนึ่ง(สมมติในภาพเป็นแกนนอน) มนุษย์ย่อมอยากจะเป็นตัวของเราเองเหมือนเดิม (ผมขอเรียกว่า Stay) แต่อีกด้านหนึ่งเราย่อมจำเป็นต้องปรับตัว (Adapt) ส่วนอีกแกนหนึ่ง เราจะดำรงอยู่หรือปรับตัวอย่างไร ก็คงขึ้นอยู่กับมุมมองที่มีต่อตัวเราเอง (Inward) และมุมมองที่มีต่อคนอื่นๆ (Outward)
จากแกนทั้งสองนี้ ผมคิดว่าเพื่อดำรงอยู่อย่างที่เป็นตัวเรา (ช่อง Inward & Stay) เราก็ต้องสร้างอัตลักษณ์ (หรือ Identity) คือ ทำสิ่งที่มีความหมายต่อตัวเราเอง แต่พอเราต้องปรับตัว เราก็จำเป็นต้องมีความยืดหยุ่น (หรือ Flexibility) เพื่อที่จะสามารถปรับตัวและทำสิ่งที่มีความหมายเข้ากับระบบได้ (ช่อง Inward &Adapt)
และเมื่อเราปรับตัวแล้ว แสวงหาโอกาส/นำเสนอรูปแบบใหม่แล้ว และเมื่อเราจะปรับตัวและมองออกภายนอก เราย่อมอยากให้การปรับตัวของเราเชื่อมต่อกับผู้อื่นในบริบทที่เปลี่ยนแปลงให้ได้ (ช่อง Outward &Adapt) และสุดท้าย เมื่อเราเชื่อมต่อได้ เราก็อยากดำรงความสัมพันธ์หรือการเชื่อมต่อนั้น และทำสิ่งที่มีความหมายซึ่งกันและกันให้ดำรงอยู่ในระยะยาว (Long-Term Relationship) (ช่อง Outward & Stay)
เพราะฉะนั้น หากจะกล่าวโดยย่อ ในยุคของความปั่นป่วน เรายังจำเป็นต้องดำรงอัตลักษณ์ของเราไว้ แต่ก็มีความยืดหยุ่นเพียงพอที่จะปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของระบบภายนอก และสามารถเชื่อมต่อการปรับตัวดังกล่าวเข้ากับผู้อื่นได้ รวมถึงพยายามดำรงความสัมพันธ์นั้นไว้ในระยะยาว
หรือเราต้องการทำสิ่งที่มีความหมายกับตนเอง โดยยังมีความหมายต่อระบบ และเชื่อมต่อกับคนที่ให้ความหมายหรือความสำคัญตรงกัน และรักษา/ต่อยอดความหมายนั้นไปพร้อมๆ กัน
เมื่อเป็นเช่นนี้ ทักษะที่สำคัญสำหรับลูกๆ น้องๆ (และตัวผมเอง) ในมุมมองของผม จึงมีสี่ลักษณะด้วยกัน คือ
หนึ่ง ทักษะในการสร้างผลงานที่สื่อสารอัตลักษณ์ตัวตนออกมาเป็นชิ้นงานให้ได้ ซึ่งผมเรียกว่า Craftsmanship แม้อาจจะแปลไม่ตรงนัก แต่โดยนัยคือ ต้องสร้างชิ้นงานออกมาให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นการเขียนโปรแกรม การถ่ายภาพ การประดิษฐ์ การทำอินโฟกราฟฟิก ฯลฯ ในอนาคตเราจำเป็นต้องมีทักษะแบบนี้หลายทักษะด้วยกัน ตัวอย่างเช่น ผมก็พยายามฝึกทักษะด้านการเขียน และการออกแบบเกมขึ้นมา
สอง เมื่อเราจำเป็นต้องปรับตัวของเราให้เข้ากับผู้อื่น แต่เราจะปรับอย่างไร เราก็ต้องมีทักษะการคิดเชิงระบบ (System Thinking) ซึ่งอาจหมายถึงทักษะหลายๆ แบบ เช่น กระบวนการคิดเชิงออกแบบ (Design Thinking Process) การวิเคราะห์สถานการณ์ (Scenario Analysis) กระบวนการวิเคราะห์ห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain Analysis) วิทยาการด้านข้อมูล (Data Science) ฯลฯ เพื่อกำหนดจุดยืนของเราให้เข้ากับความเปลี่ยนแปลงในเชิงระบบที่กำลังต้องเผชิญได้
สาม เมื่อเรากำหนดจุดยืนที่เราจะปรับตัวของเราได้ ซึ่งอาจจะนำมาสู่แนวคิด/กระบวนการ/ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่เราจะดำเนินการ แต่เพื่อเชื่อมต่อกับกลุ่มผู้ใช้อื่นๆ เราก็ต้องมีทักษะในการสื่อสาร ไม่ว่าจะในรูปแบบการสื่อสารเดิม (เช่น การพูด การเขียน การฟัง) และทักษะการสื่อสารบนโลกดิจิทัล (เช่น การถ่ายคลิป การทำอินโฟกราฟฟิก การรีวิว การเขียนบล็อก การถ่ายรูป ฯลฯ)
และ สี่ สุดท้ายเพื่อดำรงความสัมพันธ์ระหว่างเรากับผู้ที่เราเชื่อมต่อด้วย หรือผู้อื่นที่อยู่ร่วมกันในสังคม ทักษะความเข้าอกเข้าใจคนอื่น เป็นเรื่องที่มีความสำคัญมาก และไม่ใช่แค่เรื่องคำสอนทางศาสนาเท่านั้น แต่เราจำเป็นต้องค้นหา ตั้งคำถาม ทบทวน และท้าทายความเข้าใจของตัวเราเอง เกี่ยวกับรูปแบบความสัมพันธ์กับคนอื่นๆ ในสังคมอยู่เสมอ ซึ่งการทบทวนความเข้าใจบางอย่างอาจนำมาสู่ความเปลี่ยนแปลงตัวตนของเรา และอาจนำมาสู่การปรับตัว การผลิตชิ้นงานใหม่ๆ ต่อไปแบบไม่รู้จบ
ทักษะทั้ง 4 ลักษณะ คือ (ก) การผลิตสิ่งที่สื่อความเป็นตัวเราออกมาเป็นชิ้นงาน (ข) การคิดเชิงระบบ ซึ่งจะช่วยเชื่อมตัวเรา (หรือชิ้นงานของเรา) กับส่วนอื่นๆ ของระบบที่เปลี่ยนแปลง ไป (ค) สื่อสารสิ่งที่เราและผลิตไปสู่คนอื่นๆ ให้ได้ และ (ง) มีความเข้าอกเข้าใจผู้อื่น เพื่อนำมาสู่การทบทวนตนเองอยู่เสมอ จึงเป็นทักษะสำคัญที่เราต้องมีในโลกที่มีความปั่นป่วน
แล้วเราจะเตรียมการเรียนรู้ของลูกหลานของเราและตัวเราอย่างไร
ผมเห็นว่า ในยุคที่เทคโนโลยีและวิถีชีวิตเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การที่เราจะรักษาและปรับตัวโดยที่เรายังดำรงความหมายของเรา และสอดคล้องกับความหมายของคนอื่นได้ เราจำเป็นต้องใช้การเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ให้มากขึ้น
การเรียนรู้ผ่านประสบการณ์จะช่วยให้เราสามารถขบคิด วิเคราะห์ และออกแบบการสร้างและการสื่อความหมายของเรา และทดสอบการเชื่อมต่อและการรักษาความหมายและความสัมพันธ์ของตนกับผู้อื่นได้อย่างรวดเร็ว
แต่การศึกษาของไทยกลับตั้งอยู่บนฐานความเชื่อเรื่อง “หลักสูตร” ซึ่งแปลโดยนัยว่า “ผู้กำหนดหลักสูตรทราบว่า เราจะไปถึงความสำเร็จได้อย่างไร?” ในขณะที่โลกความเป็นจริงเรากลับคาดเดายากขึ้นเรื่อยๆ







