
ปุ๋ยสั่งตัด
ท่านรองนายกรัฐมนตรี (ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์)
โดย วิฑูรย์ สิมะโชคดี
ท่านรองนายกรัฐมนตรี (ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์) ได้เปิดเผยระหว่างการมอบนโยบายช่วยเหลือเกษตรกรให้แก่หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ว่า “ต้องการให้ไปหาแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรเพื่อลดต้นทุน 2 ด้าน คือ ต้นทุนด้านการผลิต และต้นทุนด้านการเงิน”
ต้นทุนด้านที่หนึ่ง คือ ต้นทุนการผลิตจากราคาปุ๋ยที่สูงมาก ที่ผ่านมารัฐทำอะไรไม่ได้ ผู้ผลิตก็มีรายใหญ่อยู่ไม่กี่ราย ผลิตอะไรออกมาเกษตรกรก็ต้องซื้อตามนั้น โดยให้ไปหารือกับผู้ผลิตปุ๋ยเพื่อขอความร่วมมือให้ลดราคาลงมา เพื่อคืนกำไรให้สังคมบ้าง
นอกจากนี้ ต้องการให้เข้ามาผลิต “ปุ๋ยสั่งตัด” หรือปุ๋ยที่ผลิตตามความต้องการเชิงพื้นที่ โดยยึดแผนที่ทางการเกษตรเป็นหลักว่า พื้นที่ใดต้องการปุ๋ยเพื่อเป็นอาหารเสริมแบบใด และนำมาขายผ่านสหกรณ์การเกษตรที่เข้มแข็ง ซึ่งปัจจุบันมีอยู่กว่า 1,000 แห่ง
สำหรับต้นทุนด้านที่สอง คือ ต้นทุนด้านการเงิน ปัจจุบันเกษตรกรกู้เงินในอัตราดอกเบี้ยที่สูงมาก โดยเงินกู้ ธ.ก.ส.อัตราดอกเบี้ยลูกค้าปกติ 7% ต่อปี บางรายที่เครดิตไม่ดีจะสูงถึง 11% ขอให้ไปพิจารณาว่าจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงเหลือ 4% ได้หรือไม่ โดยส่วนที่ธนาคารต้องสูญเสียรายได้ดอกเบี้ยไปให้ไปคำนวณว่าเป็นวงเงินเท่าใด ทางกระทรวงการคลังพร้อมจะช่วยเหลืออยู่
ในประเด็นเรื่อง “ปุ๋ยสั่งตัด” ที่ท่านรองนายกฯ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ให้นโยบายไว้นั้น ถือเป็นเป้าหมายที่จะช่วยเหลือเกษตรกรในการลดต้นทุนการผลิตที่มีความเป็นไปได้อย่างยิ่ง
เพื่อนร่วมรุ่นของผมที่มีความรู้เรื่อง “ปุ๋ยสั่งตัด” นี้ ได้อธิบายให้ผมฟังด้วยการทำการวิเคราะห์เรื่อง “ปุ๋ยสั่งตัด” ด้วยการแจกแจงในข้อดี ข้อเสีย โอกาส และอุปสรรค (ตามแนวทางของ “SWOT Analysis” ในวิชายุทธศาสตร์) ดังนี้
ข้อดี (Strength) ก็คือ ลดต้นทุนค่าปุ๋ยได้ ทำให้เกษตรกรสามารถใช้ปุ๋ยเท่าที่จำเป็นและเหมาะสมกับความต้องการของพืชและพื้นที่เพาะปลูก เพราะปุ๋ยที่ขายอยู่ในท้องตลาดเป็นปุ๋ยผสมเสร็จพร้อมใช้ และมีสูตรปุ๋ยที่จำกัด เหมาะกับฟาร์มขนาดใหญ่
ข้อเสีย (Weakness) ก็คือ ไม่เหมาะกับเกษตรกรที่เป็นรายเล็ก ที่ขาดการรวมตัว และไม่มีอำนาจต่อรอง และปุ๋ยสั่งตัดเป็นวิธีการที่ยุ่งยาก เช่น ต้องผสมเอง (ไม่มีเครื่องผสม) เสียเวลา ต้องมีการวิเคราะห์ธาตุอาหารในดิน (เกษตรกรต้องรู้วิธีการสุ่มตัวอย่างดิน และต้องมีห้องแล็บเพียงพอที่จะวิเคราะห์ตัวอย่างดินด้วย) แม่ปุ๋ยที่ใช้ นอกจากปุ๋ยยูเรีย 46-0-0 และปุ๋ยแอมโมเนียมซัลเฟท 21-0-0 ที่ใช้เป็นแม่ปุ๋ยสำหรับธาตุไนโตรเจนแล้ว มักจะหาซื้อยากในท้องตลาด เช่น ไดแอมโมเนียมฟอสเฟต (DAP) และ MOP 0-0-60 หาซื้อได้ยากในท้องตลาด เมื่อผสมเสร็จแล้วควรจะต้องใช้ให้หมดโดยเร็ว
โอกาส (Opportunity) ก็คือ โดยที่รัฐบาลสนับสนุนการทำเกษตรแปลงใหญ่อยู่แล้ว ภาครัฐจึงสามารถจัดซื้อแม่ปุ๋ยโดยการประมูล ภาครัฐสามารถให้บริการฝึกอบรม การสุ่มตัวอย่างและมีห้องปฏิบัติการ (แล็บ) เพียงพอ ทำงานได้เร็ว
อุปสรรค (Threat) ก็คือ ความพร้อมของเกษตรกร แม่ปุ๋ยไม่พร้อมในตลาด ความพร้อมของห้องปฏิบัติการเพื่อให้เกษตรกรใช้ปัจจัยการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพตามความต้องการของพืชและดิน ตามแนวความคิดของเกษตรแม่นยำ (Precision Farming)
ดังนั้น สิ่งที่สำคัญก็คือ ภาครัฐจะต้องเป็นผู้ทำการจัดซื้อวัตถุดิบ เช่น แม่ปุ๋ย เครื่องผสมที่มีขนาดที่เหมาะสม และอื่นๆ เพื่อใช้ในโครงการเกษตรแปลงใหญ่ (โดยเกษตรกรรายเล็กรายน้อย จะต้องรวมตัวกันเป็นเครือข่ายเป็นรายใหญ่ เพื่อสร้างอำนาจต่อรองในการซื้อปุ๋ยสั่งตัด) ในช่วงแรกจะต้องให้บริการเก็บตัวอย่างดินและวิเคราะห์ตัวอย่างดิน เรื่องสุดท้ายที่ต้องทำเพื่อให้ครบวงจรก็คือ ต้องวิเคราะห์หาความต้องการธาตุอาหารของพืชในแต่ละระยะการเจริญเติบโตด้วย







