
ความจริงกับความรู้สึก
เศรษฐกิจไทยผ่านไตรมาสแรกไปอย่างสวยงาม โดยมีอัตราการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี)
เศรษฐกิจไทยผ่านไตรมาสแรกไปอย่างสวยงาม โดยมีอัตราการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) 4% ซึ่งดูเหมือนเศรษฐกิจไทยสดใสมาก และฟื้นตัวอย่างเห็นได้ชัดเจน แต่เสียงว่าเศรษฐกิจไม่ดี ค้าขายไม่คล่องตัว และหนี้เสียของธนาคารพาณิชย์ยังคงเพิ่มขึ้นอยู่ สะท้อนเศรษฐกิจอีกด้านหนึ่งอย่างชัดเจนว่า เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวอย่างเปราะบาง
ตัวเลขเศรษฐกิจที่สะท้อนว่าฟื้นตัวอย่างเปราะบาง ยังไม่กระจายตัวลงไปในระดับล่าง ในกลุ่มคนฐานรากและในชนบท คือ การบริโภคในประเทศยังขยายตัวในอัตราที่ต่ำมาก ทำให้การจัดเก็บภาษีได้ต่ำกว่าเป้าหมายมาก โดยในช่วง 6 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2561 นั้น กระทรวงการคลังรายงานว่า 3 กรมภาษีเก็บภาษีได้ต่ำเป้าหมาย แต่ภาพรวมยังเก็บได้สูงกว่าเป้าหมาย 3.8 หมื่นล้านบาท ในส่วนของกรมศุลกากรไม่เกี่ยวกับการบริโภคในประเทศ แต่ของกรมสรรพสามิตและกรมสรรพากรนั้นเกี่ยวข้องโดยตรง
ทั้งนี้ กรมสรรพากรจัดเก็บภาษีได้ 7.69 แสนล้านบาท ต่ำกว่าเป้าหมาย 2,420 ล้านบาท โดยภาษีที่จัดเก็บได้ต่ำกว่าประมาณการ ได้แก่ ภาษีมูลค่าเพิ่มต่ำกว่าเป้าหมาย 1.12 หมื่นล้านบาท และภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเก็บได้ต่ำกว่าเป้าหมาย 2,213 ล้านบาท ขณะที่กรมสรรพสามิต จัดเก็บภาษีได้ 2.68 แสนล้านบาท ต่ำกว่าประมาณการ 2,925 ล้านบาท โดยภาษีที่จัดเก็บได้ต่ำกว่าประมาณการ ได้แก่ ภาษีน้ำมัน 7,476 ล้านบาท และภาษีเบียร์ 4,168 ล้านบาท เนื่องจากปริมาณน้ำมันและเบียร์ที่ชำระภาษีต่ำกว่าที่ประมาณการไว้
ตัวเลขการจัดเก็บภาษีสะท้อนภาพการบริโภคที่ไม่ขยายตัวได้ชัดเจนกว่าตัวเลขอื่นๆ ซึ่งจำเป็นต้องหาสาเหตุว่าทำไมการบริโภคจึงไม่ขยายตัว ทั้งที่รัฐบาลพยายามที่จะดำเนินนโยบายกระจายเงินลงไปให้ถึงกลุ่มฐานราก คำตอบได้จากความเห็นของนายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ระบุว่า ธปท.จะติดตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจภาคชนบทอย่างต่อเนื่อง เพราะยังขยายตัวได้ไม่ดีเท่าที่ควร และยังต้องให้ความสำคัญกับการเบิกจ่ายไปยังชนบทของภาครัฐ ตามโครงการกระตุ้นการใช้จ่ายภาคชนบท เพื่อให้เม็ดเงินกระจายไปสู่ภาคดังกล่าวมากขึ้น
ผู้ว่าการ ธปท.เห็นว่า ที่ผ่านมาการใช้จ่ายในชนบทไม่ดีนัก เกิดจากการพึ่งพารายได้ของภาคการเกษตรที่ขณะนี้ราคาสินค้ายังอยู่ในระดับต่ำ และหนี้ครัวเรือนยังอยู่ในระดับสูง
ปัญหาคนมีรายได้ต่ำ รายได้ไม่เพิ่มในขณะที่ค่าครองชีพอยู่ในระดับสูง ทำให้ความรู้สึกของประชาชนที่ว่าเศรษฐกิจไม่ดีนั้นจะยังคงดังทั้งแผ่นดินต่อไป และรัฐบาลที่เคยแข่งขันจะกระจายเงินในระบบเศรษฐกิจลงไปให้กับกลุ่มคนฐานรากให้มากขึ้นนั้น ช่วงนี้ก็ดูแผ่วลงไป รัฐบาลทุ่มเทสรรพกำลังทั้งหลายลงไปกระตุ้นการลงทุนใหม่ โดยเฉพาะในโครงการขนาดใหญ่และโครงการในอีอีซี
ทางด้านการลงทุนภาครัฐที่รัฐบาลพยายามขันนอตให้เร่งเบิกจ่าย เร่งลงทุน แต่ก็ดูเหมือนจะแผ่วลงเช่นกัน โดยสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) รายงานว่า คลังคงเป้าหมายจีดีพีในปี 2561 ไว้ที่ 4.2% เนื่องจากการลงทุนภาครัฐชะลอตัวทำให้คาดว่าจะขยายตัวเพียง 8.9% จากเดิมที่คาดไว้ที่ 11.8% และการบริโภคภาครัฐก็ลดลงอยู่ที่ 3% จากเดิมที่คาดว่าจะโต 3.4% เนื่องจากรัฐวิสาหกิจมีการปรับแผนการลงทุน







