
Apple Watch กับคดีฆาตกรรมปริศนา
“ในอนาคตอีกร้อยปีข้างหน้า การตายจะเป็นเพียงปัญหาหนึ่งที่เราสามารถแก้ไขได้”
โดย เอกศาสตร์ สรรพช่าง ภาพ : เอพี/รอยเตอร์ส
“ในอนาคตอีกร้อยปีข้างหน้า การตายจะเป็นเพียงปัญหาหนึ่งที่เราสามารถแก้ไขได้”
ผมจำประโยคนี้ได้ขึ้นใจ จำชื่อของผู้ที่พูดไว้ไม่ได้ แต่จำได้ว่าเป็นนักอนาคตวิทยาคนหนึ่งที่นิตยสาร National Geographic ไปสัมภาษณ์ไว้ เรื่องของการกลัวตายของคนเราและทางออกของปัญหานี้ในอนาคตว่า มีหลายทางออก ตั้งแต่เปลี่ยนถ่ายร่างกาย ไปจนถึงเรื่องของการอัพโหลดตัวเองไปอยู่ในโลกเสมือนให้หมด
สำหรับผม ความตายเป็นทั้งเรื่องน่ากลัว เรื่องน่าตื่นเต้น เป็นความท้าทาย และเป็นแรงขับเคลื่อนของทุกวิทยาการที่เรามีอยู่ตอนนี้ หากเราสามารถมีชีวิตที่เป็นอมตะได้ มนุษย์อาจไม่ต้องดิ้นรนอะไรมากนัก ความสนใจเรื่องความตาย ทำให้ผมอยากหาทางออกให้กับปัญหาที่มากับเรื่องนี้
โปรเจ็กต์ Life Alert เป็นหนึ่งในโครงการที่อยากให้ทุกคนรู้ว่าความตายเป็นเรื่องใหญ่กว่าที่เราคิดไว้มาก Life Alert เป็นโครงการที่ผมได้รับทุนสนับสนุนส่วนหนึ่งจาก TCDC (Thailand Creative and Design Center) ในการพัฒนาให้เป็น Pilot Project เพื่อดูความเป็นไปได้ในการพัฒนาให้เป็นธุรกิจ
ผมสนใจเรื่องของเทคโนโลยีที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงชีวิตความเป็นอยู่ของมนุษย์ เรื่องที่ผมสนใจคือ การทำพินัยกรรมและการจัดการกับเอกสารในชีวิต โครงการนี้ตอนที่เริ่มทำเมื่อปลายปีที่แล้วก็มีคำถามเกิดขึ้นมากมายเหมือนกันว่า เทคโนโลยีเหล่านี้จะได้รับการรับรองและน่าเชื่อถือแค่ไหน ในการนำมาอ้างอิงชีวิตของเราได้ในอนาคต
แต่ผมก็เชื่อว่าไม่ว่าจะอย่างไร เราหนีเทคโนโลยีเหล่านี้ไม่พ้น โดยเฉพาะเทคโนโลยีที่ใกล้ตัวเรามากๆ อย่างสมาร์ทโฟนหรือสมาร์ทวอตช์ อนาคตสองสิ่งนี้จะยิ่งเข้ามีบทบาทกับชีวิตของเรามากขึ้นเรื่อยๆ
ช่วงที่ผมหาข้อมูลเรื่องการทำงานโครงการนี้ ก็พบว่าทั่วโลกเริ่มยอมรับเทคโนโลยีนี้มากขึ้นเรื่อยๆ เช่น กรณีที่ผู้ชายคนหนึ่งในอังกฤษเขียนพินัยกรรมทิ้งไว้ใน Message สมาร์ทโฟน ศาลก็เปิดโอกาสให้มีการสืบสวนมากขึ้นเพื่อให้ตรงตามความต้องการของผู้ตายมากขึ้น
หรือการรับรองลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์มากขึ้นในการเซ็นเอกสารต่างๆ ฯลฯ ซึ่งแสดงว่าสังคมเริ่มให้การยอมรับเทคโนโลยีเหล่านี้ ว่าเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตและนำมาเป็นส่วนประกอบสำคัญในการพิจารณาคดีของศาล
เรื่องล่าสุดที่น่าตื่นเต้นไม่แพ้กัน สำหรับผมมันเหมือนกับหลุดออกมาจากหนังสือชุดคินดะอิจิฯ ก็คือเรื่องที่ตำรวจในออสเตรเลียใช้ข้อมูลจาก Apple Watch ของเหยื่อที่ถูกฆาตกรรมมาเป็นเครื่องพิจารณาการเขียนสำนวนคดี แล้วก็พบว่ามันทำให้คดีพลิก!
คดีนี้เป็นเรื่องของ Myra Nilsson ผู้หญิงอายุ 57 ปี ซึ่งถูกฆาตกรรมและมีผู้พบศพของเธอถูกทิ้งไว้ในที่ทิ้งขยะละแวกอพาร์ตเมนต์ของเธอ ศพถูกมัดมือ มีเทปกาวปิดปาก
จากคำให้การของ Caroline Nilsson ลูกบุญธรรมของเธอ บอกว่าก่อนผู้ตายจะโดนฆาตกรรม เธอเห็นผู้ตายมีปากเสียงกับกลุ่มวัยรุ่นระหว่างที่เธอจะถึงบ้าน แต่ก็ไม่ได้นึกเอะใจอะไร จนกระทั่งมาพบแม่บุญธรรมของเธอนอนเสียชีวิตหลังจากเกิดเหตุการณ์นั้น 3 ชั่วโมงถัดมา
คดีนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2016 และยืดเยื้อมาจนถึงปัจจุบัน เนื่องจากหลักฐานที่ได้จากการเก็บข้อมูลของตำรวจและจากคำให้การของคนรอบข้างไม่สัมพันธ์กัน กระทั่งตำรวจตัดสินใจลองดูข้อมูลด้านสุขภาพจาก Apple Watch ที่ผู้ตายใส่ตอนที่เธอเสียชีวิต จนได้พบหลักฐานที่น่าสนใจ
ตำรวจพบว่าก่อนช่วงเวลาที่เธอจะเสียชีวิต อัตราการเต้นของหัวใจเพิ่มขึ้นสูงและมีการเคลื่อนไหวร่างกายอย่างรวดเร็วและหนักหน่วง หากนับจากเริ่มที่เธอโดนโจมตีจนกระทั่งเวลาที่เธอเสียชีวิต ซึ่งเป็นช่วงที่หัวใจเต้นแรงราว 7 นาที และจากนั้นนาฬิกาก็หยุดบันทึกอัตราการเต้นของหัวใจ
หลังจากที่ตำรวจได้ข้อมูลจาก Apple Watch ทั้งอัตราการเต้นของหัวใจ การเคลื่อนไหวร่างกาย ระดับของการใช้พลังงานของร่างกาย ฯลฯ ก็สรุปได้ว่าผู้ตายน่าจะเสียชีวิตในช่วงเวลาระหว่าง 06.38-06.45 น. และเสียชีวิตจากการโดนทำร้ายแบบไม่ได้คาดคิด หรืออาจเป็นแบบดักซุ่มโจมตี ซึ่งภายหลังเป็นหลักฐานมัดตัวฆาตกร
พบว่าเป็นลูกบุญธรรมของเธอนั่นเองที่เป็นคนลงมือ หลังจากนั้นก็เป็นคนลงมือมัดศพและนำไปทิ้งเพื่อกลบเกลื่อน สาเหตุจูงใจในการลงมือนั้น มาจากการที่เธอมีปากเสียงกับแม่บุญธรรมอย่างรุนแรงจนเกิดการก่อเหตุ ซึ่งช่วงเวลาที่เธอมีปากเสียงกับแม่บุญธรรมก็สอดคล้องกับช่วงเวลาที่แสดงให้เห็นถึงกิจกรรมของผู้ตาย ทั้งอัตราการเต้นของหัวใจ ระดับพลังพุ่งขึ้นสูง และลงเอยด้วยการเสียชีวิตในเวลาต่อมา
จริงๆ นี่เป็นเคสที่ 2 ที่ได้รับความสนใจมากขนาดนี้ อีกเคสหนึ่งที่มีคนพูดถึงมากเหมือนกันเป็นเคสที่เกิดขึ้นเมื่อต้นปีในประเทศเยอรมนี ตำรวจใช้ Health App ที่อยู่ใน iPhone ช่วยในการสืบสวนโดยใช้กิจกรรมทางกาย ภาพของผู้ตายเป็นตัวเปรียบเทียบกับสมมติฐานของตำรวจ และนำมาประกอบกันเพื่อใช้หาหลักฐานที่ผู้ตายจะเสียชีวิต
ทั้งสองเหตุการณ์ยิ่งทำให้บทบาทของเทคโนโลยีด้านสุขภาพและเครื่องมือติดตามตัวแบบ Wearable Gadget ได้รับความสนใจมากขึ้น ทั้งในเรื่องของการพิสูจน์หลักฐานและการใช้ประกอบการพิจารณาคดีต่างๆ ซึ่งก็ไม่แน่ว่าอีกไม่นานสิ่งที่ผมสงสัยอยู่ว่าเราจะมีเทคโนโลยีอะไรไหม ที่จะสามารถส่งข้อความเตือนไปยังคนที่รับผลประโยชน์ในพินัยกรรมของเราเมื่อเราเสียชีวิต โดยที่เราไม่ต้องไปวุ่นวายกับการหาคนมาจัดการ







