
การสร้างความได้เปรียบของพรรคทหาร
ผู้คนพูดกันมากมายจนจะกลายเป็นความจริงไปแล้วว่าจะมีการตั้งพรรคทหาร ซึ่งทางทหารก็ไม่ได้บอกเล่าเก้าสิบออกมาตรงๆ
ผู้คนพูดกันมากมายจนจะกลายเป็นความจริงไปแล้วว่าจะมีการตั้งพรรคทหาร ซึ่งทางทหารก็ไม่ได้บอกเล่าเก้าสิบออกมาตรงๆ หรือแม้กระทั่งอ้อมๆ ว่าจะมีการตั้งพรรคทหาร ถึงแม้จะมีสัญญาณหลายๆ อย่างที่คอการเมืองทั้งหลายต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า นั่นคือการจะตั้งพรรคทหาร แต่ก็เป็นเพียงเสียงลือเสียงเล่าอ้างอยู่นั่นเอง แม้ว่าล่าสุดผู้บัญชาการเหล่าทัพทั้งหลายจะพร้อมใจกันบอกว่าเป็นเครื่องมือของรัฐบาล ไม่ว่ารัฐบาลไหน ใครจะไปต่อไม่ไปต่อก็สนับสนุนรัฐบาล สงสัยจะมีใครหลายคนหัวเราะลงไปนอนดิ้น หรือไม่ก็กุมหัวใจด้วยความเจ็บปวดกับวลีนี้ จริงเท็จประการใดมีคนจำนวนหนึ่งตอบได้ดี ว่ากันไป เรื่องอดีตก็เรื่องอดีต อนาคตอาจจะไม่เป็นเช่นนั้นก็ได้ พูดอย่างนี้จะมีคนส่วนหนึ่งบอกว่าหวังลมๆ แล้งๆ ก็ว่ากันไป
การตั้งพรรคทหารจะมีหรือไม่ ยังไม่ทราบแน่ชัด วันนี้ทราบแต่ว่าเรามีหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ควบตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เป็นอดีตทหาร ปัจจุบันเป็นนักการเมือง แต่อนาคตยังไม่แน่ แต่ที่แน่ๆ มีคนนั่งยัน นอนยัน ยืนยัน ว่าการสร้างความได้เปรียบในทางการเมืองหลายๆ อย่าง ไม่ว่าจะมีการตั้งพรรคทหาร หรือเป็นเพียงอาศัยพรรคสนับสนุนทหาร ก็จะทำให้ขุมกำลังดังกล่าวมีความได้เปรียบทางการเมืองอยู่ดี แต่ในขณะเดียวกันก็มีคนบอกเหมือนกันว่าการสร้างความได้เปรียบหลายๆ อย่าง เป็นเหมือนการปูทาง ไม่ว่าจะมีพรรคทหาร มีแค่พรรคสนับสนุนทหาร หรือไม่มีอะไร อาจจะเพียงมีพรรคที่ทหารสนับสนุน ก็จะเป็นความได้เปรียบอยู่ดี
บรรดาความได้เปรียบนั้น ไล่เรียงมาตั้งแต่บทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 กันเลยทีเดียว เริ่มตั้งแต่หนังม้วนที่ฉายกันหลายรอบแล้ว สมาชิกวุฒิสภา (สว.) 250 คนที่อย่างน้อยๆ 200 คนจะมาจากกระบวนการคัดเลือกโดย คสช.โดยตรง ส่วนอีก 50 คนก็มีคนบอกว่าได้มีความพยายามสร้างแต้มต่อไว้ในร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. ที่จะมีการเสนอบุคคลตามคำแนะนำขององค์กร แล้วส่วนนี้ก็เลือกกันเองแยกจากส่วนที่สมัครเป็นรายบุคคล จะได้กี่คนก็ว่ากัน ซึ่งจะไม่มีใครที่มีโอกาสได้เสียงนี้ไปหากไม่มีสายสัมพันธ์อันใดกับผู้ที่เป็นผู้เลือกบุคคลเหล่านี้มา
ต่อมาก็เป็นส่วนพรรคการเมืองที่แน่นอนใครได้เสียงใน 500 เสียงมากที่สุดในสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ก็ย่อมจะได้เปรียบที่สุด แต่ก็ไม่สามารถที่จะละเลยเสียง สว.ได้ เพราะหากได้รับการสนับสนุนจาก สว. 250 คนนั้น ก็จะทำให้พรรคที่ได้คะแนนเสียงมากที่สุดมีโอกาสสูงมากที่จะได้ผู้ที่ตนเสนอชื่อเอาไว้เป็นนายกรัฐมนตรี หรือจะให้ใครเหาะมาลงเป็นนายกรัฐมนตรีเลยก็จะง่ายขึ้น แม้สมมติว่าจะไม่มีการตั้งพรรคทหาร พรรคที่ได้รับการสนับสนุนจากผู้ที่คุมเสียง สว. ได้ก็จะมีโอกาสเป็นอย่างมาก และหากมีการร่วมมือกันหลายๆ ทาง โดยการเริ่มปูทางตั้งแต่ตอนนี้ในรูปแบบต่างๆ ซึ่งหลายๆ ลักษณะผู้คนก็กล่าวขานกันอยู่แล้วว่าเป็นการเริ่มต้นไปสู่วันข้างหน้า ก็จะยิ่งทำอะไรต่างๆ ได้มากขึ้น
ประเด็นต่อมาก็คือ เรื่องของคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 53/2560 เรื่องการดำเนินการตาม พ.ร.ป. ว่าด้วยพรรคการเมือง ที่ให้พรรคการเมืองต้องเช็กยอด ซึ่งก็จะหมดเขตในไม่กี่วันนี้แล้ว ต้องขออนุญาตทำกิจกรรมทางการเมือง และอื่นๆ และยังมีเรื่องขององค์กรอิสระ โดยเฉพาะคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) อีก ซึ่งก็มีเสียงเข้ามากันตลอดว่ามีนัยอะไรอยู่ ซึ่งก็ไม่ทราบได้ว่าทั้งหมดนี่จะมีข้อเท็จจริงที่เป็นจริงสักเพียงไหน ต้องรอดูกันต่อไปครับ







