posttoday
TSTHไม่กลัวทรัมป์เป้าขายเหล็กโต10%

TSTHไม่กลัวทรัมป์เป้าขายเหล็กโต10%

28 เมษายน 2561

TSTH ตั้งเป้ายอดขายเหล็กปีนี้ 1.35 ล้านตัน โต 10% ไร้ผลกระทบทางตรงจากนโยบายทรัมป์ แต่รับอาจทำต้นทุนสูงขึ้นนายราจีฟ มังกัล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทาทา สตีล (ประเทศไทย) (TSTH) เปิดเผยว่า บริษัทตั้งเป้าปริมาณการขายเหล็กรวมปี 2561/2562 (งวดงบการเงินเดือนเม.ย.-มี.ค.) จำนวน 1.32-1.35 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 8-10% จากปีก่อนที่มีจำนวน 1.21 ล้านตันทั้งนี้ จะใช้กลยุทธ์ส่งออกมากขึ้น ส่วนในประเทศจะเพิ่มปริมาณการขายเหล็กเส้นขึ้นรูปตัดและดัด เพื่อชดเชยการชะลอตัวของภาคก่อสร้างในประเทศ โดยตั้งเป้าส่งออกปีนี้ 1.5 แสนตัน จากปีก่อนอยู่ที่ 1.13 แสนตัน ไตรมาสแรกปีนี้คาดว่ามียอดขาย 5 หมื่นตันขณะที่คาดการณ์ความต้องการใช้เหล็กเส้นก่อสร้างในปีนี้จะเพิ่มขึ้น 5% จากปีก่อนอยู่ที่ 5.9-6 ล้านตัน และคาดการณ์ความต้องการใช้เหล็กโดยรวมในปีนี้จะอยู่ที่ 17.5 ล้านตัน จากปีก่อนอยู่ที่ 16.5 ล้านตัน“ความต้องการใช้เหล็กเส้นมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นตั้งแต่เดือน ก.ค.-ส.ค.จากโครงการภาครัฐที่เดินหน้า หลังไตรมาสแรกความต้องการชะลอตัว” นายราจีฟ กล่าวนายราจีฟ กล่าวต่อไปว่า บริษัทไม่ได้รับผลกระทบทางตรงจากกรณีสหรัฐปิดกั้นการนำเข้าเหล็กและอะลูมิเนียมตา

TSTH ตั้งเป้ายอดขายเหล็กปีนี้ 1.35 ล้านตัน โต 10% ไร้ผลกระทบทางตรงจากนโยบายทรัมป์ แต่รับอาจทำต้นทุนสูงขึ้น

นายราจีฟ มังกัล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทาทา สตีล (ประเทศไทย) (TSTH) เปิดเผยว่า บริษัทตั้งเป้าปริมาณการขายเหล็กรวมปี 2561/2562 (งวดงบการเงินเดือนเม.ย.-มี.ค.) จำนวน 1.32-1.35 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 8-10% จากปีก่อนที่มีจำนวน 1.21 ล้านตัน

ทั้งนี้ จะใช้กลยุทธ์ส่งออกมากขึ้น ส่วนในประเทศจะเพิ่มปริมาณการขายเหล็กเส้นขึ้นรูปตัดและดัด เพื่อชดเชยการชะลอตัวของภาคก่อสร้างในประเทศ โดยตั้งเป้าส่งออกปีนี้ 1.5 แสนตัน จากปีก่อนอยู่ที่ 1.13 แสนตัน ไตรมาสแรกปีนี้คาดว่ามียอดขาย 5 หมื่นตัน

ขณะที่คาดการณ์ความต้องการใช้เหล็กเส้นก่อสร้างในปีนี้จะเพิ่มขึ้น 5% จากปีก่อนอยู่ที่ 5.9-6 ล้านตัน และคาดการณ์ความต้องการใช้เหล็กโดยรวมในปีนี้จะอยู่ที่ 17.5 ล้านตัน จากปีก่อนอยู่ที่ 16.5 ล้านตัน

“ความต้องการใช้เหล็กเส้นมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นตั้งแต่เดือน ก.ค.-ส.ค.จากโครงการภาครัฐที่เดินหน้า หลังไตรมาสแรกความต้องการชะลอตัว” นายราจีฟ กล่าว

นายราจีฟ กล่าวต่อไปว่า บริษัทไม่ได้รับผลกระทบทางตรงจากกรณีสหรัฐปิดกั้นการนำเข้าเหล็กและอะลูมิเนียมตามมาตรา 232 เนื่องจากบริษัทไม่มีการส่งออกไปยังสหรัฐ แต่อาจได้รับผลกระทบทางอ้อมจากราคาเศษเหล็กที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากความต้องการใช้ของสหรัฐ ตุรกี และอนุทวีปอินเดีย นอกจากนี้มีความเสี่ยงจากปริมาณเหล็กจีนจะถูกถ่ายโอนมายังภูมิภาคอาเซียน

ปัจจุบันบริษัทมีอัตราการใช้กำลังการผลิตอยู่ที่ 75% และยังคงมีกำลังการผลิตคงเหลือ อีกทั้งในช่วงที่ผ่านมาได้ลงทุนเพิ่มกำลังการผลิตในส่วนของผลิตภัณฑ์เหล็กตัดและดัด รวมถึงผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่ม (HVA) ซึ่งคาดว่าจะช่วยเพิ่มกำลังการผลิตเป็น 1.3 หมื่นตัน/เดือน จากเดิม 1 หมื่นตัน/เดือน

นอกจากนี้ TSTH รายงานผลประกอบการไตรมาส 4 ปี 2561 (ม.ค.-มี.ค.) มียอดขายรวม 6,110 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6% จากไตรมาสก่อน มีกำไรสุทธิ 75 ล้านบาท ขณะที่ทั้งปีมีกำไรสุทธิ 455 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 113% มีรายได้รวม 2.2 หมื่นล้านบาท

ข่าวล่าสุด

ทีทีบีเตือนยุค AI งานซ้ำเสี่ยงหาย เร่งสร้างทักษะใหม่

ทีทีบีเตือนยุค AI งานซ้ำเสี่ยงหาย เร่งสร้างทักษะใหม่