posttoday
การเลือกตั้งที่เหมาะสมกับประเทศไทย (1)

การเลือกตั้งที่เหมาะสมกับประเทศไทย (1)

01 เมษายน 2561

สมมติว่าปีหน้าก็ยังไม่มีการเลือกตั้ง

โดย ทวี สุรฤทธิกุล

สมมติว่าปีหน้าก็ยังไม่มีการเลือกตั้ง

ที่หลายๆ คนเชื่อว่าอาจจะไม่มีการเลือกตั้งก็เพราะ “ผู้มีอำนาจ” พยายาม “หน่วงเหนี่ยว” หนทางที่จะไปสู่การเลือกตั้งนั้นเสียเหลือเกินจนผิดสังเกต ด้วยเหตุนี้ผู้เขียนจึงอยากจะให้เราลองมา“ทำอะไรเล่นๆ” ระหว่างที่รอการเลือกตั้ง ซึ่งไม่รู้ว่าจะมีขึ้นจริงได้เมื่อไหร่นั้น นั่นคือการคิดหาระบบการเลือกตั้งที่ “เหมาะสมกับประเทศไทย” แทนที่จะมาลุ้นด้วยความระทึกใจถึงระบบการเลือกตั้งที่ถูกใจท่านผู้มีอำนาจ

ค่อนข้างจะเป็นข้อสรุปที่ “มั่นคงแข็งแรง” ที่เรียกได้ว่าเป็น “ทฤษฎี” เกี่ยวกับระบอบประชาธิปไตยที่รวมถึงระบบการเลือกตั้ง อันจะนำไปสู่คุณภาพและประสิทธิภาพของระบอบประชาธิปไตยในแต่ละประเทศว่า “ประชาธิปไตยไม่ใช่ผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป หากจะนำไปใช้จะต้องมีการปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับแต่ละสังคม” ที่รวมถึงการปรับแต่งระบบการเลือกตั้งให้มีความเหมาะสมกับแต่ละสังคมนั้นด้วย

ประเทศไทยมีการพูดถึงการปกครองแบบประชาธิปไตยอย่างชัดเจนก็ในสมัยรัชกาลที่ 5 ดังที่มีคณะขุนนางได้มีคำกราบบังคมทูลเมื่อ ร.ศ. 103 (ปี 2428) ที่กล่าวถึงการปกครองโดย “ปาลิเมนต์” และ “เมมเบอร์ ออฟ ปาลิเมนต์” ซึ่งก็คือรัฐสภาและสมาชิกรัฐสภานั่นเอง กลุ่มคนเหล่านี้มีทั้งพระบรมวงศานุวงศ์และขุนนาง ส่วนใหญ่เป็นคนรุ่นใหม่ที่ได้รับการศึกษาเกี่ยวกับประเทศตะวันตกมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 และบางคนได้มีโอกาสเดินทางไปศึกษา ณ ต่างประเทศ นักประวัติศาสตร์เรียกคนกลุ่มนี้ว่า “กลุ่มสยามหนุ่ม” หรือ “สยามใหม่” ว่ากันว่ารัชกาลที่ 5 นั่นเองที่เป็นผู้นำของคนกลุ่มนี้

อย่างไรก็ตาม แม้ว่ารัชกาลที่ 5 จะทรงมีพระราชวิสัยทัศน์เห็นด้วยกับการเปลี่ยนแปลงการปกครองไปสู่ระบอบดังกล่าว แต่ก็ทรงเป็นกังวลในเรื่องของคนอีกพวกหนึ่ง ซึ่งเป็นคนหมู่มาก ได้แก่ พระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการส่วนใหญ่ที่ยัง “ไม่พร้อม” คือยังไม่เข้าใจและไม่เห็นด้วยกับการเปลี่ยนแปลงไปในแนวทางดังกล่าว ทรงเปรียบว่าเหมือนเป็น “ต้นโพธิ์บนเจดีย์หัก” คือระบบปาลิเมนต์นั้นคือต้นโพธิ์ที่คงเติบโตได้ยากบนสังคมที่ยังไม่เห็นพ้องต้องกัน ด้วยหลายคนยังมี “ความคิดเก่าๆ” อันเปรียบได้กับเจดีย์หักนั้น

เช่นเดียวกันกับความคิดของการปฏิรูปการเมืองในทุกวันนี้ ว่าการเปลี่ยนแปลงบ้านเมืองต้องเริ่มต้นที่ “ระบบการศึกษา” รัชกาลที่ 5 จึงทรงพัฒนาระบบการศึกษาให้มีการศึกษาพื้นฐานครอบคลุมไปทั่วประเทศ รวมถึงการพัฒนาประเทศในด้านอื่นๆ ให้ประชาชนมีความตื่นตัวในการรับการเปลี่ยนแปลงในทุกๆ ด้านที่จะมาถึง แต่กระนั้นระบอบประชาธิปไตยของไทยก็ยังคง “ต้วมเตี้ยม” ไปไม่ถึงไหน เพราะแม้ประชาชนจะมีความรู้และการศึกษามากขึ้นอย่างทั่วถึง แต่การเมืองก็ยังถูกชี้นำและกำกับโดย “ผู้มีอำนาจ” มาโดยตลอด

ในความคิดของผู้เขียนที่เรียนมาทางด้านรัฐศาสตร์ได้ใช้วิชารัฐศาสตร์สอนลูกศิษย์และอบรมสัมมนาพูดคุยกับผู้คนนับหมื่นๆ มากว่า 30 ปี รวมทั้งที่ได้ทำงานการเมืองมาด้วยตั้งแต่ปี 2520 ทั้งยังได้ติดตามเฝ้าศึกษาและสังเกตการเมืองไทยเรื่อยมา รวมถึงที่ได้มีโอกาสไปทำงานในรัฐบาลและรัฐสภาอยู่เป็นระยะ ค่อนข้างจะมีความเชื่อที่ “ตกผลึก” พอสมควรแล้วว่าปัญหาของระบอบประชาธิปไตยของไทยก็คือ ผู้มีอำนาจยังไม่เชื่อมั่นในประชาชน ไม่เชื่อว่าประชาชนยังดูแลตนเองไม่ได้ แม้แต่ในเวลาที่มีสภาและรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ผู้นำที่มาจากการเลือกตั้งนั้นก็มีความคิดในลักษณะเดียวกัน จึงฉวยโอกาสใช้อำนาจที่ประชาชนมอบให้แสวงหาประโยชน์ให้กับตนเองและพวกพ้อง ถึงขั้นบอกว่า “โกงเพื่อชาติ (ประชาชน)”

ถ้าจะว่ากันไปแล้ว สาเหตุหนึ่งที่ทำให้สังคมไทยมีลักษณะ “ยอมก้มหัวให้กับผู้มีอำนาจ” น่าจะเป็นด้วยสังคมไทยเป็นสังคมแบบ “เจ้าขุนมูลนาย” มาโดยตลอด แม้ในยุคสมัยที่เรียกว่าเป็นประชาธิปไตย ระบบเจ้าขุนมูลนายนั้นก็ยังเป็นลักษณะเด่นของ “ประชาธิปไตยแบบไทยๆ” นั้นด้วย

คนรุ่นใหม่ที่เกิดไม่ทันและยังไม่เข้าใจคำว่า “สังคมเจ้าขุนมูลนาย” ก็ขอให้นึกถึงละครโทรทัศน์เรื่อง “บุพเพสันนิวาส” ที่กำลังดังระเบิดนี้ก็ได้ สังคมแบบนี้ทุกคนต้องมีเจ้านาย เพราะถ้าไม่มีเจ้านายแล้วจะอยู่ในสังคมได้อย่างยากลำบาก แม้แต่คนที่เป็นทาสก็ต้องมีเจ้านายให้ความคุ้มครอง ซึ่งศัพท์ทางวิชาการใช้คำว่า “ระบบอุปถัมภ์-อำนาจนิยม” อันเป็นที่มาของระบบเส้นสาย การพึ่งพาจนถึงขั้น “เกรงกลัว” ผู้มีอำนาจและผู้มีอิทธิพล แม้แต่ในครอบครัวลูกหลานก็เถียงพ่อแม่หรือผู้อาวุโสไม่ได้ การเลี้ยงดูลูกก็ทำแบบประคบประหงม เหล่านี้ล้วนแต่เป็น “ดีเอ็นเอ” ที่ฝังลึกอยู่ในสายเลือดและเป็น “กรรมพันธุ์ทางสังคม” ที่ถ่ายทอดมาจากรุ่นสู่รุ่น

ในครั้งที่ท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ยังมีชีวิตอยู่ ท่านได้เคยกล่าวถึงการพัฒนาประชาธิปไตยของไทยว่า การต่อสู้กับ “ความคิดเก่าๆ” ของผู้คนโดยเฉพาะชนชั้นปกครองนั้นออกจะยากมากๆ ดังนั้น ถ้าเอาชนะคนเหล่านั้นไม่ได้ ซึ่งท่านได้ยกตัวอย่างถึงผู้มีอำนาจในแบบเผด็จการ เช่น ในยุคทหารครองเมือง ก็อาจจะต้องอาศัยพวกเผด็จการเหล่านี้สร้างระบอบการเมืองที่เป็น “ประชาธิปไตยแบบไทยๆ” นั้นขึ้น

ความคิดของท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ดูแล้วก็เหมือนจะสอดคล้องกับข้อวิจารณ์เรื่อง “ต้นโพธิ์บนเจดีย์หัก” ของรัชกาลที่ 5 โดยที่เป็นการขยายปรับแปลงทฤษฎีดังกล่าวของรัชกาลที่ 5 คือเอาเจดีย์หักที่หมายถึงชนชั้นปกครองที่มีความคิดเก่าๆ มาเป็น “ปุ๋ย” ให้กับต้นโพธิ์คือระบอบการเมืองใหม่ แล้วที่สุดต้นโพธิ์ก็จะงอกงามคลุมทับจนไม่เห็นเจดีย์หักนั้นในที่สุด

นั่นคือ การเลือกตั้งแบบไทยๆ ก็ต้องทำบน “เจดีย์หัก” เหล่านั้น (ที่จะมาขยายในสัปดาห์หน้า)

ข่าวล่าสุด

ทีทีบีเตือนยุค AI งานซ้ำเสี่ยงหาย เร่งสร้างทักษะใหม่

ทีทีบีเตือนยุค AI งานซ้ำเสี่ยงหาย เร่งสร้างทักษะใหม่