ราชสกุลในพระบรมราชจักรีวงศ์ (60)
การพระราชพิธีอุปราชาภิเษกครั้งรัชกาลที่ 5 สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระยาบำราบปรปักษ์ทรงจัดการพิธี
โดย วิมลพรรณ ปีตธวัชชัย
การพระราชพิธีอุปราชาภิเษกครั้งรัชกาลที่ 5 สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระยาบำราบปรปักษ์ทรงจัดการพิธี เอาแบบอย่างครั้งอุปราชาภิเษกกรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพเป็นตำรา คือปลูกพลับพลาที่ประทับของกรมหมื่นบวรวิไชยชาญที่หน้าโรงละคร ริมวัดพระศรีรัตนศาสดารามตามเคยแต่กรมหมื่นบวรวิไชยชาญเสด็จมาประทับเฉพาะเวลาเมื่อจะแห่ หาได้มาประทับแรมที่พลับพลาไม่ การที่แห่ก็แห่จากพลับพลาไปยังพระราชวังบวรฯ ไม่ได้ไปทรงเครื่องและขึ้นพระราชยานที่พระที่นั่งดุสิดาภิรมย์ดังแต่ก่อน สองข้างทางแห่ตั้งราชวัตรฉัตรเบญจรงค์ตามเคย ส่วนที่ในพระราชวังบวรฯ ที่ทำพิธีจัดแห่ 2 แห่ง คือที่พระที่นั่งอิศราวินิจฉัย ตั้งทั้งพระแท่นมณฑลและเทียนไทย เป็นที่พระสงฆ์หมู่ใหญ่สวดมนต์และสวดภาณวารแห่ง 1 ในห้องพระบรรทมที่พระที่นั่งวสันตพิมานจัดเป็นที่ทรงฟังพระสงฆ์ธรรมยุติกา 5 รูป สวดพระปริตรอีกแห่งหนึ่ง มีการที่ต้องแก้ไขเป็นข้อสำคัญอย่างหนึ่ง คือ ตามประเพณีเดิม กรมพระราชวังบวรฯ ต้องเสด็จเข้าไปรับพระราชทานพระสุพรรณบัฏที่ในพระบรมมหาราชวัง แต่เมื่อในรัชกาลที่ 4 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จไปพระราชทานพระสุพรรณบัฏเจ้านายตั้งกรมที่วังทุกๆ พระองค์ อุปราชาภิเษกครั้งนี้ จึงต้องเอาแบบการเสด็จพระราชดำเนินครั้งบรมราชาภิเษกพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวมาเป็นตำรา
เริ่มการพิธีวันแรกเดือนอ้าย ขึ้น 8 ค่ำ ปีมะโรง สัมฤทธิศก เพลาบ่ายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ โดยกระบวนราบไปประทับที่พระนั่งคชกรรมประเทศ แล้วกระบวนแห่กรมหมื่นบวรวิไชยชาญตามขึ้นไป ผ่านหน้าพระที่นั่งถวายบังคมพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แล้วไปประทับพระราชยานที่เกยพระที่นั่งมังคลาภิเษก เปลี่ยนเครื่องแต่งพระองค์ทรงเขียนทองพื้นขาว ฉลองพระองค์ครุยไปทรงจุดเทียนเครื่องนมัสการ ทรงศีลที่พระที่นั่งอิศราวินิจฉัย ซึ่งจัดเป็นที่ประทับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวด้วย ครั้นจุดเทียนไชยแล้ว เสด็จเข้าไปทรงฟังสวดที่พระที่นั่งวสันตพิมาน จนสวดมนต์จบเสด็จพระราชดำเนินกลับแล้วจึงแห่กลับ
รุ่งเช้ากรมหมื่นบวรวิไชยชาญเสด็จจากวังใหม่ไปเลี้ยงพระที่ในพระราชวังบวรฯ ครั้นสวดมนต์ครบ 3 วัน ถึงวันพุธ เดือนอ้าย ขึ้น 11 ค่ำ เพลาเช้า กรมหมื่นบวรวิไชยชาญเข้าที่สรง แล้วเสด็จมารับพระราชทานพระสุพรรณบัฏและเครื่องบวรราชูปโภคที่ในพระที่นั่งอิศราวินิจฉัย ครั้นเสด็จพระราชดำเนินกลับแล้ว กรมพระราชวังบวรฯ เสด็จออกโปรยทานที่พระที่นั่งคชกรรมประเวศ และเวลาบ่ายมีการสมโภชเวียนเทียน เป็นเสร็จการพระราชพิธีอุปราชาภิเษก
เมื่อกรมหมื่นบวรวิไชยชาญเป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคล พระชนมายุได้ 31 พรรษาในเวลานั้นพระราชมนเทียรและสถานที่ต่างๆ ในวังหน้า พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงซ่อมแซมสร้างไว้ยังบริบูรณ์ดี มีสิ่งสำคัญซึ่งปรากฏว่าสร้างใหม่ ครั้งกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญแต่ที่วังซึ่งเสด็จอยู่แต่ก่อน (ตรงที่โรงพยาบาลทหารบกทุกวันนี้) รื้อสร้างใหม่ทั้งวัง ทำเป็นตึกอย่างฝรั่งมีเขื่อนเพ็ชรรอบวัง และทำทางฉนวน มีสะพานข้ามคลองเข้ามาถึงพระราชวังบวรฯ เล่ากันมาว่า เป็นความคิดของสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยงค์ ให้สร้างจะ
ให้ประทับอยู่ที่วังนั้น โดยปกติใช้พระราชวังบวรฯ แต่สำหรับการพิธีและรับแขกเมือง เพราะเห็นว่ากรมพระราชวังบวรฯ รัชกาลที่ 2 ที่ 3 เสด็จอยู่ในพระราชวังบวรฯ พระชันษาสั้น แต่การสร้างวังนั้นค้างมา กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญหาได้เสด็จไปประทับไม่ ที่สุดจึงประทานให้เป็นวังลูกเธอ พระองค์เจ้าวิลัยวรวิลาศ พระองค์เจ้าไชยรัตนวโรภาส แบ่งกันองค์ครึ่ง ส่วนที่ในพระราชวังบวรฯ เป็นแต่ทรงสร้างพระที่นั่ง ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสร้างค้างไว้ให้สำเร็จ เสด็จไปประทับอยู่ ณ ที่นั้น ทรงขนานนามว่า “พระที่นั่งสาโรชรัตนประพาส” ส่วนที่พระวิมานเดินนั้นโปรดให้เจ้าคุณจอมมารดาเอมพระชนนี ขึ้นมาอยู่ที่มุขตะวันออก อันเรียกว่า พระที่นั่งบุรพาภิมุข
เมื่อกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญอุปราชาภิเษกนั้น มีตำแหน่งข้าราชการฝ่ายพระบวรราชวังเพิ่มเติมขึ้นครั้นพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวมาก และมีทั้งทหารบกทหารเรือก็จัดขึ้นเป็นของฝ่ายวังหน้า ผิดกับครั้งพระมหาอุปราชแต่ก่อนๆ ข้าราชการวังหน้า ยังมีตัวอยู่มาก เพราะลงมาสมทบรับราชการวังหลวงเพียง 3 ปี ครั้งนั้นสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ ซึ่งเป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดินในสมัยเมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวยังทรงพระเยาว์พระชนมายุอยู่ บัญชาสั่งให้บรรดาข้าราชการที่มีสังกัดวังหน้ากลับคืนไปอยู่ในกรมพระราชวังบวรฯ ตามแบบโบราณ รวมทั้งกรมทหารบกทหารเรือที่พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงจัดขึ้นใหม่ด้วยทั้งสิ้น ไม่ได้ดำริให้ลดลง คงแต่ตามอย่างกรมพระราชวังบวรฯ แต่ก่อนมา เพราะฉะนั้นทั้งข้าราชการและกำลังไพร่พลฝ่ายวังหน้า ในเวลากรมพระราชวังบวรวิไชยชาญอุปราชาภิเษกจึงมีมากกว่าครั้งไหนๆ ที่เคยปรากฏมาแต่ก่อน ดูเหมือนความประสงค์ในครั้งนั้น จะให้กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญทรงรักษาระเบียบแบบแผนการงานทั้งปวงที่พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงจัดไว้ให้คงที่ถาวรสืบไป กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญจึงทรงพยายามที่จะเจริญรอยรักษาแบบอย่างของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวต่อมา ทั้งขนบธรรมเนียมในพระราชวังบวรฯ มีเสด็จออกที่โรงรถแทนท้องพระโรง ตลอดจนการฝึกหัดจัดทหารบกทหารเรือก็จัดต่อมาอย่างครั้งพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว แต่เพราะฐานะผิดกัน ด้วยพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระเกียรติยศเป็นอย่างพระเจ้าแผ่นดินและเป็นสมเด็จพระอนุชาธิราช กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญเป็นแต่กรมพระราชวังบวรฯ และเป็นแต่พระเจ้าบวรวงศ์เธอในชั้นราชตระกูล การที่ส่ำสมกำลังพลทหารจะให้เหมือนแบบอย่างครั้งพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงเป็นเหตุการณ์เกิดขึ้น เพราะเรียกระดมทหารวังหน้าเมื่อปีจอ จุลศักราช 1236 ปี 2417 ต้องจัดวางกำหนดอัตราเป็นยุติที่กรมพระราชวังบวรฯ จะมีทหารได้เพียงเท่าใด เมื่อเป็นยุติแล้วจึงเรียบร้อยเป็นปกติต่อมา
ส่วนพระราชมนเทียรและสถานที่ต่างๆ ในวังหน้าพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงซ่อมแซมสร้างไว้ยังบริบูรณ์ดี มีสิ่งสำคัญซึ่งปรากฏว่าทรงสร้างใหม่แต่ที่วัง ซึ่งเสด็จอยู่แต่ก่อน รื้อสร้างใหม่ทั้งวัง ทำเป็นตึกอย่างฝรั่ง มีเขื่อนเพชรรอบวัง และทางฉนวนมีสะพานข้ามคลองเข้ามาถึงพระราชวังบวรฯ แต่การค้างมาหาได้เสด็จไปประทับไม่ ส่วนที่ในพระราชวังบวรฯ เป็นแต่ทรงสร้างพระที่นั่ง ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสร้างค้างไว้ให้สำเร็จ เสด็จไปประทับอยู่ที่นั่น ทรงขนานนามว่า “พระที่นั่งสาโรชรัตนประพาส”
กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญโปรดในการช่างต่างๆ มาแต่เดิม ทรงตั้งโรงงานการช่างขึ้นในวังหน้าหลายอย่าง ทั้งช่างหล่อ ช่างกลึง ช่างเคลือบ ของที่ทรงประดิษฐ์คิดทำขึ้นล้วนเป็นฝีมืออย่างประณีตจะหาเสมอได้โดยยาก แต่โรงงานการช่างในครั้งนั้น ใช้แก้ไขสถานที่ซึ่งมีมาแล้วแต่เดิมโดยมาก ปลูกสร้างใหม่ก็แต่ของเล็กน้อย มาในตอนหลังทรงหัดงิ้วขึ้นโรงหนึ่ง ก็ใช้สถานที่ของเดิมให้เป็นที่พวกงิ้วอาศัย
ส่วนการภายนอกพระราชฐานมีการสำคัญที่ได้ทรงบัญชาซ่อมทำต่อของเก่าให้แล้วเสร็จบริบูรณ์ก็มาก เช่น ป้อมผีเสื้อสมุทร และป้อมเสือซ่อนเล็บที่เมืองสมุทรปราการ นอกจากนั้นยังมีการซ่อมพระอารามที่ชำรุดและค้างมาอีกหลายพระอาราม คือ วัดส้มเกลี้ยง วัดดาวดึงส์ วัดชนะสงคราม และวัดหงส์รัตนาราม
กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ ทรงเป็นเจ้านายที่มีความสามารถหลายด้าน ด้านนาฏกรรม ทรงพระปรีชา เล่นหุ่นไทย หุ่นจีน เชิดหนัง และงิ้ว ด้านการช่าง ทรงชำนาญเครื่องจักรกล ทรงต่อเรือกำปั่น ทรงทำแผนที่แบบสากล ทรงสนพระทัยในแร่ธาตุ ถึงกับทรงสร้างโรงถลุงแร่ไว้ในพระราชวังบวรสถานมงคล เมื่อปี 2426 ทรงได้รับประกาศนียบัตรจากฝรั่งเศส ในฐานะผู้เชี่ยวชาญสาขาวิชาช่าง
ในช่วงต้นรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ประมาณปี 2417-2418 ทรงริเริ่มปฏิรูปปรับปรุงการปกครองประเทศให้ทันสมัยโดยโยงอำนาจเข้าศูนย์กลาง ทรงตั้งหอรัษฎากรพิพัฒน์ (Auditing Office ปัจจุบันคือกระทรวงการคลัง) เพื่อรวบรวมการเก็บภาษีมาอยู่ที่เดียวกัน ซึ่งกระทบกระเทือนต่อการเก็บรายได้ สร้างความไม่พอใจแก่เจ้านายและขุนนางเก่าแก่เป็นอันมาก โดยเฉพาะกรมพระราชวังบวรสถานมงคล ซึ่งเดิมมีรายได้แผ่นดินถึง 1 ใน 3 มีทหารในสังกัดถึง 2,000 นาย และมีข้าราชบริพารเป็นจำนวนมาก และเกิดปฏิกิริยาโต้ตอบ มีการสะสมอาวุธ มีความขัดแย้งระหว่างวังหลวงกับวังหน้า จนเกือบจะเกิดสงครามกลางเมือง ซึ่งเรียกเหตุการณ์ขัดแย้งนี้ว่า วิกฤตการณ์วังหน้า
กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ ทรงมีความรู้ภาษาอังกฤษเป็นอย่างดี และเข้าไปคบค้าสนิทสนมกับนายโทมัส น็อกซ์ กงสุลอังกฤษ ประกอบกับในสมัยนั้น อังกฤษคุกคามสยาม ถึงขั้นเรียกเรือรบมาปิดปากแม่น้ำ ทางวังหลวงจึงหวาดระแวง เชื่อว่ามีแผนการจะแบ่งดินแดนเป็นสองส่วนคือ ทางเหนือถึงนครเชียงใหม่ ให้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวครอง ทางใต้ให้กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญครอง นัยว่าเมื่อแบ่งสยามให้เล็กลงแล้วจะได้อ่อนแอ ง่ายต่อการเอาเป็นเมืองขึ้น
เหตุการณ์บาดหมางเกิดขึ้นเมื่อวันหนึ่ง เกิดระเบิดขึ้นที่ตึกดินในวังหลวง ไฟไหม้ลุกลามไปถึงพระบรมมหาราชวัง ทางวังหลวงเข้าใจว่าวังหน้าเป็นผู้วางระเบิด และไม่ส่งคนมาช่วยดับไฟ ส่วนกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ ก็เสด็จหลบหนีไปอยู่ในสถานกงสุลอังกฤษไม่ยอมเสด็จออกมา เหตุการณ์ตึงเครียดนี้กินเวลานับเดือนเลยทีเดียว สร้างความหวาดวิตกแก่ผู้คนเป็นอย่างมาก พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงได้ออกประกาศแจ้งความเหตุการณ์วังหลวงวังหน้ามีความดังนี้
ฃอแจ้งความแก่ท่านทั้งปวง ฤ ผู้ใดผู้หนึ่ง ซึ่งหยากจะทราบความซึ่งเกิดขึ้น ในระหว่างวังน่ากับวังหลวงครั้งนี้ ฃ้าพเจ้าจะฃอชี้แจงให้ท่านทั้งปวงทราบ โดยความที่แท้จริงนั้น ด้วยเดิมมีผู้เล่าฦๅกันต่างๆ ว่า กรมพระราชวังได้คิดตระเตรียมผู้คนพรักพร้อม ผิดปรกติตามธรรมเนียม แต่ความที่พูดจาเล่าฦๅกันนั้น ฃ้าพเจ้าก็มิได้เชื่อว่าเปนความจริง เพราะกรมพระราชวังกับข้าพเจ้า มิได้มีอริร้าวฉานแก่กันสิ่งหนึ่งสิ่งใด
ครั้นถึง ณ วันจันทร เดือนอ้าย แรมห้าค่ำ ปีจอ ฉศก ฃ้าพเจ้าได้ทราบความอีกว่ากรมพระราชวังได้เตรียมทหารแลคนซึ่งมิได้เปนทหารซึ่งอยู่บ้านนอกนั้น เจ้าหมู่มูลนายก็ได้เรียกไพร่เหล่านั้นให้เข้ามาพร้อมกันในเดือนอ้าย ถึงกระนั้นฃ้าพเจ้าก็ยังไม่เชื่อในความนั้นเปนแน่ชัด
ครั้นค่ำลงวันนั้น เวลา ๕ ทุ่มเสศ เกิดเพลิงขึ้นที่โรงแก๊ศในพระบรมมหาราชวัง ที่โรงแก๊ศซึ่งเกิดเพลิงขึ้นนั้น เปนที่สำคัญน่ากลัวยิ่งนัก คือค่างฝ่ายตวันตกของโรงแก๊ศนั้น เปนโรงภูษามาลา ในโรงภูษามาลาอันนี้ เปนที่ไว้พระมหาพิไชยมงกุฎ แลพระมหาชฎา แลเครื่องต่างๆ ซึ่งเปนเครื่องต้นสำรับแผ่นดินสืบมาแต่โบราณ โรงภูษามาลาซึ่งไว้เครื่องต้นนี้ห่างจากโรงแก๊ศที่เพลิงติดขึ้นนั้น 2 วา หลังโรงภูษามาลานั้น ติดกับฉนวนประตูดุสิตสาศดา ทางซึ่งจะออกวัดพระศรีรัตนสาศดาราม หลังฉนวนนั้นก็ติดกับหอพระปริตสาตราคม แลพระที่นั่งราชฤๅดีใกล้กับพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย แลพระที่นั่งไพศาลทักษิณ
แลด้านใต้ของโรงแก๊ศนั้น มีเขื่อนเพชรพระราชวังใน ห่างจากโรงแก๊ศสิบเอจศอก หลังเขื่อนเพชรนั้นก็เปนหมู่พระพุทธนิเวศ พระที่นั่งพุทธมณเฑียร อยู่ใกล้ชิดติดกันทีเดียว
ด้านตวันออกฃองโรงแก๊ศนั้น มีโรงพิมพ์ห่างจากโรงแก๊ศ ๔ วาศอก หลังโรงพิมพ์นั้นติดกับคลังสำรับไว้ดินประสิว แลโรงแสงต้นที่ไว้อาวุธต่างๆ สำหรับแผ่นดิน
ข้างด้านเหนือก็เปนโรงน้ำมันห่างโรงแก๊ศ ๑๔ วา ๓ ศอก ที่โรงแก๊ศที่เพลิงติดขึ้นนั้นอยู่ในที่กลาง เปนที่คับแคบแลฃองที่จะเปนเชื้อเพลิงนั้นก็มีมาก คือดินประสิวแลน้ำมัน เปนต้น ถ้าเพลิงติดไหม้ลามขึ้นได้แล้ว พระที่นั่งแลคลังของต่างๆ ที่อยู่ใกล้เคียงดังฃ้าพเจ้ากล่าวมาแล้วนั้น ก็คงจะเปนอันตรายทั้งสิ้น เพราะฃองเหล่านี้ติดเนื่องกัน โรงแก๊ศซึ่งเกิดเพลิงขึ้นในเวลากลางคืนนั้นก็เปนที่ลับที่สงัด มิได้มีผู้คนไปมาเล้าลุม ซึ่งเพลิงติดขึ้นดังนั้น ก็เปนที่สงไสยหวาดหวั่นยิ่งนัก
ในเวลาที่เพลิงติดขึ้นนั้น สมเดจพระเจ้าบรมวงษเธอ เจ้าฟ้ามหามาลา กรมพระบำราบปรปักษ แลข้าราชการได้ช่วยกันดับเพลิงนั้น ถ้าเพลิงนั้นจะติดอยู่ช้า ฤๅมีลมเป่ามาก็จะรักษาไว้ไม่ได้เลย ฤๅถ้ามอแก๊ศแตก ก็จะเปนอันตรายแก่คนเปนอันมาก ซึ่งอยู่ในพระบรมมหาราชวังในเวลานั้น เพราะเหตุบังเกิดขึ้นฉนั้น ฃ้าพเจ้าจึ่งได้มีความหวั่นเปนอันมาก เพราะเพลิงเกิดขึ้นในที่สำคัญ จะเกิดขึ้นด้วยเหตุอันใดก็ไม่รู้ เกรงว่าจะเกิดขึ้นด้วยกลอุบายอันใดอันหนึ่งการอันนี้ ก็เปนการเหลือที่จะคาดคะเนว่าจะเปนการเท็จฤๅจริงให้แน่ได้เหตุที่ได้บังเกิดขึ้นดังนี้แล้ว ครั้นจะเชิญท่านเสนาบดีมาประชุมปฤกษาในเวลากลางคืนนั้น ก็เหนว่าเปนเวลาดึกถึง ๗ ทุ่ม เกินเวลาแล้ว ฃ้าพเจ้าจึ่งได้สั่งข้าราชการซึ่งเปนพนักงานทั้งปวงที่ได้มาช่วยดับเพลิงในเวลากลางคืนนั้นให้นอนอยู่ในพระบรมมหาราชวังประจำซองอยู่ตามพนักงาน เพราะกลัวว่าจะมีเหตุขึ้นอีกในเวลากลางคืนนั้น
ครั้นรุ่งขึ้น วังอังคาร เดือนอ้าย แรมหกค่ำ เวลาเช้า ๓ โมง ฃ้าพเจ้าจึ่งได้มีจดหมายเชิญท่านเสนาบดี คือเจ้าพระยาภูธราภัย ที่สมุหนายก เจ้าพระยาสุรวงษไวยวัฒน์ ที่สมุหพระกระลาโหม เจ้าพระยาภาณุวงษมหาโกษาธิบดี แต่สมเดจเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงษนั้นไม่อยู่ ท่านออกไปเมืองราชบุรี จึ่งได้เชิญแต่ท่านเสนาบดี ๓ คน เข้ามาปฤกษาพร้อมกัน ที่จะจัดการที่เกิดขึ้นนี้ให้เรียบร้อย ท่านเสนาบดีปฤกษาพร้อมกันเหนว่าการที่เปนขึ้นครั้งนี้เปนการใหญ่ ท่านผู้อื่นๆ จะจัดระงับการเรื่องนี้ให้เรียบร้อยนั้นเหนไม่ได้เว้นไว้แต่สมเดจเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงษผู้เดียว ท่านได้เปนผู้ใหญ่อยู่ในแผ่นดิน ท่านคงจะจัดการอันนี้ให้เรียบร้อยได้ ฃอให้เชิญสมเดจเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงษให้เข้ามาแต่เมืองราชบุรีโดยเรว ท่านจะได้คิดอ่านระงับการให้เรียบร้อย ฃ้าพเจ้าจึ่งได้เฃียนจดหมายไปเชิญสมเดจเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงษฉบับหนึ่ง มอบให้เจ้าพระยาสุรวงษไวยวัฒน จัดเรือเรวออกไปเชิญสมเดจเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงษ ณ เมืองราชบุรี แล้วฃ้าพเจ้าได้บอกกับท่านเสนาบดีว่า เหตุการณ์ที่ได้เกิดขึ้นครั้งนี้ ก็เปนที่หวาดหวั่นน่ากลัวอยู่ แล้วก็ยังไม่มีผู้ใดที่จะจัดการให้เปนที่ไว้ใจได้ ฃ้าพเจ้าจะต้องรักษาตัวตามธรรมเนียมไว้ก่อนตั้งแต่เวลานั้นมา ก็ได้จัดการระวังเหตุการทั้งปวงไว้ภอเปนที่มั่นใจบ้าง ตั้งใจคอยสมเดจเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงษ กว่าท่านจะกลับมาจากเมืองราชบุรี
ครั้นถึง ณ วันพฤหัศบดี เดือนอ้าย แรมแปดค่ำ สมเดจเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงษกลับมาถึง ฃ้าพจึ่งได้เชิญท่านเข้ามาปฤกษาท่านว่าฃอให้เชิญเจ้าพระยาภูธราภัย ที่สมุหนายก เจ้าพระยาสุรวงษไวยวัฒน์ เจ้าพระยาภาณุวงษมหาโกษาธิบดีเข้ามาด้วยให้พร้อมกัน ครั้นท่านเสนาบดีเข้ามาพร้อมกันแล้ว สมเดจเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงษได้ปฤกษาเหนพร้อมกันแล้ว ท่านรับว่าจะช่วยกันจัดการอันนี้ให้เรียบร้อย แต่จะฃอไปตริตรองการสักเวลาหนึ่งก่อน แล้วท่านก็กลับไปบ้าน การที่ได้ตระเตรียมทหารรักษาในพระบรมมหาราชวังนั้น ก็ได้เลิกถอนลงเปนปรกติตามธรรมเนียมในเวลานั้น
ครั้งรุ่งขึ้น วันพฤหัศบดี เดือนอ้าย ขึ้นเก้าค่ำ เวลาบ่าย ๕ โมงเสศ เจ้าพระยาสุรวงษไวยวัฒน์ เจ้าพระยาภาณุวงษมหาโกษาธิบดีเข้ามาหาฃ้าพเจ้าแจ้งความว่า สมเดจเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงษให้ข้าพระพุทธเจ้าทั้ง ๒ เข้ามากราบทูลให้ทรงทราบว่า การซึ่งจะคิดจัดการที่กรมพระราชวังให้เรียบร้อยนั้น สมเดจเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงษท่านคิดว่า ท่านจะขึ้นไปเฝ้ากรมพระราชวัง ทูลกรมพระราชวังให้ออกเสียจากพระราชวังบวรกลับไปอยู่เสียที่วังเดิม แลข้าไทยฃองกรมพระราชวังที่เปนข้าหลวงเดิมก็ดีที่เปนข้าหลวงเดิมของพระบาทสมเดจพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวซึ่งได้ตั้งแต่งไว้ก็ดี ถ้าผู้ใดสมัคจะไปอยู่ด้วยก็ให้กรมพระราชวังรับไว้ตามใจของผู้ที่สมัค แต่จะขอรับพระราชทานเบี้ยหวัดที่คนเหล่านั้นเคยได้รับพระราชทานอยู่แต่ก่อนนั้นให้ติดตัวไปด้วย ส่วนกรมพระราชวังที่จะแสดงออกไปอยู่วังเดิมนั้น ขอให้ได้รับพระราชทานเงินแผ่นดินเลี้ยงให้ภอสมควร การก็คงจะเรียบร้อยไปได้ ปัญญาของท่านจะคิดทำได้แต่เพียงนี้ แต่ที่จะคิดอย่างอื่นไปนั้นเหลือสติปัญญาท่านทำไม่ได้ การซึ่งท่านคิดให้เจ้าพระยาสุรวงษไวยวัฒน์แลเจ้าพระยาภาณุวงษมหาโกษาธิบดี ทั้ง ๒ เข้ามาพูดจาชี้แจ้งนี้ ฃ้าพเจ้าจะชอบฤๅไม่ชอบนั้นก็สุดแล้วแต่ฃ้าพเจ้า
ฃ้าพเจ้าจึ่งได้ว่ากับเจ้าพระยาสุรวงษไวยวัฒน์ เจ้าพระยาภาณุวงษมหาโกษาธิบดี ทั้ง ๒ ว่า การที่สมเดจเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงษท่านจะคิดให้กรมพระราชวังออกจากที่ไปอยู่วังเดิมนั้น เปนการใหญ่เรี่ยวแรงเหลือเกินนัก ฃ้าพเจ้าไม่ได้คิดถึงอย่างนั้นเลย ฃ้าพเจ้าคิดแต่เพียงว่า ฃอให้มียศตามฉันผู้ใหญ่ผู้น้อย ด้วยกรมพระราชวังทุกวันนี้ พระนามท่านเปนกรมพระราชวังบวร แต่ยศของท่านนั้นเกินยศกรมพระราชวังบวร ท่านมียศเหมือนกับเจ้าแผ่นดินเหมือนกัน แลยศอย่างอื่นๆ นั้น ฃ้าพเจ้าก็มิได้มีความรังเกียจสิ่งใด แต่ยศที่กรมพระราชวังมีทหารมากไม่มีกำหนด ถึงจะเรียกคนมาเปนทหารอีกมากน้อยเท่าใดก็ได้
อีกประการหนึ่ง เครื่องสาตราอาวุธแลกระสุนดินดำนั้น ก็หาเพิ่มเติมขึ้นอยู่เสมอมิได้ขาด การที่หาเครื่องสาตราอาวุธ แลกระสุนดินดำเพิ่มเติมขึ้นอยู่เสมอนั้น กรมพระราชวังก็มิได้บอกกล่าวให้ฃ้าพเจ้าทราบบ้างเลย เพราะการเปนดังนี้ จึ่งได้เปนที่สงไสยกันอยู่ร่ำไป ฃ้าพเจ้ากลัวการฃ้างน่าต่อไป จะไม่เปนฉันผู้ใหญ่ผู้น้อยเรียบร้อยไปได้ ฃ้าพเจ้ามีความประสงค์ฃองฃ้าพเจ้าที่จะให้สมเดจเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงษจัดการให้เรียบร้อยนั้น จะฃอแต่เพียงให้มีกำหนดเสียว่า ยศกรมพระราชวังบวรจะมีทหารรักษาพระองค์ เปนยศของท่านประจำอยู่เท่าใดกำหนด ถ้ามีเหตุที่ควรจะเรียกคนเติมขึ้นอีก ก็ฃอให้บอกกล่าวกับฃ้าพเจ้าให้ทราบก่อน จะไม่ได้เปนที่หวาดหวั่นสดุ้งตกใจกลัวแก่กันทั้ง ๒ ฝ่าย ฃ้าพเจ้าได้มีความปราฐนาที่จะให้ท่านจัดการแต่เพียงเท่านี้ เพื่อจะให้บ้านเมืองเรียบร้อย แลมิให้มีไภยอันตรายกับตัวฃ้าพเจ้าผู้เปนเจ้าแผ่นดินด้วย ฃ้าพเจ้าได้สั่งให้เจ้าพระยาสุรวงษไวยวัฒน์ เจ้าพระยาภาณุวงษมหาโกษาธิบดีไปชี้แจงความประสงค์ฃองฃ้าพเจ้าให้สมเดจเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงษทราบดังนี้ เจ้าพระยาสุรวงษไวยวัฒน์แลเจ้าพระยาภาณุวงษมหาโกษาธิบดี ไปเรียนความประสงค์ฃองฃ้าพเจ้าต่อสมเดจเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงษแล้ว ยังหาได้กลับมาบอกฃ้าพเจ้าว่า สมเดจเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงษว่าประการใด


