posttoday
เฟซบุ๊กอาเซียน เครื่องมือใหม่ผู้นำการเมือง

เฟซบุ๊กอาเซียน เครื่องมือใหม่ผู้นำการเมือง

07 เมษายน 2561

แม้ยอดผู้ใช้ “เฟซบุ๊ก” สื่อโซเชียลชื่อดังกำลังเพิ่มขึ้นทั่วโลก โดยเฉพาะใน “เอเชียตะวันออกเฉียงใต้” หรือ อาเซียน

โดย ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

แม้ยอดผู้ใช้ “เฟซบุ๊ก” สื่อโซเชียลชื่อดังกำลังเพิ่มขึ้นทั่วโลก โดยเฉพาะใน “เอเชียตะวันออกเฉียงใต้” หรือ อาเซียน ที่ผู้ใช้พุ่งทะลุไปถึง 306 ล้านคนแล้วเมื่อปี 2017 แต่ข่าวลวงและข้อความแสดงความเกลียดชัง (เฮตสปีช) ก็ยังคงเป็นเงาตามตัวไล่หลัง
เฟซบุ๊กไม่จบสิ้น

ไฟแนนเชียลไทมส์รายงานว่า ในอาเซียน เฟซบุ๊กกำลังกลายเป็น “เครื่องมือทางการเมือง” สำหรับเผยแพร่ข่าวลวงและเฮตสปีชโจมตีผู้เห็นต่าง รวมถึงสร้างความชอบธรรมในตัวนักการเมือง โดยรายงานยกกรณีตัวอย่างใน 3 ประเทศ คือ ฟิลิปปินส์ กัมพูชา และเมียนมา ที่เฟซบุ๊กกลายเป็นจุดบ่มเพาะและเร่งปฏิกิริยาให้ความขัดแย้งลุกลามออกไปในวงกว้างยิ่งขึ้น

สำหรับใน “ฟิลิปปินส์” แรปเปลอร์ สำนักข่าวท้องถิ่น พบว่า กลุ่มผู้สนับสนุนประธานาธิบดี โรดริโก ดูเตอร์เต สร้างบัญชีผู้ใช้เฟซบุ๊กขึ้นมาราว 26 บัญชีสำหรับช่วงหาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2016 โดยเฉพาะ และบางส่วนเป็นบัญชีปลอม

นอกจากนี้ เมื่อดูเตอร์เตขึ้นเป็นประธานาธิบดีแล้ว กลุ่มผู้สนับสนุนดูเตอร์เตจำนวนมากต่างกระหน่ำเฮตสปีชโจมตีฝ่ายเห็นต่างผ่านเฟซบุ๊ก มุ่งเป้าไปที่นักการเมืองฝ่ายตรงข้าม นักข่าว หรือนักวิจารณ์ที่คัดค้านการทำสงครามยาเสพติดของดูเตอร์เต ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 1.2 หมื่นคน

การปรากฏตัวขึ้นของกองทัพผู้สนับสนุนดูเตอร์เต ทำให้ ฟรีดอม เฮาส์ หน่วยงานด้านเสรีภาพพลเมือง ของมหาวิทยาลัยลีดส์ ระบุว่า รัฐบาลฟิลิปปินส์ใช้เงินว่าจ้างกลุ่มคนดังกล่าวมาเคลื่อนไหวบนเฟซบุ๊กโดยเฉพาะ แต่รัฐบาลปฏิเสธว่าไม่ได้ดำเนินการดังกล่าว

ขณะที่ใน “กัมพูชา” นายกรัฐมนตรี ฮุนเซน ซึ่งดำรงตำแหน่งมานับตั้งแต่ปี 1985 ได้ใช้เฟซบุ๊กส่วนตัว ซึ่งมีผู้ติดตามราว 9.7 ล้านคน โพสต์วิดีโอ “ไลฟ์สด” เพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์ความเป็นผู้นำของประชาชน ขณะที่สั่งปิดสื่อกระแสหลัก เช่น หนังสือพิมพ์หรือสถานีวิทยุที่วิพากษ์วิจารณ์การทำงาน

สำหรับใน “เมียนมา” เฟซบุ๊กกลายเป็นพื้นที่ให้กลุ่มสุดโต่งเข้ามาแสดงความเกลียดชังต่อชาวมุสลิม และสร้างความชอบธรรมให้ฝ่ายรัฐบาล กรณีกองกำลังของรัฐปราบปรามชาวโรฮีนจา ชนกลุ่มน้อยชาวมุสลิมในรัฐยะไข่อย่างรุนแรง เมื่อเดือน ส.ค. 2017 ซึ่งคร่าชีวิตชาวโรฮีนจานับพันราย และกว่า 7 แสนรายต้องอพยพหนีความรุนแรงออกจากพื้นที่

“นี่คือเหตุการณ์ที่รัฐสนับสนุนการเผยแพร่ความเกลียดชังทางออนไลน์ โดยเฉพาะในอาเซียน ที่สถาบัน (ประชาธิปไตย) ยังอ่อนแอ เปิดช่องให้เกิดการล้างบางผู้ตั้งคำถามต่อการทำงานของรัฐบาล” มาเรีย เรสซา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของสำนักข่าว แรปเปลอร์ ของฟิลิปปินส์ กล่าว

เฟซบุ๊กอาเซียน เครื่องมือใหม่ผู้นำการเมือง

สถานการณ์ใน 3 ประเทศอาเซียนส่งผลให้เฟซบุ๊กได้รับเสียงวิจารณ์อย่างหนัก โดยปลุกคำถามขึ้นว่า เฟซบุ๊กนั้นให้การหนุนหลังบรรดาผู้นำเผด็จการทั้งทางตรงและทางอ้อมอยู่หรือไม่ ขณะที่เฟซบุ๊กเองก็มีข้อตกลงการค้ากับรัฐบาลในประเทศเหล่านั้น โดยก่อนหน้านี้ เมื่อเดือน พ.ย. เฟซบุ๊กได้จับมือกับรัฐบาลฟิลิปปินส์ในการลงทุนสร้างเครือข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงในเกาะลูซอน ตอนใต้ของประเทศ

“ฉันไม่คิดว่าเฟซบุ๊กตั้งใจจะเลือกข้างใดในสถานการณ์การเมืองในแต่ละประเทศ แต่สุดท้ายแล้ว เฟซบุ๊กก็ตกเป็นเครื่องมือของรัฐบาล เพราะรูปแบบการดำเนินธุรกิจของเฟซบุ๊กที่ต้องร่วมมือกับรัฐบาลท้องถิ่นในแต่ละประเทศ” ศ.แคลริสซา เดวิด จากคณะวารสารศาสตร์ มหาวิทยาลัยฟิลิปปินส์ กล่าว   

ตอบสนองช้าไม่ทันการณ์

ไฟแนนเชียลไทมส์รายงานว่าเฟซบุ๊กจัดปัญหาข่าวลวงและเฮตสปีชจากความขัดแย้งทางการเมืองช้าเกินไป เนื่องจากบริษัทมีพนักงานที่รู้ภาษาท้องถิ่นของประเทศในอาเซียนน้อยเกินไป เมื่อเทียบอัตราการเพิ่มขึ้นของผู้ใช้ที่พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ไม่สามารถตรวจสอบเนื้อหาสุ่มเสี่ยงได้ครอบคลุม 

รายงานยกกรณีเฟซบุ๊กได้ระงับบัญชีของพระวิระทูในเมียนมา เนื่องจากเผยแพร่ข้อความสุดโต่งเมื่อเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งล่าช้าไปนานเกือบ 10 เดือน หลังมหาเถรสมาคมของเมียนมาสั่งห้ามพระวิระทูเทศน์มาตั้งแต่ต้นปี 2017 เพื่อป้องกันการเผยแพร่ถ้อยคำแสดงความเกลียดชัง

อย่างไรก็ดี เฟซบุ๊กกลับสามารถลบเนื้อหาสุ่มเสี่ยงในประเทศภูมิภาค อื่นๆ ได้อย่างรวดเร็ว โดยเมื่อปีที่แล้ว บริษัทแถลงการณ์ว่า ปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) ได้ลบเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มติดอาวุธรัฐอิสลามและกลุ่มก่อการร้ายอื่นออกจากแพลตฟอร์มได้ 99% จากทั้งหมดภายในเวลาเพียงแค่ชั่วโมงเดียวเท่านั้น

ทั้งนี้ ไฟแนนเชียลไทมส์ เสริมว่า กว่าเฮตสปีชหรือถ้อยคำสร้างความขัดแย้งในเมียนมาจะถูกลบต้องใช้เวลามากกว่า 2 วัน เนื่องจากเฟซบุ๊กไม่มีสำนักงานในเมียนมา และมีผู้ตรวจสอบเนื้อหาบนแพลตฟอร์มน้อยเกินไป โดย วิตัวร์ ริโอ นักวิเคราะห์สื่อโซเชียลของเมียนมา กล่าวว่า เฟซบุ๊กไม่ยอมเปิดเผยมาตรการและความคืบหน้าในการสอดส่องดูแลเนื้อหา ทำให้ไม่อาจประเมินความสามารถในการบริหารจัดการเนื้อหาในประเทศ เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ โดยเฟซบุ๊กมีพนักงานที่คอยดูแลตรวจตราเนื้อหาสุ่มเสี่ยงอยู่ 1.5 หมื่นคนทั่วโลก โดยพนักงาน 1,200 คน จากจำนวนดังกล่าวประจำการอยู่ในเยอรมนี และคอยดูแลเนื้อหาของทั้งยุโรปและในอาเซียนไปพร้อมกัน

ข่าวล่าสุด

ทีทีบีเตือนยุค AI งานซ้ำเสี่ยงหาย เร่งสร้างทักษะใหม่

ทีทีบีเตือนยุค AI งานซ้ำเสี่ยงหาย เร่งสร้างทักษะใหม่