posttoday
รัฐต้องสื่อสารให้ดี

รัฐต้องสื่อสารให้ดี

06 เมษายน 2561

ช่วงนี้มีข่าวจากฝั่งภาครัฐหลายเรื่องที่เหมือนว่าจะติดขัดด้านการทำงานพอสมควร

โดย ปิยะณัฐ อรัญญาเกษมสุข

ช่วงนี้มีข่าวจากฝั่งภาครัฐหลายเรื่องที่เหมือนว่าจะติดขัดด้านการทำงานพอสมควร อาจเป็นเพราะสังคมและ ผู้ที่เกี่ยวข้องยังไม่เข้าใจเจตนาจากฝั่งภาครัฐเองก็เป็นได้ ซึ่งไม่ว่าเรื่องไหนภาครัฐเองควรปูพื้นฐานความเข้าใจ ต่อประชาชนและผู้เกี่ยวข้องก่อน ทุกครั้งเพื่อความโปร่งใสและเข้าใจง่าย

ยกตัวอย่างเช่น เรื่อง “กองทุนไทยแลนด์ฟิวเจอร์ฟันด์” ที่ถูก “สหภาพรัฐวิสาหกิจการทางพิเศษแห่งประเทศไทย” ฟ้องถึงศาลปกครองให้ยุติการจัดตั้งกองทุน ทำให้กองทุนต้องถูกเลื่อนวันเปิดตัวมา เรื่องนี้ส่งผลเสียต่อประเทศไทยอย่างมาก เพราะกองทุนไทยแลนด์ฟิวเจอร์ฟันด์ที่ว่านี้จะช่วยแบ่งเบาภาระ “หนี้สาธารณะ” ของฝั่งภาครัฐ ซึ่งเราเองก็กลัวว่าหนี้สาธารณะจะสูงเกินไป

การจัดตั้งกองทุนโครงสร้างพื้นฐานรูปแบบนี้ถือเป็นการระดมทุนจากตลาดทุนโดยตรงและจัดตั้งขึ้นภายใต้ประกาศและหลักเกณฑ์ของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ด้วย ซึ่งภาครัฐเองจะให้เงินตั้งต้นมาจำนวน 1 หมื่นล้านบาท ซึ่งในเฟสแรกจะระดมทุนจำนวน 4.4 หมื่นล้านบาท

ทำไมยิ่งเลื่อนการจัดตั้งกองทุนนี้จึงเกิดผลเสียต่อประเทศ เพราะกองทุนไทยแลนด์ฟิวเจอร์ฟันด์แตกต่างจากกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานทั่วไปที่ไปเน้นการลงทุนในโครงการ ที่สร้างเสร็จและรับรู้รายได้แล้ว (Brownfield Project) ซึ่งกองทุนไทยแลนด์ฟิวเจอร์ฟันด์จะเน้นลงทุนในโครงการที่ยังสร้างไม่เสร็จ (Greenfield Project) โดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง เช่น ทางด่วน มอเตอร์เวย์ และรถไฟความเร็วสูง เป็นต้น โดยผลตอบแทนของผู้ลงทุน (Dividend) คือ รายได้จากโครงการต่างๆ ที่กองทุนเข้าไปลงทุนสร้างนั่นเอง

ดังนั้น ยิ่งระดมเงินในกองทุนนี้ได้เร็วและมากเท่าใด ความเจริญก้าวหน้าของประเทศด้านคมนาคมขนส่งจะยิ่งก้าวหน้ามากขึ้นเท่านั้น ให้ดูตัวอย่างในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านของเราเช่นมาเลเซียและสิงคโปร์ ที่ธุรกิจด้านโครงสร้างพื้นฐานถูกลงทุนโดยกองทุนเกือบทั้งหมด ทำให้การพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานทำได้รวดเร็วมากและมีความโปร่งใส ถ้าภาครัฐของไทยเราหัดสื่อสารให้ชัดเจนคงสามารถดำเนินการจัดตั้งกองทุนได้ราบรื่นกว่านี้เป็นแน่

อีกเรื่องคือการที่ “คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ” (กสทช.) ออกมาชงให้ คสช.ช่วยใช้มาตรา 44 เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลและมือถือในแง่ของการเลื่อนชำระค่าธรรมเนียมเป็นระยะเวลา 3 ปี สำหรับทีวี และ 5 ปีสำหรับค่ายมือถือ ซึ่งประชาชนและสื่อหลายสำนักออกมาตั้งข้อสังเกตว่าเป็นการเอื้อต่อเอกชนและกลุ่มทุนใหญ่หรือไม่

ต้องบอกก่อนว่าธุรกิจทั้งสองประเภทถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสารในประเทศไทยที่ต้องใช้งบลงทุนต่อปีเยอะพอสมควร โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการด้านโทรศัพท์มือถือ ที่ต้องขยายโครงข่ายของตนเอง (Capital Expenditure) ให้ครอบคลุมพื้นที่ในประเทศให้มากที่สุดแถมราคาค่าโทรศัพท์รวมถึงพวกดาต้าในประเทศไทยยังถูกกว่ากลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน เช่น มาเลเซียหรือสิงคโปร์พอสมควร ซึ่งสองเรื่องนี้ทั้งเรื่องสัญญาณครอบคลุมและค่าโทรที่เข้าถึงได้เป็นเงื่อนไขของ กสทช.อยู่แล้วที่ต้องควบคุมผู้ประกอบการมือถือ เพื่อประโยชน์ของคนในประเทศ แต่พอถึงเวลาที่ต้องให้ผู้ประกอบการจ่ายค่าประมูลเป็นก้อน (Bullet Payment) ผู้ประกอบการยังไม่พร้อมเพราะต้อง เตรียมเงิน เพื่อลงทุนอัพเกรดและขยายโครงข่ายต่อไปตามเงื่อนไขของ กสทช.แถมผู้ประกอบการแบบ AIS ยังมีกำไรสุทธิที่ลดลงมาตลอด 2 ปี ที่ผ่านมาเหลือแค่ประมาณ 3 หมื่นล้านบาท ในปีล่าสุด ส่วน TRUE ผลประกอบการยังห่างไกลจากจำนวนเงินที่ต้องจ่ายค่าคลื่นความถี่มากโข

ถ้าทั้งสองเจ้าต้องจ่ายค่าคลื่นความถี่ตอนนี้จะกระทบงบลงทุนต่อปีเป็นแน่ ถึงบางคนจะบอกว่าธนาคารน่าจะเข้ามาให้เงินกู้ได้ในกรณีนี้ แต่ถ้าเราลองมองในข้อมูลเชิงลึกกันจริงๆ ฟาก AIS มีอัตราสัดส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) เกิน 4.5 เท่าไปเรียบร้อยแล้ว ซึ่งสูงมากๆ ถ้าเทียบกับอัตราปกติ ส่วน TRUE ถึง D/E Ratio จะไม่สูงมาก แต่กำไรจากการดำเนินงาน (Operating Profit) ยังติดลบในปีล่าสุดและไม่น่าจะมี Cash Flow เพียงพอ ถ้าต้องจ่ายเงินก้อนและยังต้องลงทุนเพิ่มเติมอีก หากค่ายมือถือต้องชำระค่าคลื่นความถี่จริงๆ การขยายโครงข่ายและการอัพเกรดระบบอาจไม่สามารถทำได้ หาก Cash Flow เกิดสะดุดขึ้นมาและเรื่องนี้ไม่มีใครสามารถมารับประกันได้ว่าจะไม่เกิดขึ้น

เพื่อผลประโยชน์ของคนไทย โดยให้ค่ายมือถือยังสามารถดำเนินกิจการต่อไปได้อย่างปกติและสามารถสนับสนุนการเจริญเติบโตของประเทศต่อไปได้ เนื่องจากถือเป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่แม้แต่ภาครัฐเองยังไม่กล้าที่จะลงทุนหนักขนาดนี้ การขอเลื่อนชำระค่าคลื่นความถี่ออกไปดูจะมีเหตุผลอยู่พอสมควร และข้อมูลแบบนี้ภาครัฐต้องสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจเสียก่อนที่จะมาขอใช้มาตรา 44 ช่วยเหลือ

หรือภาครัฐเองอาจต้องเข้าไปช่วยในรูปแบบอื่น เช่น การให้เงินกู้โดยธนาคารรัฐแก่ค่ายมือถือเพื่อความแน่นอนของ Cash Flow ซึ่งสามารถทำให้ค่ายมือถือดำเนินธุรกิจต่อไปได้อย่างราบรื่น เพื่อให้คนไทยมีโครงข่ายที่ทันสมัยและราคาสมเหตุสมผลใช้

ภาครัฐคงต้องหัดพรีเซนต์แบบพวกผู้ผลิตมือถือเวลาเขาเปิดตัว มือถือรุ่นใหม่กัน เพราะคนไทยยุคนี้ต้องการข้อมูลที่กระชับ ชัดเจน และเกิด Impact ต่อความรู้สึก ให้คิดซะว่าถ้าจะขายไอเดียให้คนไทยภาครัฐคงต้องพยายามกันมากว่านี้ เพราะพวกเรามันไม่ใช่หมูๆ

ข่าวล่าสุด

ทีทีบีเตือนยุค AI งานซ้ำเสี่ยงหาย เร่งสร้างทักษะใหม่

ทีทีบีเตือนยุค AI งานซ้ำเสี่ยงหาย เร่งสร้างทักษะใหม่