
สงครามการค้า กระทบไทยน้อย
การโต้ตอบกันในเชิงนโยบายระหว่างรัฐบาลสหรัฐและจีน
การโต้ตอบกันในเชิงนโยบายระหว่างรัฐบาลสหรัฐและจีน ก่อให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับสงครามทางการค้า โดยเรามองว่าผลกระทบทางตรงที่อาจเกิดขึ้นต่อเศรษฐกิจไทยจะมาจากกลุ่มสินค้าส่งออกจำพวกอิเล็กทรอนิกส์และยานยนต์ที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานของการผลิตของจีน โดยสินค้ากลุ่มนี้คิดเป็นสัดส่วนเพียง 1% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดของประเทศไทย ขณะที่ผลบังคับใช้จริงคงไม่รุนแรง เนื่องจากยังมีโอกาสที่จะเปิดการเจรจามากกว่าจะบังคับใช้จริง
มาตรการภาษีของสหรัฐ
คณะบริหารของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ได้ประกาศมาตรการเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากจีนในอัตรา 25% หรือคิดเป็นมูลค่า 5.0 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 9.9% ของมูลค่าการนำเข้าทั้งหมดจากจีนของสหรัฐ ; 2.2% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดของจีนในปี 2560) โดยมีกลุ่มสินค้าเป้าหมายที่จะเรียกเก็บภาษีตั้งแต่ วัคซีนและผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์อื่นๆ ไปยังเครื่องเป่าหิมะ รถกอล์ฟ รถยนต์ไฟฟ้า เครื่องยนต์เครื่องบินเจ็ต ชิ้นส่วนเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ อาวุธปืนและยุทโธปกรณ์ทางทหาร โดยมาตรการภาษีเหล่านี้จะยังไม่มีผลบังคับใช้จนกว่าจะถึงช่วงกลางเดือน พ.ค. 2561 เป็นอย่างเร็วที่สุด เพราะต้องผ่านการทำประชาพิจารณ์
มาตรการภาษีของจีน
จีนโต้ตอบสหรัฐด้วยมาตรการเก็บภาษีนำเข้าสินค้ากลุ่มอาหารจากสหรัฐ มูลค่า 3,000 ล้านดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม หลังจากที่สหรัฐได้ประกาศมาตรการภาษีของตน ทางรัฐบาลจีนก็โต้ตอบด้วยการเพิ่มถั่วเหลืองในรายการสินค้าเป้าหมาย ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกไปยังจีนที่สำคัญของสหรัฐ จากผลดังกล่าวทำให้สินค้าเป้าหมายที่จีนเรียกเก็บภาษีนำเข้ามีมูลค่าอย่างน้อยเป็น 1.53 หมื่นล้านดอลลาร์ (คิดเป็น 11.7% ของมูลค่าการนำเข้าทั้งหมดจากสหรัฐ ของจีน ; 1% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดของสหรัฐ ในปี 2560) โดยรัฐบาลจีนระบุว่าวันที่มีผลบังคับใช้มาตรการภาษีจะเป็นวันเดียวกับที่สหรัฐบังคับใช้มาตรการเรียกเก็บภาษีจากสินค้าจีน ซึ่งทำให้ดูเหมือนว่าจีนเปิดประตูให้เกิดการเจรจา มากกว่าที่จะตั้งใจบังคับใช้จริง
ผลกระทบจำกัด
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยค่อนข้างน้อย โดยพบว่าสินค้าที่อาจได้รับผลกระทบทางตรง (เมื่อพิจารณาจากสินค้าที่สหรัฐจะปรับเพิ่มภาษี) รวมกันมีสัดส่วนเพียง 0.1% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดของประเทศไทยในปี 2560 ส่วนผลกระทบทางอ้อมผ่านห่วงโซ่อุปทานคิดเป็นสัดส่วนไม่เกิน 1% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด โดยกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และยานยนต์มีความเสี่ยงที่จะตกอยู่ในห่วงโซ่อุปทานของกลุ่มสินค้าเป้าหมายเรียกเก็บภาษีสหรัฐ ทั้งนี้แม้ว่าอาจมีความเสี่ยงต่อการเติบโตของการค้าโลก แต่ด้วยผลกระทบที่คาดว่าจะจำกัดต่อไทย จึงคงประมาณการส่งออกไทยปีนี้ไว้ที่เดิมที่ 5.3%
สำหรับด้านตลาดหุ้นยังมองว่ามีผลกระทบจำกัดต่อประมาณการกำไรของบริษัทจดทะเบียน และคาดว่าจะเกิดการเจรจามากกว่าที่จะเกิดสงครามการค้าขึ้นมาจริง อย่างไรก็ตามคาดว่าตลาดจะกังวลเรื่องดังกล่าวจนถึงเดือน พ.ค. แต่หลังจากมีความชัดเจนตลาดหุ้นจะสามารถปรับขึ้นได้หลังจากนั้น จึงมองการปรับฐานของตลาดเป็นโอกาสในการสะสมหุ้น โดยมองแนวรับของดัชนีหุ้นไทยไว้ที่ 1,700 จุด







