posttoday

อรุณรุ่งที่พนมรุ้ง

01 เมษายน 2561

ต้นเดือน เม.ย.ของทุกปี เป็นช่วงเวลาที่มีเหตุการณ์หนึ่งเกี่ยวกับดวงอาทิตย์เกิดขึ้น ณ ปราสาทพนมรุ้ง

โดย วรเชษฐ์ บุญปลอด

ต้นเดือน เม.ย.ของทุกปี เป็นช่วงเวลาที่มีเหตุการณ์หนึ่งเกี่ยวกับดวงอาทิตย์เกิดขึ้น ณ ปราสาทพนมรุ้ง ต.ตาเป๊ก อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.บุรีรัมย์ นั่นคือการที่ดวงอาทิตย์ขึ้นตรงแนวประตูของปราสาท ซึ่งวางตัวอยู่ในแนวทิศตะวันออก-ตะวันตก โดยประมาณ ทำให้แสงอาทิตย์ลอดผ่าน 15 ช่องประตู วันนั้นแสงอาทิตย์จึงสาดส่องเข้าไปต้องพระศิวลึงค์ที่ประดิษฐานภายในปราสาท และทำให้ผู้ที่ยืนอยู่ห่างออกไปทางประตูด้านทิศตะวันตกขององค์ปราสาท สามารถมองเห็นดวงอาทิตย์ขึ้นอยู่ภายในกรอบประตู

ปราสาทพนมรุ้งเป็นหนึ่งในปราสาทขอมโบราณที่ถูกสร้างขึ้นในช่วงพุทธศตวรรษที่ 15-17 สมัยที่อาณาจักรขอมรุ่งเรือง แผ่ขยายขอบเขตมาถึงบริเวณซึ่งเป็นพื้นที่ของประเทศไทยในปัจจุบัน ปราสาทตั้งอยู่บนภูพนมรุ้ง เป็นปากปล่องภูเขาไฟซึ่งดับแล้ว เปรียบเสมือนเขาไกรลาสอันเป็นที่ประทับของพระศิวะ ปราสาทหันหน้าไปทางทิศตะวันออก ทำให้มีสองช่วงของปีที่เราสามารถมองเห็นดวงอาทิตย์ขึ้นตรงแนวของประตู 15 ช่อง ซึ่งเรียงตัวกันอยู่ในแนวใกล้เคียงกับทิศตะวันออก-ทิศตะวันตก และมีอีกสองช่วงของปีที่ดวงอาทิตย์ตกตรงแนวของประตู

ข้อมูลจากวารสารเมืองโบราณ เขียนโดยนงคราญ สุขสม ระบุว่าไม่มีหลักฐานทางโบราณคดีใดๆ ที่จารึกถึงเหตุการณ์นี้ และก่อนการบูรณปฏิสังขรณ์ ก็ไม่มีใครทราบเกี่ยวกับปรากฏการณ์แสงอาทิตย์ลอดผ่านช่องประตู เนื่องจากชั้นหลังคาของปราสาทประธานและมณฑปด้านหน้าถล่มลงมาปิดไว้ ไม่สามารถมองเห็นทะลุถึงกันได้ จนกระทั่งการบูรณะเสร็จสิ้น นักโบราณคดีและเจ้าหน้าที่กรมศิลปากรจึงสังเกตเห็นว่าแสงอาทิตย์ส่องผ่านช่องประตูในต้นเดือน เม.ย. แต่เดิมที่มีประเพณีขึ้นเขาพนมรุ้งในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 5 และแรม 1 ค่ำ เดือน 5 จึงลดความสำคัญลง จ.บุรีรัมย์ และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยหันไปประชาสัมพันธ์และจัดงานขึ้นเขาพนมรุ้งในช่วงใกล้วันที่มีปรากฏการณ์แสงอาทิตย์ส่องผ่านช่องประตู เพื่อเชิญชวนให้นักท่องเที่ยวเดินทางมาชมดวงอาทิตย์ขึ้น

ทางดาราศาสตร์ วันสำคัญเกี่ยวกับดวงอาทิตย์คือวันที่ดวงอาทิตย์ขึ้นและตกตรงแนวทิศตะวันออกและทิศตะวันตกจริง ซึ่งปัจจุบันตรงกับประมาณวันที่ 20-21 มี.ค. คือวันวสันตวิษุวัต แปลว่าวันที่มีระยะเวลากลางวันกับกลางคืนเท่ากันในฤดูใบไม้ผลิ ปรากฏการณ์ดวงอาทิตย์ขึ้นลอดประตูปราสาทพนมรุ้งไม่ได้เกิดขึ้นในวันดังกล่าว เนื่องจากแนวประตูไม่ได้อยู่ในแนวทิศตะวันออก-ตะวันตกพอดี แต่เบี่ยงไปเป็นมุมประมาณ 5.5 องศา โดยด้านทิศตะวันออกเบี่ยงไปทางทิศเหนือ ด้านทิศตะวันตกจึงเบี่ยงไปทางทิศใต้ด้วยมุมค่าเดียวกัน ทำให้วันที่ดวงอาทิตย์ขึ้นตรงแนวประตูเกิดหลังจากวสันตวิษุวัตประมาณ 2 สัปดาห์ และวันที่ดวงอาทิตย์ตกตรงแนวประตูเกิดก่อนวสันตวิษุวัตประมาณ 2 สัปดาห์ เช่นเดียวกัน

ในรอบปีหนึ่ง หากสภาพท้องฟ้าเอื้ออำนวย ดวงอาทิตย์จะส่องแสงลอดประตูปราสาททั้งหมด 4 ช่วง ได้แก่ ดวงอาทิตย์ตกในช่วงวันที่ 6-7 มี.ค. ดวงอาทิตย์ขึ้นในช่วงวันที่ 3-4 เม.ย. ดวงอาทิตย์ขึ้นในช่วงวันที่ 9-10 ก.ย. และดวงอาทิตย์ตกในช่วงวันที่ 6-7 ต.ค. ปรากฏการณ์ในเดือน ก.ย.และ ต.ค.มักมีเมฆฝนบดบัง จึงไม่ค่อยได้รับความสนใจ

จากข้อมูลการวัดขนาดประตูและมุมของขอบฟ้าเทียบกับกรอบประตูโดยลอย ชุนพงษ์ทอง ผู้เขียนคำนวณได้ว่าปีนี้วันที่สังเกตดวงอาทิตย์ขึ้นภายในกรอบประตูจะทำได้ดีที่สุดในเช้าวันอังคารที่ 3 เม.ย. และวันพุธที่ 4 เม.ย. 2561 ระหว่างเวลาประมาณ 06.03-06.09 น. วันที่ 2 เม.ย.ก็พอจะเห็นได้ แต่ไม่เห็นดวงอาทิตย์ทั้งดวง แนวของดวงอาทิตย์จะอยู่ตรงกรอบด้านขวาของประตู ส่วนวันที่ 5 เม.ย. แนวของดวงอาทิตย์อยู่ทางกรอบด้านซ้ายบนของประตู และมีเวลาเห็นได้สั้นมาก

วันที่ดวงอาทิตย์ตกภายในกรอบประตูครั้งแรกของปีคือวันที่ 5-8 มี.ค. 2561 (โดยเฉพาะวันที่ 6 และ 7) ซึ่งผ่านไปแล้ว เกิดขึ้นระหว่างเวลา 18.11-18.17 น. สำหรับอีกสองช่วงในปลายปี วันที่ดวงอาทิตย์ขึ้นภายในกรอบประตูคือวันที่ 8-10 ก.ย. 2561 (โดยเฉพาะวันที่ 9 และ 10) ระหว่างเวลา 05.57-06.03 น. และวันที่ดวงอาทิตย์ตกภายในกรอบประตูคือวันที่ 5-7 ต.ค. 2561 (โดยเฉพาะวันที่ 6 และ 7) ระหว่างเวลา 17.48-17.54 น. สำหรับในปีอื่นๆ บางปีอาจมีวันที่สังเกตได้ดีที่สุดต่างจากนี้ได้หนึ่งวัน แต่โดยส่วนใหญ่ไม่ต่างไปจากนี้ สำหรับช่วงเวลายังคงใกล้เคียงกัน สามารถใช้ได้สำหรับทุกปี

จากข้อมูลดังกล่าว มีการถกกันในเชิงวิชาการเพื่อหาคำตอบว่าผู้สร้างมีความตั้งใจหรือไม่ที่จะให้แสงอาทิตย์ลอดผ่านช่องประตูในวันสำคัญวันใดวันหนึ่ง ซึ่งหากใช้ข้อมูลที่แม่นยำทางดาราศาสตร์และตั้งใจให้ตรงกับดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออกบนท้องฟ้าจริง เหตุการณ์นี้ก็ควรจะเกิดในวันวสันตวิษุวัต แต่ความจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น ซึ่งอาจเป็นเพราะสาเหตุอื่นๆ อ.นิพนธ์ ทรายเพชร ราชบัณฑิต เคยเสนอว่าผู้ออกแบบอาจใช้เข็มทิศแม่เหล็กในการกำหนดทิศ ซึ่งแนวของสนามแม่เหล็กบริเวณประเทศไทยไม่ตรงกับทิศเหนือทางภูมิศาสตร์ ทำให้แนวของประตูซึ่งควรตั้งฉากกับทิศเหนือผิดไปจากทิศตะวันออกจริง

สมมติฐานหนึ่งตั้งข้อสังเกตว่าการที่วันดวงอาทิตย์ตกในต้นเดือน มี.ค และดวงอาทิตย์ขึ้นในต้นเดือน เม.ย.ห่างกันประมาณ 28 วัน อาจเกี่ยวข้องกับคาบการโคจรของดวงจันทร์รอบโลกซึ่งยาวนาน 27.3 วัน หรือแม้กระทั่งผู้สร้างอาจไม่ได้วางแผนให้เกี่ยวข้องกับดวงอาทิตย์บนท้องฟ้า เพียงแต่กำหนดให้หันหน้าไปทางทิศตะวันออกอย่างคร่าวๆ เท่านั้น

สมมติฐานหนึ่งที่ผู้เขียนเห็นด้วยว่ามีโอกาสเป็นไปได้ เสนอโดยลอย ชุนพงษ์ทอง ระบุว่าผู้ออกแบบอาจกำหนดให้แนวประตูตรงกับตำแหน่งดวงอาทิตย์ขึ้นในวันเถลิงศกตามคัมภีร์สุริยยาตร์ ซึ่งจากการคำนวณของผู้เขียน เห็นตรงกันว่าเมื่อย้อนไปในกลางพุทธศตวรรษที่ 17 ดวงอาทิตย์ขึ้นในวันเถลิงศกจะส่องผ่านช่องประตูปราสาทพอดี ซึ่งวันนั้นตรงกับวันที่ 26 มี.ค. ตามปฏิทินจูเลียน แต่มีเงื่อนไขว่าการออกแบบเช่นนี้ต้องกระทำในช่วงศตวรรษดังกล่าว ไม่ได้เกิดขึ้นในพุทธศตวรรษที่ 15 เพราะวันดวงอาทิตย์ขึ้นผ่านช่องประตูจะคลาดไปจากวันเถลิงศก 2-3 วัน

ปรากฏการณ์ท้องฟ้า (1-8 เม.ย.)

หากท้องฟ้าทิศตะวันตกในเวลาหัวค่ำไม่มีเมฆบดบัง ดาวศุกร์เป็นดาวเคราะห์สว่างดวงเดียวที่เห็นได้ในช่วงเวลานี้ โดยปรากฏเป็นดาวสว่างอยู่เหนือขอบฟ้า กลางสัปดาห์ดาวศุกร์ตกลับขอบฟ้าในเวลาประมาณ 2 ทุ่ม ดาวศุกร์กำลังเคลื่อนห่างจากดวงอาทิตย์มากขึ้น ทำให้ตกช้าลงทีละน้อย เฉลี่ยราววันละหนึ่งนาทีเศษเมื่อเทียบกับวันก่อนหน้า

ดาวอังคาร ดาวพฤหัสบดี และดาวเสาร์ อยู่บนท้องฟ้าให้สังเกตได้ดีในเวลาเช้ามืด ดาวพฤหัสบดีอยู่ในกลุ่มดาวคันชั่ง เริ่มเห็นขึ้นมาอยู่เหนือขอบฟ้าด้านทิศตะวันออกที่มุมเงย 10 องศา ตั้งแต่เวลาประมาณ 3 ทุ่มครึ่ง ดาวอังคารและดาวเสาร์ซึ่งอยู่ในกลุ่มดาวคนยิงธนู ตามขึ้นมาให้สังเกตได้ดีตั้งแต่เวลาประมาณตี 1 จากนั้นดาวเคราะห์ทั้งสามจะเคลื่อนสูงให้สังเกตได้ดีขึ้น

สัปดาห์นี้ดาวอังคารผ่านใกล้ดาวเสาร์ เข้าใกล้กันที่สุดในเช้ามืดวันที่ 3 เม.ย. ที่ระยะห่าง 1.3 องศา หรือใกล้เคียงกับการนำดวงจันทร์เพ็ญสามดวงมาวางเรียงต่อกันบนท้องฟ้า การมองเห็นดาวเคราะห์อยู่ใกล้กันบนฟ้าเป็นเพียงมุมมองจากผู้สังเกตบนโลก แท้จริงดาวเคราะห์ทั้งสองต่างก็อยู่ไกลกันมากในอวกาศ

หลังจันทร์เพ็ญในวันที่ 31 มี.ค. ซึ่งเป็นจันทร์เพ็ญครั้งที่ 2 ของเดือน มี.ค. 2561 สัปดาห์นี้เข้าสู่ข้างแรม ดวงจันทร์จะค่อยๆ มีพื้นที่ด้านสว่างลดลงจากเกือบเต็มดวงในวันแรกๆ ของเดือน ไปเหลือครึ่งดวงในวันที่ 8 เม.ย. วันที่ 1 เม.ย. ดวงจันทร์ขึ้นในเวลาประมาณ 1 ทุ่มครึ่ง หลังจากนั้นขึ้นช้าลงประมาณวันละ 50 นาที และเราจะเห็นดวงจันทร์อยู่บนท้องฟ้าด้านทิศตะวันตกในเวลาเช้ามืดของทุกวันตลอดสัปดาห์นี้

เช้ามืดวันพุธที่ 4 เม.ย. ดวงจันทร์ผ่านใกล้ดาวพฤหัสบดีที่ระยะ 4 องศา วันอาทิตย์ที่ 8 เม.ย. ดวงจันทร์เคลื่อนไปอยู่ใกล้ดาวอังคารและดาวเสาร์ ห่างดาวอังคาร 3 องศา และห่างดาวเสาร์ 5 องศา ขณะที่อยู่ใกล้กัน เราอาจสังเกตเห็นว่าดวงจันทร์สว่างมากกว่าครึ่งดวงเล็กน้อย เวลาบ่ายสองโมงของวันนั้น ซึ่งดวงจันทร์ตกลับขอบฟ้าไปแล้ว ส่วนสว่างจึงจะเหลือครึ่งดวงพอดี

ข้อมูลเกี่ยวกับการพยากรณ์การตกของสถานีอวกาศเทียนกง-1 ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา แสดงว่ามีความเป็นไปได้ค่อนข้างสูงที่สถานีอวกาศของจีนแห่งนี้อาจตกภายในวันอาทิตย์ที่ 1 เม.ย. 2561 หากคุณผู้อ่านได้อ่านบทความนี้ในเช้าวันอาทิตย์ จึงมีความเป็นไปได้ที่สถานีอวกาศอาจตกไปแล้วไม่นาน หรือใกล้จะตกในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า หากมีความคลาดเคลื่อนทำให้ล่าช้าก็ไม่น่าจะเกินวันที่ 2 เม.ย. ทั้งนี้จากการคำนวณพบว่าวันที่ 1 เม.ย. สถานีอวกาศเทียนกง-1 มีโอกาสผ่านบริเวณประเทศไทยในเวลาประมาณ 12.10 น. และวันที่ 2 เม.ย. เวลาประมาณ 02.15 น. และ 11.30 น. หากตกใกล้เคียงกับเวลาดังกล่าว ก็มีความเป็นไปได้ที่อาจมองเห็นได้จากประเทศไทย อย่างไรก็ตามเราไม่ทราบเวลาตกที่แน่นอน อาจไม่เห็นจากประเทศไทยเลยก็ได้ หากมีความคืบหน้าที่น่าสนใจ เช่น มีโอกาสตกใกล้ประเทศไทย ผู้เขียนจะนำเสนอข้อมูลผ่านเว็บไซต์ของสมาคมดาราศาสตร์ไทย - thaiastro.nectec.or.th

ข่าวล่าสุด

เตือนประชาชน เช็ค AIS ก่อนแชร์! ลดข่าวคลาดเคลื่อน กรณีเรือบรรทุกน้ำมัน