
จี้อาเซียนลดภาษีดึงลงทุน
เมย์แบงก์หนุนไทย-อินโดนีเซีย-ฟิลิปปินส์ ใช้มาตรการภาษีพร้อมออกตราสารหนี้ยาวขึ้น ดึงเงินลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน
เมย์แบงก์หนุนไทย-อินโดนีเซีย-ฟิลิปปินส์ ใช้มาตรการภาษีพร้อมออกตราสารหนี้ยาวขึ้น ดึงเงินลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน
มูซัฟฟาร์ ฮิชาม ประธานฝ่ายธุรกิจให้คำปรึกษาด้านการลงทุนของเมย์แบงก์ กรุ๊ป เปิดเผยว่า รัฐบาลไทย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ควรออกมาตรการจูงใจด้านภาษีและอื่นๆ เพิ่มเติม เพื่อดึงดูดการลงทุนด้านไฟแนนซ์ในภาคส่วนโครงสร้างพื้นฐานให้มากขึ้น
ก่อนหน้านี้ ธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ประเมินว่า กลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ในเอเชียจำเป็นต้องลงทุนยกระดับโครงสร้างพื้นฐานมากกว่า 1.7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ/ปี (ราว 53 ล้านล้านบาท) ระหว่างปี 2016-2030 ซึ่งแม้กลุ่มธนาคารและผู้จัดการสินทรัพย์จะต้องการลงทุนเพิ่ม แต่ก็ยังมีความกังวลถึงความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนที่ผันผวนและการลงทุนระยะยาว
ฮิชาม กล่าวว่า ที่ผ่านมาได้ร่วมมือกับหน่วยงานกำกับดูแลของทั้งสามประเทศ ผลักดันการออกมาตรการทางภาษี เพื่อดึงดูดการลงทุนด้านไฟแนนซ์มากขึ้นทั้งจากสถาบันการเงิน รวมไปถึงบรรดาผู้จัดการกองทุน และกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ (SWF) นอกจากนี้ ยังสนับสนุนให้รัฐบาลทั้ง 3 ชาติ ออกตราสารหนี้สกุลเงินท้องถิ่นในระยะยาวขึ้น ซึ่งที่ผ่านมา มาเลเซียได้ดำเนินการหลายอย่างเพื่อกระตุ้นการลงทุนในตลาดตราสารหนี้สกุลเงินริงกิตไปแล้ว อาทิ การลดหย่อนอากรแสตมป์ในการซื้อตราสารศุกูก
ขณะที่ก่อนหน้านี้ นายกรัฐมนตรี เหวียนชวนฟุก ของเวียดนาม ได้เปิดเผยในการประชุมระดับผู้นำภาคธุรกิจ ในกรุงฮานอยเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า รัฐบาลกำลังพิจารณาปรับลดภาษีนิติบุคคลจาก 20-22% เป็น 15-17% เพื่อดึงดูดนักลงทุนและเพิ่มขีดการแข่งขันให้กับธุรกิจเวียดนาม
เหวียนชวนฟุกยังย้ำถึงความพยายามของรัฐบาลในการสร้างบรรยากาศที่เหมาะแก่การลงทุน โดยระบุว่าจะเร่งพัฒนาระบบการทำงานของหน่วยงานรัฐบาล ปรับปรุงกฎหมายให้เอื้อแก่นักลงทุน เพิ่มขอบเขตการบริหารงานหน่วยงานรัฐบาล และยังให้คำมั่นว่ารัฐบาลจะให้การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาและนวัตกรรมของบรรดาสตาร์ทอัพ
ทั้งนี้ เวิลด์แบงก์เพิ่มอันดับเวียดนาม 14 อันดับในการจัดอันดับความยากง่ายในการประกอบธุรกิจเมื่อปีที่แล้ว ขณะที่เวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรัมปรับเพิ่มอันดับเวียดนาม 5 อันดับในการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขัน







