
ไทยต้องติดตามใกล้ชิด สงครามการค้าสหรัฐและจีน
การประกาศตอบโต้ทางการค้าด้วยการใช้มาตรการทางภาษีสินค้าระหว่างจีนและสหรัฐที่ออกมาอย่างต่อเนื่องและแม้ว่าช่วงขณะนี้จะผ่อนคลายลง
โดย ดร.วิศิษฐ์ องค์พิพัฒนกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด
การประกาศตอบโต้ทางการค้าด้วยการใช้มาตรการทางภาษีสินค้าระหว่างจีนและสหรัฐที่ออกมาอย่างต่อเนื่องและแม้ว่าช่วงขณะนี้จะผ่อนคลายลง และสหรัฐหันไปที่รัสเซียแต่ผลกระทบของการกีดกันทางการค้านั้นได้เกิดขึ้นมาแล้ว เพราะแม้แต่ธนาคารโลกเองก็เริ่มออกมาส่งความกังวลในเรื่องของการกีดกันการค้า
ประเทศสหรัฐมีนโยบายที่จะลดการขาดดุลการค้าที่มีอยู่ปัจจุบันที่ 7 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขาดดุลการค้าประเทศจีน โดยประเทศสหรัฐส่งออกไปประเทศจีนประมาณหนึ่งแสนห้าหมื่นล้านดอลลาร์ แต่นำเข้าสินค้าจากประเทศจีนประมาณห้าแสนล้านดอลลาร์
ทั้งนี้ สหรัฐได้เริ่มส่งสัญญาณสงครามทางการค้ากับประเทศต่างๆ โดยเฉพาะประเทศจีน โดยเริ่มจากการเก็บภาษี 25% บนสินค้าประเภทอิเล็กทรอนิกส์และสินค้าไฮเทคกว่า 1,300 รายการจากประเทศจีน มูลค่ากว่า 5 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราคา 1.5 ล้านล้านบาท)
อย่างไรก็ตาม สาเหตุที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ เริ่มใช้มาตรการตอบโต้ทางภาษีกับจีน เนื่องจากเกือบจะครึ่งหนึ่งของการขาดดุลการค้าของสหรัฐจะมาจากจีน และอีกประมาณ 40% ของสินค้านำเข้า หรือกว่า 1 แสนล้านดอลลาร์ จากจีนจะเป็นสินค้าพวกอุปกรณ์เทคโนโลยี เพราะฉะนั้นสหรัฐจึงมีเป้าหมายที่จะลดการนำเข้าสินค้าพวกอุปกรณ์เทคโนโลยีภายใต้มาตรา 301 ซึ่งก่อนหน้านี้สหรัฐได้ตั้งกำแพงภาษีสำหรับสินค้าเหล็กและอะลูมิเนียมซึ่งเป็นภาษีที่ใช้กับประเทศต่างๆ นอกเหนือจากจีน จีนได้ประกาศตอบโต้ทันทีด้วย จีนเสนอเก็บภาษี 25% จากสินค้านำเข้าสหรัฐมูลค่ากว่า 5 หมื่นล้านดอลลาร์ เป็นการตอบโต้
หลังจากจีนตอบโต้มาตรการการขึ้นภาษีของสหรัฐชุดแรก ประธานาธิบดีได้สั่งให้มีผู้แทนการค้าสหรัฐ (ยูเอสทีอาร์) พิจารณาเก็บภาษีเพิ่มเติมกับสินค้านำเข้าจากจีนมูลค่า 1 แสนล้านดอลลาร์ หรือราว 3.1 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่าสหรัฐเปิดศึกรอบใหม่ครั้งที่ 2 นี้และจะเน้นไปที่สินค้าภาคอุปโภคบริโภค เป็นเวลาแค่ 2 วัน หลังจากยูเอสทีอาร์เปิดเผยรายชื่อสินค้าจีนรอบแรกกว่า 1,300 รายการ การบังคับใช้ของการขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากจีนจะต้องมีการประกาศครั้งสุดท้ายอีกครั้งในเดือน มิ.ย. 2561 เป็นอย่างเร็ว หลังจากผ่านขั้นตอนการพิจารณาต่างๆ
อย่างไรก็ตามก็ต้องยอมรับว่าการตอบโต้ทางการค้าระหว่าง 2 ยักษ์ใหญ่ยังคงเปิดโอกาสให้มีการเจรจาและต่อรอง สหรัฐและจีนยังคงสามารถหาข้อตกลงร่วมกันก่อนที่จะมีการเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจริง ถือว่าเป็น Win-Win situation ในทฤษฎีเกม
ทั้งนี้ ในทางทฤษฎี การทำสงครามการค้า ถ้าไม่มีการตอบโต้กัน การใช้นโยบายเพิ่มภาษีหรือการใช้นโยบายค่าเงินอ่อนค่าหรือการใช้นโยบายโควตาสินค้าต่างประเทศเหมือนที่สหรัฐกำลังประกาศใช้อยู่ มักจะนำไปสู่การลดการขาดดุลทางการค้าได้ และเป็นการเพิ่มการเติบโตทางเศรษฐกิจในช่วงสั้นได้ ถือว่าเป็น Win-Lose situation ในทฤษฎีเกม
อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติ การทำสงครามการค้ามักมีการตอบโต้กันทั้งสองฝ่าย และมักนำไปสู่การไม่สามารถลดการขาดดุลทางการค้า แต่นำไปสู่เศรษฐกิจถดถอย พร้อมทั้งการมาของเงินเฟ้อ และดอกเบี้ยที่สูงขึ้น
ในกรณีขั้นรุนแรง สงครามการค้าอาจมีมากกว่าขึ้นภาษี แต่อาจนำไปสู่การถอนการลงทุน และขายสินทรัพย์ทางการเงินได้ ถือว่าเป็น Lose-Lose situation ในทฤษฎีเกม
นอกจากนี้ ถ้าการทำสงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีน ถ้าลามไปมากกว่านี้ จะส่งผลกระทบต่อการเคลื่อนย้ายของห่วงโซ่อุปทาน (ซัพพลายเชน) ในวงกว้าง เช่น จะส่งผลกระทบต่อผู้ผลิตของประเทศอื่น เช่น ประเทศในกลุ่มอียู ที่มีฐานการผลิตในสหรัฐ แต่ส่งออกไปจีน จะได้ผลกระทบไปด้วย หรือประเทศสำคัญต่างๆ เช่น ไต้หวัน เกาหลี เวียดนาม หรือมาเลเซีย ซึ่งล้วนส่งออกสินค้าประเภทอุปกรณ์สื่อสารไปจีนก่อนที่จะส่งออกไปที่สหรัฐ ก็จะได้รับผลกระทบด้วย
สำหรับประเทศจีน นอกเหนือจากการเพิ่มมาตรการภาษีกับสินค้าสหรัฐแล้ว จีนยังสามารถส่งวัตถุดิบหรือสินค้าไปผลิตที่ประเทศอื่นที่ไม่ถูกมาตรการการกีดกันทางการค้า หรือเรียกว่าย้ายฐานการผลิตหรือห่วงโซ่อุปทาน และส่งออกกลับไปที่สหรัฐ หรืออาจเลือกที่จะลดการถือพันธบัตรของสหรัฐ ซึ่งปัจจุบันจีนถือครองพันธบัตรของสหรัฐอยู่ 1.18 ล้านล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 18% ของงบประมาณพันธบัตรทั้งหมด สิ่งนี้จะเป็นเหตุหลักที่จะทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรของสหรัฐ หรือบอนด์ยิลด์ ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น หรือจีนอาจจะเลือกการลดค่าเงินสกุลตนเองลงเพื่อชดเชยผลของการเพิ่มภาษี หรือการเพิ่มความเข้มงวดของภาคบริการสหรัฐที่ยังคงเกินดุลกับประเทศจีนอยู่ประมาณ 3.8 หมื่นล้านดอลลาร์
อย่างไรก็ตาม สำหรับผลกระทบต่อประเทศไทยคือ สงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีนได้เคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีต เช่น การที่สหรัฐเพิ่มภาษียางรถยนต์จากจีนในปี 2009 จึงทำให้ผู้นำเข้าในสหรัฐเริ่มนำเข้ายางรถยนต์จากประเทศที่ไม่ถูกมาตรการภาษี เช่น ประเทศไทยและเกาหลีใต้ ในกรณีแผงพลังงานไฟฟ้าแสงอาทิตย์หรือโซลาร์เซลล์ของไทยก็ได้อานิสงส์จากสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐ แต่ผลกระทบการเคลื่อนย้ายของห่วงโซ่อุปทาน (ซัพพลายเชน) เป็นสิ่งที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
นอกจากนี้ ล่าสุด ในการประชุมเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางสหรัฐส่วนใหญ่มีความเห็นว่าจะมีการปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐเร็วขึ้นเล็กน้อย เนื่องจากมีความมั่นใจต่ออัตราการเติบโต และคาดว่าอัตราเงินเฟ้อจะถึงเป้าหมาย โดยในปี 2561 คาดว่าจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีกราว 2-3 ครั้ง อย่างไรก็ดีทางสหรัฐได้ประกาศตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภคประจําเดือน มี.ค. 2561 ปรับตัวลดลง 0.1% จากที่มีการปรับตัวสูงขึ้น 0.2% ในเดือนก่อน ในขณะที่ดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน (Core CPI) ปรับตัวสูงขึ้น 0.2% ตามที่ตลาดคาดการณ์และเท่ากับเดือนก่อนหน้านี้
สำหรับการกีดกันการค้าระหว่างสหรัฐและจีนแม้จะผ่อนคลายลงทำให้ตลาดมีความกังวลลดลง แต่มาถึงขณะนี้ตลาดยังคงมีความกังวลต่อความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างสหรัฐและซีเรีย หลังโดนัลด์ ทรัมป์ จะมีการหารือกับทางกระทรวงกลาโหมในวันพุธหน้ารวมถึงความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ทำให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นสูงสุดในรอบ 3 ปีขึ้นมาแตะที่ระดับ 70 ดอลลาร์/บาร์เรล
ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นประเด็นที่จะต้องติดตามเพราะจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั้งนอกและในประเทศ







