posttoday
ขี้เหร่เพียงไหนๆ ฉันก็จะรักทำไมคนไม่รัก คสช. รักแต่ สส.ขี้เหร่ๆ

ขี้เหร่เพียงไหนๆ ฉันก็จะรักทำไมคนไม่รัก คสช. รักแต่ สส.ขี้เหร่ๆ

27 พฤษภาคม 2561

ปัญหาของ คสช.ตอนนี้ก็คือ เลือกตั้งไปแล้วอาจจะไม่ได้เสียงข้างมาก ส่งผลต่อการสืบทอดอำนาจที่วางแผนไว้อย่างยอกย้อนมาตลอดสี่ปีนี้

ขี้เหร่เพียงไหนๆ ฉันก็จะรักทำไมคนไม่รัก คสช. รักแต่ สส.ขี้เหร่ๆ

ปัญหาของ คสช.ตอนนี้ก็คือ เลือกตั้งไปแล้วอาจจะไม่ได้เสียงข้างมาก ส่งผลต่อการสืบทอดอำนาจที่วางแผนไว้อย่างยอกย้อนมาตลอดสี่ปีนี้ ถึงขั้น “จนตรอก” ต้องคิด “ดึงและดูด” อดีต สส. “ชั่วๆ เลวๆ” ที่เคยคิดจะกำจัดเขามาตั้งแต่วันยึดอำนาจนั้น เอาเข้ามาเป็นสมัครพรรคพวก (รวมถึงกีดกันและขจัดออกสำหรับนักการเมืองที่ไม่ยอมเข้ามาเป็นพวก) เพื่อให้มีความมั่นใจว่าจะได้จำนวน สส.มากๆ รวมถึงความพยายามที่จะหา “จุดขาย” ของ คสช.ให้โดนใจประชาชน เช่น นโยบายประชารัฐ และการจัด ครม.สัญจร

ในฐานะที่ผู้เขียนได้ร่วมอยู่ในบรรยากาศของการยึดอำนาจด้วยคนหนึ่งเมื่อสี่ปีที่ผ่านมา เพราะได้ไปร่วมเคลื่อนไหวในบางกิจกรรมของ กปปส. แม้จะไม่รู้มาก่อนว่าทหารจะยึดอำนาจในวันที่ 22 พ.ค. 2557 แต่ก็รู้ระแคะระคายว่าทหารคงจะต้องเข้าจัดการกับความวุ่นวายทางการเมืองในช่วงนั้นโดยเร็ว ซึ่งทางกลุ่ม กปปส.ก็เหมือนว่าจะยินดีที่ทราบข่าวนั้น และหวังว่าทหารจะสามารถจัดการกับนักการเมืองชั่วๆ ที่ประชาชนนับล้านๆ เรียกร้องให้กำจัดออกไปตลอดเวลาที่ชุมนุมประท้วงมากว่าครึ่งปีนั้นได้

วันที่ยึดอำนาจก็ดูขึงขังดีมากที่มีการจับนักการเมืองทุกกลุ่มไปปรับทัศนคติ แม้จะปล่อยออกมาในภายหลังเหมือนเล่นลิเก แต่ผู้คนก็คาดว่าทหารน่าจะมี “ไม้เด็ด” อะไรตามมาอีกกระมัง จึงรอคอยและให้โอกาส จนกระทั่งเมื่อ “เห็นลาย” ว่าจะมีการสืบทอดอำนาจ ตั้งแต่
ที่มีการล้มรัฐธรรมนูญฉบับบวรศักดิ์ (ที่แม้แต่ประธานยกร่างยังบอกว่า “เขาอยากอยู่ยาว”) คนที่เคยรัก คสช.จำนวนมากก็ชักเอะใจ บ้างก็รู้สึกเบื่อหน่ายว่านี่คงเข้าอีหรอบเดิมอีกแล้ว บ้างก็รู้สึกเกลียดชังที่มีการใช้เล่ห์เหลี่ยมอย่างนี้ จนบางพวกที่เกลียดชังอยู่แล้วก็กลายเป็นคนที่คั่งแค้น อย่างที่เราได้เห็นกระบวนการของการต่อต้าน คสช.ที่อาจจะลุกลามไปเรื่อยๆ

ว่ากันว่าเรื่องการดูดนักการเมืองทุกขั้วให้หันมาสนับสนุน คสช.นี้ เป็นแนวคิดของผู้สนับสนุน คสช. (ที่อาจจะเป็นคนใน คสช.เองด้วย) ที่จะสลายความเกลียดชังของประชาชนบางกลุ่มที่มีต่อ คสช. เช่น การดูดเอานักการเมืองในขั้วที่เคยสนับสนุนพรรคเพื่อไทย รวมถึงอดีต สส.ของพรรคเพื่อไทยนั้นด้วย ก็เพื่อ “ซื้อใจ” ประชาชนที่ยังรักระบอบทักษิณให้หันเข้ามาเป็นพวก ในขณะเดียวกันก็สื่อสารกับคนที่รัก คสช.ว่า นี่คือการสร้างความสมานฉันท์ปรองดองตามแนวทางที่ คสช.ประกาศมาแต่เริ่มนั่นเอง เพราะ คสช.ก็พยายามทุกวิถีทางแล้วที่จะกำจัดคนเหล่านั้น แต่สุดท้ายก็ทำอะไรไม่ได้มาก และหากจะพิจารณาให้ลึกลงไป คนเหล่านี้ก็เป็นคนไทย เป็นญาติพี่น้องของเรา เราควรจะหันมารักกัน มาคืนดีต่อกันไม่ดีกว่าหรือ แล้วประเทศไทยก็จะสุขสงบ

ผู้สันทัดกรณีบอกว่าแนวคิดนี้ดู “สิ้นคิด” และ “ไม่เข้าท่า”

ประการแรก แนวคิดนี้ค่อนข้างจะมีพิรุธเพราะออกมาในบรรยากาศที่กำลังจะมีการเลือกตั้ง ในขณะที่กลุ่มการเมืองที่จะมาสนับสนุน คสช.ก็ยังไม่มีความไม่ชัดเจน จึงมีหลายคนเชื่อว่าการเกิดขึ้นของข่าวสารอย่างนี้เป็นความจงใจที่จะดูกระแสสังคมว่าจะให้การต้อนรับกับแนวคิดนี้หรือไม่ อย่างที่เรียกว่า “โยนก้อนหินถามทาง” (หรือ “โยนกระดูกล่อเหยื่อ” ก็ทำนองเดียวกัน) แต่เมื่อพบกระแสต้านก็ต้องแก้ตัวดังกล่าว

ประการต่อมา แนวคิดนี้อาจจะมาจากความเชื่อที่ว่า “การเมืองไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร” คนที่คิดจึงนำมาใช้ในการรวบรวมนักการเมืองกลุ่มต่างๆ เข้าด้วยกัน โดยคิดว่าเดี๋ยวก็ดีกัน เพราะนักการเมืองทุกคนขอแต่เพียงให้ได้ผลประโยชน์ที่ตนต้องการ เช่น ได้เข้าร่วมรัฐบาล หรือได้รับการช่วยเหลือในคดีความต่างๆ อย่างที่เป็นมาแล้วในทุกยุค แต่คนที่คิดอย่างนี้ได้มอง “ข้ามหัว” ประชาชน ที่เขาไม่เห็นดีด้วยที่ทหารซึ่งเขาคาดหวังว่าจะมาทำการเมืองให้ดีกว่าเดิม แต่กลับมารักษาไว้ซึ่งการเมืองชั่วๆ จนถึงขั้นที่ผู้คนจำนวนหนึ่งมองว่า ทหารก็ไม่ได้มีอะไรดีอย่างที่หวัง และก็ยังคงเป็นทหารที่ “เสพติดอำนาจ” อย่างที่เคยเป็นมาเช่นกัน

อีกประการหนึ่ง การที่มีผู้คิดจะดึงนักการเมืองน้ำเน่าแบบเก่าๆ เข้ามาเป็นพวก ก็อาจจะด้วยความคิดที่ว่าถึงยังไงประชาชนก็ยังคงรักนักการเมืองพวกนี้อยู่ เมื่อทำให้เปลี่ยนใจมารัก คสช.ไม่ได้ ก็คิดง่ายๆ ว่าไปดูดเอาเข้ามาเป็นพวกเสีย แล้วประชาชนที่รักนักการเมืองเหล่านี้ก็จะตาม สส.เหล่านั้นมา แม้จะไม่ได้หันมารัก คสช.ในทันที แต่เมื่อมาอยู่ร่วมกันแล้ว ความรักนั้นก็จะเผื่อแผ่มายัง คสช.ด้วย ซึ่งก็น่าจะเป็นความผิดที่ “ผิดธรรมชาติ” อย่างที่โบราณว่า “เอาลูกเขามาเลี้ยง เอาเมี่ยงเขามาอม” ก็อาจจะเกิดอันตรายได้อยู่ดี

ในวิชารัฐศาสตร์กล่าวว่า สังคมไทยยังมีวัฒนธรรมทางการเมืองแบบ “ไพร่ฟ้า” คือหวังพึ่งพิงแต่ผู้มีอำนาจ แม้แต่ในสมัยที่การเลือกตั้งก็ยังหวังว่า สส.และรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งนั้นจะมาคุ้มครองดูแลให้ประชาชนอยู่เย็นเป็นสุข และเมื่อเขาได้รับความสุขอย่างที่เขาต้องการแล้วเขาก็จะ “ยึดติด” และหวังพึ่งนักการเมืองประเภทนั้นอยู่ดี แม้ว่านักการเมืองนั้นจะมีความชั่วความเลวอยู่บ้าง (หรือมีมากเป็นส่วนใหญ่) แต่ผู้เลือกตั้งเขาก็รักและเชื่อใจได้ไม่เสื่อมคลาย อย่างเพลงลูกทุ่งของศรคีรี ศรีประจวบ “ขี้เหร่ก็รัก” ที่เอามาตั้งเป็นหัวเรื่องของบทความในวันนี้

ทหารก็เลยต้อง “รักคนขี้เหร่” ตามไปด้วย

ข่าวล่าสุด

ทีทีบีเตือนยุค AI งานซ้ำเสี่ยงหาย เร่งสร้างทักษะใหม่

ทีทีบีเตือนยุค AI งานซ้ำเสี่ยงหาย เร่งสร้างทักษะใหม่