
สงคราม...น้ำมัน ทองคำ
เมื่อนึกถึงทองคำ จะมี 2 วลีที่พูดกันติดปาก นั่นคือ เรือล่มในหนอง ทองจะไปไหน กับ เมื่อเกิดสงครามต้องตุนทอง
โดย พูลศรี เจริญ
เมื่อนึกถึงทองคำ จะมี 2 วลีที่พูดกันติดปาก นั่นคือ เรือล่มในหนอง ทองจะไปไหน กับ เมื่อเกิดสงครามต้องตุนทอง
สำหรับยามนี้ ต้องตุนทองซิท่า!
ในขณะที่บ้านเราอยู่ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ประชาชนมีความสุขกับการเฉลิมฉลองปีใหม่ไทย มีการเล่นน้ำชุ่มฉ่ำ และยังอยู่ในกระแสออเจ้า ชุดโจงกระเบนพรึ่บทั่วไทยนั้น
อีกซีกโลกมีเหตุการณ์ที่สุ่มเสี่ยงว่าจะเกิดสงคราม หลังเช้าวันที่ 14 เม.ย. (ตามเวลาไทย) สหรัฐและพันธมิตร ซึ่งประกอบด้วยอังกฤษ ฝรั่งเศส โจมตีซีเรียทางอากาศ
ความตื่นกลัวเรื่องสงคราม ทำให้ราคาทองคำและน้ำมันปรับตัวขึ้นทันที
ทั้งนี้ สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดเพิ่มขึ้นทันทีในคืนวันที่ 13 เม.ย. เนื่องจากความวิตกกังวลในเรื่องผลกระทบจากความขัดแย้งทางการค้าระหว่างจีนและสหรัฐ ตลอดจนความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ซึ่งอาจเป็นผลลบต่อเศรษฐกิจทั่วโลก ส่งผลให้นักลงทุนเข้าซื้อทองคำซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ปลอดภัย
สัญญาทองคำตลาดโคเม็กซ์ (COMEX) ส่งมอบเดือน มิ.ย. เพิ่มขึ้น 6 ดอลลาร์สหรัฐ/ออนซ์ หรือ 0.45% ปิดที่ 1,347.90 ดอลลาร์/ออนซ์
เช่นเดียวกับสัญญาซื้อขายล่วงหน้าน้ำมันดิบเวสต์เทกซัส (WTI) ส่งมอบเดือน พ.ค. อยู่ที่ 67.33 ดอลลาร์/บาร์เรล ปรับขึ้น 0.26 ดอลลาร์/บาร์เรล หรือ 0.39% ในวันที่ 14 เม.ย.ที่ผ่านมา
นอกจากนี้ กองทุนอีทีเอฟที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันปรับขึ้นถ้วนหน้า
ความไม่แน่นอน คือสิ่งที่แน่นอนที่สุด โดยก่อนหน้านี้ไม่กี่วัน ศูนย์วิจัยทองคำได้แถลงดัชนีความเชื่อมั่นราคาทองคำประจำเดือน เม.ย. 2561 ปรับเพิ่มขึ้นมาเล็กน้อยจากเดือน มี.ค.
ทั้งนี้ ดัชนีราคาทองคำยังคงแสดงถึงทัศนคติในเชิงลบอยู่ แม้จะปรับขึ้นมาได้เล็กน้อย แต่ยังคงอยู่ต่ำกว่าระดับ 50 จุด หลังจากเดือนก่อนหน้านี้ปรับลดลงอย่างรุนแรง
โดยนักลงทุนคาดว่าราคาทองคำที่ปรับเพิ่มขึ้น น่าจะมีปัจจัยมาจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก เงินทุนไหลออกจากสกุลเงินดอลลาร์ การซื้อ-ขายตามเทศกาล และแรงซื้อเก็งกำไร ตามลำดับ
ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นราคาทองคำระยะ 3 เดือน ในไตรมาส 2 ของปี 2561 (เม.ย.-มิ.ย.) ปรับลดลงจากไตรมาสแรก ปัจจัยกดดันมาจากการแข็งค่าของเงินบาท และทิศทางนโยบายทางการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)
ขณะที่การคาดการณ์ราคาทองเดือน เม.ย. ของผู้ประกอบกิจการค้าทองคำรายใหญ่มีมุมมองดังนี้ โกลด์ สปอต ให้กรอบราคาบริเวณ 1,281-1,380 ดอลลาร์/ออนซ์
ด้านราคาทองคำแท่งในประเทศ ความบริสุทธิ์ 96.5% ให้กรอบบริเวณ 19,200-20,500 บาท ต่อน้ำหนัก 1 บาททองคำ และค่าเงินบาท ให้กรอบบริเวณ 30.81-31.80 บาท/ดอลลาร์
ฟินโนมีนาแนะนำจัดพอร์ตลงทุนเดือน เม.ย. โดยทองคำได้ปรับตัวขึ้นมาบริเวณ 1,350 ดอลลาร์/ออนซ์ จากค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่าต่อเนื่อง ดังนั้นแนะนำให้ลงทุนทองคำเพิ่มเป็น 20% จากสัดส่วนเก่าซึ่งอยู่ที่ 10% ทั้งนี้เพื่อกระจายความเสี่ยง
เหตุผลที่ฟินโนมีนาแนะนำให้เพิ่มน้ำหนักการลงทุนในทองคำถึงเท่าตัว ก็เพื่อทำให้พอร์ตมีความทนทานต่อภาวะตลาดผันผวนในช่วงนี้ได้ดีขึ้น โดยเฉพาะหากตลาดมีความกังวลเรื่องภาวะเงินเฟ้อ การลงทุนในทองคำจะให้ผลตอบแทนในเชิงบวกมาชดเชยกับความผันผวนที่เกิดกับตราสารทุนได้ดี
โดยสรุป ในภาวะที่การลงทุนทั่วโลกมีความเสี่ยงใหม่เข้ามาซ้ำเติมอีกเรื่องคือ สหรัฐและพันธมิตรโจมตีซีเรีย ถือเป็นโอกาสการลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์ 2 ประเภท คือ ทองคำ และน้ำมัน
ทั้งนี้ การลงทุนในสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับราคาน้ำมัน นอกจากมีปัจจัยใหม่คือ เรื่องสถานการณ์ในซีเรียแล้ว เดิมทีนั้นนักวิเคราะห์ก็มีการคาดการณ์กันอยู่แล้วว่าปีนี้ราคาน้ำมันจะกลับมาเป็นขาขึ้นอีกครั้ง ซึ่งเป็นผลมาจากเศรษฐกิจโลกที่ยังคงขยายตัวได้ดี ส่งผลให้ความต้องการในการใช้พลังงานเพิ่มมากขึ้้น โดยเฉพาะน้ำมัน สะท้อนได้จากราคาน้ำมันดิบที่ยังคงปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงกลางปีที่แล้ว
นอกจากนี้ การที่ผู้ผลิตน้ำมันกลุ่มโอเปกและนอกกลุ่มโอเปก สามารถบรรลุข้อตกลงในการขยายกำลังระยะเวลาในการลดกำลังการผลิตน้ำมันดิบไปจนถึงสิ้นปี 2561 ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยหนุนให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้น
อย่างไรก็ดี สถานการณ์ในซีเรียและความกังวลว่าจะเกิดสงคราม ได้เพิ่มปัจจัยบวกให้กับราคาทองคำ
สำหรับช่องทางการลงทุนในทองคำ นักลงทุนสามารถลงทุนโดยตรงในทองคำ ที่มีทั้งการไปซื้อหน้าร้าน หรือทองตู้แดง ซึ่งวิธีนี้ถือเป็นการซื้อขายทองคำแบบดั้งเดิม ขณะที่ปัจจุบันมีการซื้อขายผ่านออนไลน์ด้วย
นอกจากนี้ มีการลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้าทองคำ (โกลด์ฟิวเจอร์ส) วิธีนี้เรียกว่าเป็นการซื้อขายทองกระดาษนั่นเอง หรือไม่มีการส่งมอบทองคำ
ส่วนอีกช่องทางคือ การลงทุนผ่านกองทุนรวมทองคำ ที่ปัจจุบันบ้านเรามีบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) หลายรายมีกองทุนให้เลือก โดยมีกองทุนรวมทองคำทั้งสิ้น 37 กองทุน ซึ่งมีทั้งกองทุนรวมทั่วไป และกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF)
มาที่การลงทุนเพื่อเกาะขบวนราคาน้ำมันโลกปรับขึ้น มี 2 ช่องทางการลงทุน ประกอบด้วย การลงทุนโดยตรงในหุ้นกลุ่มพลังงาน และการลงทุนผ่านกองทุนรวม ซึ่งมีทั้งกองทุนที่ลงทุนในหุ้นกลุ่มพลังงาน และกองทุนรวมที่ลงทุนในน้ำมัน สำหรับกองทุนรวมที่ลงทุนในน้ำมัน ปัจจุบันบ้านเรามีจำนวน 9 กองทุน
สุดท้ายนี้ใครที่ติดดอยกองทุนน้ำมันมาหลายปี คงได้ชุ่มฉ่ำและมีความหวังกันบ้างแล้วว่าอาจได้ลงจากดอยเสียที
ก่อนอื่นมาเช็กผลการดำเนินงานกองทุนน้ำมันสำหรับไตรมาสแรกปีนี้กันก่อน
โดยรายงานจากบริษัท มอร์นิ่งสตาร์ รีเสิร์ช (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า กองทุนประเภท Commodities Energy นั้นทำผลตอบแทนได้ค่อนข้างดี โดยทำได้ถึง +7.10% เทียบกับปีที่แล้วนั้น กลุ่มนี้เป็นกลุ่มเดียวที่มีผลตอบแทนติดลบ สำหรับกองทุนแม่ (มาสเตอร์ฟันด์) ที่กองทุนไทยส่วนใหญ่ไปลงทุนนั้นคือ กอง PowerShares DB Oil และกอง United States Oil ซึ่งกองแม่ทั้งสองกองทุนนั้น ทำผลตอบแทนได้ดีตั้งแต่ต้นปีจากการลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Crude oil future)







