
มองหาความเป็นไทย
จบไปแล้วสำหรับละคร “บุพเพสันนิวาส” หากจะยกให้เป็นละครแห่งปี 2560
โดย ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย
จบไปแล้วสำหรับละคร “บุพเพสันนิวาส” หากจะยกให้เป็นละครแห่งปี 2560 ก็คงไม่แปลกแต่อย่างใด เพราะสามารถสร้างปรากฏการณ์ “ออเจ้าฟีเวอร์” ได้อย่างน่ามหัศจรรย์อย่างยิ่งนัก
ต้องยอมรับบทประพันธ์ของคุณรอมแพงเขียนออกมาได้อย่างสนุกสนาน สามารถถ่ายทอดความซับซ้อนของการต่อสู้ทางการเมืองในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชให้คนทั่วไปสามารถเข้าใจได้ง่ายมากขึ้นกว่าการไปนั่งอ่านพงศาวดารหรือตำราวิชาการเอาเอง
แต่เหนืออื่นใดก็ต้องชื่นชมนักแสดงทุกท่านที่สามารถถ่ายทอดตัวละครจากบทประพันธ์ให้ออกมาสู่จอแก้วได้อย่างสมจริงสมจัง บทเข้าพระเข้านางก็ทำออกได้หวานซึ้งกินใจ หรือบทที่ต้องใช้คารมในการเชือดเฉือนอันเป็นการต่อสู้กันทางความคิด ก็ทำได้ดีแบบไม่มีที่ติ เรียกน้ำตาได้ทั้งประเทศ
ในห้วงความทรงจำของผมสมัยยังเป็นเด็กน้อย หากจะให้บอกว่าละครเรื่องใดก่อนบุพเพสันนิวาสที่สามารถสร้างกระแสให้กับคนไทยทั้งประเทศ ก็นึกออกแต่เพียง “คู่กรรม” เวอร์ชั่น ธงไชย แมคอินไตย์ และกมลชนกเขมะโยธิน
ผมจำได้ไม่แม่นว่าเวลานั้นเรตติ้งที่เป็นตัวเลขของละครคู่กรรมเป็นอย่างไร แต่ที่จำได้คือ ทุกคนต้องรีบกลับบ้านเพื่อมารอดูพี่เบิร์ดและพี่กวาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนอวสานที่โกโบริกำลังจะตายเพราะฤทธิ์ระเบิดของฝ่ายสัมพันธมิตรที่ปูพรมถล่มบางกอกน้อย ฉากนั้นเรียกน้ำตากันทั่วประเทศ
จากวันนั้นผมคิดว่าคงไม่มีละครเรื่องไหนเทียบกับคู่กรรมได้ จนกระทั่งได้มาเห็นละครบุพเพสันนิวาส
ความมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้นกับบุพเพสันนิวาสนั้น ไม่ได้แสดงให้เห็นจากเรตติ้งที่ประมวลผลออกมาเป็นตัวเลข แต่กลับออกมาในรูปแบบของกระแสการตอบรับของสังคมนอกจอโทรทัศน์
ประวัติศาสตร์สมัยอยุธยาถูกรื้อฟื้นและค้นคว้าจากแฟนละครมากขึ้นทุกครั้งที่ในละครมีการเปิดตัวละครตัวใหม่ในแต่ละครั้ง จะมีบรรดาสื่อสังคมออนไลน์นำประวัติของตัวละครตัวนั้นมาเผยแพร่อย่างละเอียด ตั้งแต่จุดกำเนิดและจุดจบ
ยิ่งไปกว่านั้นเกิดกระแสรวมพลแต่งกายชุดไทยไปชมสถานที่ประวัติศาสตร์ตามรอยละคร ทั้ง จ.พระนครศรีอยุธยา และลพบุรี
กระแสของละครแรงถึงขนาดทำให้นักแสดงและผู้จัดละครได้เข้าพบกับผู้นำประเทศถึงทำเนียบรัฐบาลและห้องประชุมคณะรัฐมนตรี ซึ่งมีไม่บ่อยนักที่บุคคลภายนอกจะได้รับโอกาสมากถึงขนาดนี้มาก่อน
จากกระแสที่เกิดขึ้นส่งผลให้มีคนจำนวนไม่น้อยออกมาพูดถึงความเป็นไทยมากขึ้น อะไรๆ ก็ความเป็นไทย จนผมเองก็สงสัยเหมือนกันว่า “ความเป็นไทย คืออะไร?”
ผมไม่ใช่นักประวัติศาสตร์ตัวโยงอะไร แต่คำว่า “ไทย” เท่าที่ผมพอมีความรู้อยู่บ้าง คือ เพิ่งมาใช้กันในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม โดยได้เปลี่ยนชื่อประเทศจากที่เคยเรียกกันว่า “สยาม” มาเป็น “ไทย” ตั้งแต่ปี 2482
การเปลี่ยนชื่อประเทศในเวลานั้นน่าจะมีเหตุผลในเรื่องชาตินิยมเป็นหลัก ภายใต้หลักการ “รัฐนิยม” เพราะประเทศกำลังเผชิญกับสถานการณ์สงครามโลก จึงไม่แปลกที่ผู้นำขณะนั้นต้องพยายามสร้างลัทธิชาตินิยมขึ้นมาสู้กับภัยคุกคามที่ประเทศกำลังเผชิญรอบด้าน
ดังนั้น หากจะบอกว่าความเป็นไทยในเราพูดกันติดปากในทุกวันนี้ คือ ความเป็นชาตินิยมก็คงไม่ผิดนัก
ทำไมเวลานี้หลายคนถึงพยายามโหยหากลับไปสู่ความเป็นไทย และที่เราเป็นเราอยู่ทุกวันนี้ มันไม่ดีอย่างนั้นเหรอ?
ในมุมมองส่วนตัวเท่าที่เห็นจากกระแสความเป็นไทยที่โหยหากันนั้น ไม่ใช่ความเป็นไทยในช่วงปี 2482 แต่น่าจะเป็นความเป็นไทยที่ถูกปกคลุมด้วยยุคสมัยของกรุงศรีอยุธยาและรัตนโกสินทร์ก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง
ปฏิเสธไม่ได้ว่าทั้งวรรณกรรม ภาพยนตร์ และละคร ต่างนำเสนอประเทศไทยในช่วงเวลานั้นไว้อย่างสวยงาม ไม่ว่าจะเป็นความยิ่งใหญ่ของอาณาจักรกรุงศรีอยุธยา ความสงบร่มเย็นของประชาชน ต่างมีความสุขกันถ้วนหน้าเพราะทุกคนต่างเอื้ออารีต่อกัน
ตัดกลับมาสภาพสังคมไทยในปัจจุบันรายล้อมไปด้วยมลพิษจำนวนมาก ซึ่งเป็นผลมาจากสภาพเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ ทำให้คนในสังคมต้องทำอะไรด้วยความเร่งรีบและอยู่บนผลประโยชน์สูงสุดไปเสียทั้งหมด
เมื่อเป็นแบบนี้ จึงไม่แปลกที่เราจะได้เห็นอาการหัวร้อนของคนไทยไม่เว้นในแต่ละวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสามารถฆ่ากันได้เพราะผิดใจกันเล็กน้อยเท่านั้น
ตรงนี้เองกระมังที่ทำให้หลายคนเริ่มเรียกร้องให้คนไทยกลับไปสู่ความเป็นไทยแบบในอดีตมากขึ้น หรือพยายามปลุกความเป็นชาตินิยมขึ้นมา
ไม่รู้เหมือนกันว่าที่สุดแล้วคนไทยกลับไปสู่ความเป็นไทยอย่างที่ต้องการได้หรือไม่ เพราะเราเดินหน้ามาไกลเกินกว่าจะถอยหลังกลับไปสู่ยุคอดีตเหมือนในละครอีกแล้ว
แต่หากจะสร้างความเป็นไทยใหม่ภายใต้หลักของความถูกต้องและซื่อสัตย์สุจริต ก็น่าจะเป็นเรื่องที่ไม่ไกลเกินฝันแต่ประการใด







