
สุรพล ลีลาภาณุมาศ รับมือวันที่โลกเปลี่ยน ผู้กำกับโฆษณากับแผนที่ชีวิต
ว่ากันว่าภาพอนาคตนั้นมันจะล้อไปกับภาพฝัน ทิศทางของทั้งสองภาพลดหลั่นกันไปตามความโลดโผนในช่วงชีวิตของแต่ละคน
โดย ธเนศน์ นุ่นมัน
ว่ากันว่าภาพอนาคตนั้นมันจะล้อไปกับภาพฝัน ทิศทางของทั้งสองภาพลดหลั่นกันไปตามความโลดโผนในช่วงชีวิตของแต่ละคน แต่เมื่อย่างเข้าปัจฉิมวัยทั้งสองภาพก็กลับมาอยู่ในระนาบเดียวกัน
เช่นเดียวกับความตั้งใจของ สุรพล ลีลาภาณุมาศ ผู้กำกับโฆษณา หรือพี่แป๊ะ ที่พี่ๆ น้องๆ ในวงการนี้รู้จักดี บอกในทำนองว่ากำลังใช้สรรพกำลังตรึงระนาบของทั้งสองภาพให้พุ่งไปสู่จุดเดียวกัน เพื่อวางแผนให้กับบั้นปลายชีวิต โดยแน่ใจว่าจะต้องเป็นเหมือนงานสร้างสรรค์ชิ้นสำคัญอีกชิ้นหนึ่ง ที่ต้องดำเนินการอย่างรอบคอบ รัดกุม
และเพราะคร่ำหวอดมากประสบการณ์อยู่ในวงการครีเอทีฟ วงการโฆษณามานาน จำต้องครุ่นคิดเพื่อออกแบบในเรื่องนี้ ต้องเข็นทุกไอเดียมารองรับชีวิตช่วงปัจฉิมวัยให้ครอบคลุมที่สุด
“ก่อนอื่นต้องวางแผนส่งลูกเรียนให้จบก่อนเป็นหลัก และวางแผนไปด้วยว่าหลังจากนั้นจะย้ายไปอยู่ต่างจังหวัด ตั้งใจว่าจะไปอยู่ที่เชียงราย ซื้อที่ดินบริเวณเนินเขาเล็กๆ สลับลดหลั่นกันไว้แห่งหนึ่ง เลือกเชียงรายเพราะมองว่าที่อื่นอย่างเชียงใหม่เริ่มเป็นชุมชนที่หนาแน่น เลือกที่นี่ดีกว่า
วางแผนว่าภายในปีนี้ค่อยเข้าไปปลูกพืชยืนต้นตามที่ได้ไปปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญด้านการเกษตรผสมผสานเกษตรอินทรีย์ไว้หลายคน ได้รับคำแนะนำในทำนองว่าถึงยังไม่ไปอยู่ก็ต้องไปปลูกไม้ยืนต้นไม้ผล หรือไม้เศรษฐกิจนำร่องไว้ก่อน เน้นกินเองก่อน เหลือก็ค่อยคิดเรื่องนำไปขาย
ส่วนหนึ่งจะปลูกไม้ยืนต้นซึ่งตัดใช้งานได้ในอีก 20 ปีข้างหน้า ตอนอายุ 70 ไม่มีอาชีพค่อยตัดไม้ในที่ตัวเองขาย และในบริเวณที่ดินที่ค่อนข้างกว้าง ก็วางแผนว่าจะปลูกบ้านหลังเล็กๆ สัก 5-6 หลัง แบ่งขายเอาเงินมาดูแลพื้นที่ส่วนอื่นๆ เบื้องต้นถ้าคิดอย่างนี้และดำเนินการได้ตามแผน หรือแบบแผนการใช้ที่ดินที่จะวางไว้ได้ ก็น่าจะมีเงินหมุนเวียนใช้ไปได้ตลอดชีวิต” ผู้กำกับโฆษณาท่านนี้เริ่มเกริ่นถึงแผนบั้นปลายชีวิตที่วางไว้ให้ฟัง
สุรพล มองด้วยว่าในอนาคตอันใกล้นี้สังคมไทยและสังคมโลกจะเผชิญหน้าความเปลี่ยนแปลงหลายด้าน เพราะเริ่มก้าวเข้าสู่ยุคจักรกลอัตโนมัติแล้ว สิ่งที่จะกระทบตามไปด้วยก็คือการจ้างงานในหลายอาชีพจะยิ่งลดลง เช่นเดียวกับที่อาจจะเกิดขึ้นกับแวดวงโฆษณา ซึ่งจะมีผู้จ้างน้อยลงไปเรื่อยๆ
เพราะสินค้าต่างๆ จะถูกผูกขาดการผลิตจากทุนใหญ่ เหลือผู้ผลิตเพียงไม่กี่เจ้า ไม่จำเป็นต้องวางกลยุทธ์ด้านการโฆษณาเพื่อแข่งกัน ขณะที่อาชีพสายอื่นๆ ก็เชื่อว่าจะต้องตกอยู่ในสถานะที่บีบบังคับให้ผู้ที่สามารถปรับตัวยืดหยุ่นรับมือกับความเปลี่ยนแปลงได้คือทางออกของคนรุ่นลูก
“มองไปไกลๆ ในอนาคตจะเห็นว่างานโฆษณาจะยิ่งน้อยลง หรือไม่ได้เน้นการแข่งขันขายสินค้าเหมือนในวันนี้ เพราะเหลือสินค้าไม่กี่ยี่ห้อ ทุนใหญ่จะผลิตสินค้าเองแบบครอบคลุมตลาดทุกเซ็กเมนต์หรือทุกส่วนการผลิต ครอบคลุมผู้บริโภคทุกกลุ่มทุกประเภท จนไม่ต้องแข่งกับใคร ทั้งโลกจะเหลือเจ้าของสินค้าไม่กี่คน งานโฆษณาจะเหลือเพียงไว้สำหรับสินค้าที่รายเล็กๆ ทำกันเอง ซึ่งทั้งวงการจะแตกต่างจากที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้ ในอนาคตอันใกล้นี้ไม่มีใครต้องพึ่งวงการโฆษณา
หลายอาชีพจะเปลี่ยนไป ไม่รู้เหมือนกันว่าในอนาคตจะเหลืออาชีพอะไรให้คนรุ่นลูกทำบ้าง สังคม สิ่งแวดล้อมอาจจะเปลี่ยนไปในทางที่เลวร้ายลงกว่านี้ เพราะคนยุคปัจจุบันเคยชินกับการแข่งขันกันตลอดเวลา นิสัยนี้อาจจะยิ่งเข้มข้นขึ้นในอนาคต ก็เลยต้องสอนลูกแบบเน้นให้เขารู้จักอดทน พึ่งพาตัวเอง ให้เขารู้ว่าจะต้องเลี้ยงดูชีวิตตัวเองอย่างไร บอกเขาว่าชีวิตต้องทำโน่นทำนี่ไปด้วย ไม่ใช่เรียนหนังสืออย่างเดียว ต้องหาตัวเองให้เจอว่าอยากทำอะไร
ตอนนี้เห็นเขาสนใจดนตรีก็บอกว่า เรื่องที่เราสนใจที่สุดมันก็อาจจะกลายเป็นอาชีพที่ดูแลตัวเขาได้ เป็นทุกข์ก็ใช้ดนตรีบำบัดตัวเอง เมื่อฝึกจนเก่งวันหนึ่งก็อาจจะใช้บำบัดคนอื่นๆ ใช้ความสามารถในศาสตร์ที่มีจรรโลงโลกได้”
เขาขยายความก่อนจะเล่าด้วยว่าแผนที่วางไว้ในอนาคต ไม่ได้ถูกคิดขึ้นเพราะเบื่อหน่ายต่อสังคมเมืองหลวง แต่คิดขึ้นเพราะต้องการอยากสร้างแหล่งอาหาร หรือแหล่งทำการเกษตรเป็นของตัวเอง และเป็นแหล่งที่เหมาะกับการใช้ชีวิตครอบครัวอย่างสงบมากกว่า
“อีกเรื่องหนึ่งที่เตรียมไว้ และถือเป็นเรื่องที่สำคัญมากสำหรับอนาคตคือ เตรียมร่างกายให้แข็งแรงด้วยการวิ่งออกกำลังกายเป็นประจำ เรื่องนี้ก็ถือเป็นการเตรียมมรดกให้ลูก เป็นการเตรียมตัวเราให้ดี ไม่ให้ลูกต้องเดือดร้อนต้องมาดูแลตัวเรามาก เพราะหากดูแลตัวเองไม่ดี เราก็อาจจะป่วยเป็นภาระให้เขาดูแลตอนช่วงที่เขากำลังอยู่ในวัยที่กำลังสร้างชีวิตตัวเอง
แต่หากถ้าถึงตอนนั้นจริง เราดูแลตัวเองดีแล้วก็ยังป่วย ถือว่าเกิดมามีโอกาสใช้ชีวิตแค่นี้ เพราะใช้งานมาเยอะ ก็บอกลูกว่าไม่ต้องไปเสียเงินทำให้เราดีขึ้น ต้องปล่อยวาง นี่เป็นแผนอนาคตสำคัญอีกเรื่องหนึ่งที่เตรียมไว้” สุรพล ฝากทิ้งท้ายไว้ 







