
Initial Coin Offerings (ICO) มิติใหม่ของการระดมทุนในโลก 4.0
ท่ามกลางเสียงลือเสียงเล่าอ้างถึงโลก 4.0 ที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยีอำนวยความสะดวกและสิ่งประดิษฐ์ทางดิจิทัล “บล็อกเชน (Blockchain)”
โดย ปิยะนาถ พงศ์โชติวัฒน์ นิติกรชำนาญการ สำนักกฎหมาย สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง
ท่ามกลางเสียงลือเสียงเล่าอ้างถึงโลก 4.0 ที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยีอำนวยความสะดวกและสิ่งประดิษฐ์ทางดิจิทัล “บล็อกเชน (Blockchain)” คือหนึ่งในนวัตกรรมปัจจัยที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าโลกไปตลอดกาล และการระดมทุนด้วยวิธี Initial Coin Offerings (ICO) ก็เป็นกิจกรรมทางการเงินประเภทหนึ่งที่นำเทคโนโลยีบล็อกเชนมาใช้ประโยชน์
อะไรคือ ICO ?
มีความเข้าใจผิดอย่างแพร่หลายว่า ICO คือการระดมทุนโดยใช้ “เงินเสมือน (Cryptocurrencies)” แต่ในความเป็นจริงแล้ว ICO และเงินเสมือนเป็นสองสิ่งที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง จุดร่วมระหว่างเงินเสมือนและ ICO มีเพียงการใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนเป็นแกนกลางเหมือนกันเท่านั้น
การระดมทุนด้วยวิธี ICO คือการระดมทุนอย่างหนึ่งของผู้ประกอบการคล้ายกับการเสนอขายหุ้นใน Initial Public Offerings (IPO) โดยผู้ระดมทุนด้วยวิธี ICO จะเสนอขาย Digital Tokens (Tokens) แทนการเสนอขายหุ้นในการระดมทุนแบบ IPO ทั้งนี้ นักลงทุนอาจซื้อ Tokens เหล่านี้ด้วยเงินตราจริงหรือเงินเสมือนก็ได้ ขึ้นอยู่กับโครงสร้าง (Structure) ของการระดมทุนแบบ ICO เป็นรายกรณีไป
โครงสร้างของการระดมทุนแต่ละครั้งจะเผยแพร่อยู่ในสมุดปกขาว (White Paper) ที่ผู้ระดมทุนเป็นผู้จัดทำขึ้นเพื่อเสนอให้แก่หน่วยงานของรัฐที่กำกับดูแลหรือนักลงทุน ข้อแตกต่างประการสำคัญระหว่างหุ้นกับ Tokens ก็คือ Tokens จะไม่แสดงสิทธิ “ความเป็นเจ้าของ” ในตัวผู้ประกอบการที่ระดมทุน แต่จะแสดง “สิทธิประโยชน์ (Benefits)” บางประการที่ผู้ถือ Tokens จะได้รับจากผู้ประกอบการในอนาคต
กล่าวคือ ผู้ถือ Tokens จะไม่มีส่วนของความเป็นเจ้าของในบริษัทที่ระดมทุนนั่นเอง ต่างจากผู้ถือหุ้นที่มีส่วนความเป็นเจ้าของในบริษัทที่ตนถือหุ้นอยู่ การโอน การซื้อขายเปลี่ยนมือ Tokens ไม่ว่าจะในตลาดหลักหรือตลาดรอง และการทำธุรกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับ Tokens จะใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีบล็อกเชนเช่นเดียวกับเงินเสมือน
ประเทศไทยได้มีการออกพระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561 เพื่อกำกับดูแล Cryptocurrency และ ICO โดยได้ประกาศลงราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 13 พ.ค.ที่ผ่านมา โดยมีสาระสำคัญดังนี้
1.การซื้อขายในตลาดแรก
1.1) ผู้เสนอขาย Tokens จะต้องเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด หรือบริษัทมหาชนจำกัด
1.2) ผู้เสนอขาย Tokens จะต้องได้รับอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (สำนักงาน ก.ล.ต.)
1.3) ผู้เสนอขาย Tokens จะต้องเสนอขายผ่านผู้ให้บริการระบบการเสนอขาย (ICO Portal) ที่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการ ก.ล.ต.
1.4) ผู้เสนอขาย Tokens จะเสนอขายได้เฉพาะต่อนักลงทุนตามประเภทและเงื่อนไข ที่คณะกรรมการ ก.ล.ต.กำหนด
1.5) ผู้เสนอขาย Tokens จะต้องยื่นแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขาย (Whitepaper) และร่างหนังสือชี้ชวนต่อสำนักงาน ก.ล.ต.
2.การซื้อขายในตลาดรอง
2.1) ซื้อขายผ่านศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล นายหน้าซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล หรือผู้ค้าสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งเรียกโดยรวมว่า “ธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล”
2.2) ธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลต้องได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
2.3) คณะกรรมการ ก.ล.ต. มีอำนาจกำหนดหลักเกณฑ์และมาตรฐานการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล เช่น การมีแหล่งเงินทุนเพียงพอ การรู้จักลูกค้า (KYC) และการป้องกันการโจรกรรมข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น
อย่างไรก็ดี ถึงแม้จะมีกฎหมายกำกับดูแลในเรื่องนี้แล้ว แต่การลงทุนก็ยังมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษา
ข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน...คาถาป้องกันภัยบทนี้ก็ยังไม่ล้าสมัยในยุค 4.0 นะคะ







