
ปรองดอง
การเมืองไทยผ่านมาเกือบจะร้อยปีแล้วตั้งแต่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง แต่ยังวนเวียนเหมือนพายเรืออยู่ในอ่าง
โดย นาย ป.
การเมืองไทยผ่านมาเกือบจะร้อยปีแล้วตั้งแต่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง แต่ยังวนเวียนเหมือนพายเรืออยู่ในอ่าง
รัฐบาลที่ประชาชนได้มามีแค่สองระบบระหว่างมาจากการเลือกตั้งกับรัฐประหาร ยิ่งช่วงวิกฤตสิบกว่าปีที่ผ่านมา การเมืองเดินเข้าสู่วังวนความขัดแย้งรุนแรงด้วยการใช้อาวุธเป็นเครื่องมือเอาชนะทางความคิดอีกฝ่ายและมุ่งใช้ความรุนแรงเข้าสู่อำนาจ ความขัดแย้งเรื่องประชาธิปไตยกลายเป็นความโกรธแค้นกันเรื่องความเชื่อเหนือการเคารพสิทธิเสรีภาพ กฎหมายหรือเหตุผลระหว่างกัน
จนวันนี้ยังไม่แน่ใจว่าความปรองดองสมานฉันท์ทางการเมืองในการเข้าสู่อำนาจของบรรดานักการเมืองจะยังเป็นไปโดยสันติวิธีได้หรือไม่ในอนาคต
การเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นสามารถฟื้นสถานการณ์ทางการเมืองไทยกลับคืนสู่สันติภาพได้จริงหรือไม่ แต่แนวทางการสร้างความปรองดองที่ควรจะเป็นนั้น แน่นอนสถานการณ์การเผชิญด้วยความรุนแรงมีโอกาสที่จะเกิดขึ้นเสมอ ความวิตกกังวลกับภาพอดีตไม่มีทางจางหาย สัญญาณความขัดแย้งในทางการเมืองอาจก่อตัวขึ้นใครจะไปรู้ถ้าการเมืองไทยยังวนเวียนอยู่แค่สองระบบ คือ เลือกตั้ง กับ รัฐประหาร จะมีรัฐธรรมนูญสักกี่ฉบับก็เปล่าประโยชน์
ทราบดีว่านอกเหนือความขัดแย้งของฝ่ายการเมืองในการช่วงชิงเข้าสู่อำนาจ ภาคส่วนสำคัญที่มีบทบาทในการโหมกระแสความขัดแย้งให้สูงขึ้นนั้น คือ สื่อมวลชนที่จำเป็นต้องทำหน้าที่ด้วยจรรยาบรรณในการนำเสนอเนื้อหาสาระที่สร้างสรรค์ ไม่ยุยง บิดเบือนก่อให้เกิดความเกลียดชังในสังคม ต้องเคารพสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคลจรรยาบรรณและผลกระทบทางสังคมมากกว่าเรตติ้ง หรืออำนาจเงิน
ขณะที่บทบาทหรือหน้าที่รัฐต้องเปิดกว้างไม่ใช่มุ่งแต่จะอ้างความมั่นคงแล้วปิดกั้นการแสดงออกอย่างเสรี จึงควรเปิดพื้นที่ในการใช้สิทธิเสรีภาพในการชุมนุมโดยสันติวิธีโดยเฉพาะประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาต่างๆ ด้วย
แน่นอนการใช้สิทธิย่อมต้องมีการกระทบกระทั่ง ในการควบคุมฝูงชนย่อมต้องรอบคอบเน้นการเจรจาและปฏิบัติตามหลักสากลมีความอดทนต่อการยั่วยุและเห็นประชาชน เป็นญาติพี่น้องเห็นอกเห็นใจต่อกัน พูดคุยกันด้วยเหตุและผล ไม่ใช่มุ่งใช้ความรุนแรงหรือจับอาวุธด้วยกันทั้งสองฝ่าย
ยิ่งม็อบทางการเมืองทุกรัฐบาลต้องไม่ถือหางฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเหมือนในอดีตอีกต่อไป และต้องไม่ใช้เจ้าหน้าที่รัฐเป็นเครื่องมือทำลายอีกฝ่ายให้ต้องสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินหรือต้องถูกดำเนินคดีโดยไม่เป็นธรรมจากการใช้อำนาจดังนั้นความขัดแย้งทางการเมืองที่หากจะเกิดขึ้นในอนาคตต้องไปจบกันในรัฐสภาไม่ใช่นอกถนนอีก
หรือหากเกิดความขัดแย้งทางความคิดที่ต้องการการตัดสินเลือกทางใดทางหนึ่ง ยังมีหลายหนทางที่จะเป็นทางออกได้ เช่น ประชามติ เพราะเป็นวิธีที่ทำให้ประชาชน ในประเทศมีส่วนร่วมและเป็นผู้ตัดสินใจไม่ใช่ให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งผูกขาดอำนาจการตัดสินใจเพียงฝ่ายเดียว ประชามตินับเป็นวิธีทางที่สันติวิธีที่สุดแล้ว ซึ่งในระหว่างกระบวนการต้องเปิดกว้างให้ทุกฝ่ายได้แสดงออกเต็มที่เพื่อไม่ให้เกิดการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายเหมือนในอดีต
ความขัดแย้งหรือความปรองดองเกิดขึ้นทั่วทุกมุมโลกทั้งความขัดแย้งทางชาติพันธุ์ ศาสนา หรือประชาธิปไตยสองขั้ว แต่คนไทยด้วยกันก็ไม่ควรจะทะเลาะหรือเกลียดชังกันเองเพียงแค่ความคิดทางการเมืองไม่ตรงกันจนอยากจะฆ่าแกงกันเอง
ควรระลึกเสมอว่าทุกคนมีสิทธิคิดต่างได้แต่ไม่ควรตกเป็นเครื่องมือให้กับกลุ่มผู้มีอำนาจที่จะใช้ประชาชนเป็นบันไดเหยียบขึ้นสู่อำนาจด้วยการสร้างความแตกแยกให้สังคมไทย ดังนั้นความปรองดองต้องขึ้นในระดับประชาชนไม่ใช่ในกลุ่มผู้มีอำนาจ







