posttoday

คนไทยในปูเน่

31 มีนาคม 2561

ด้วยความที่ปูเน่ เป็นเมืองใหญ่อันดับสองของรัฐมหารัชตะ แถมยังได้ชื่อว่าเป็น "ออกฟอร์ดแห่งตะวันออก"

โดย/ภาพ : อินทรชัย พาณิชกุล 

 ด้วยความที่ปูเน่ เป็นเมืองใหญ่อันดับสองของรัฐมหารัชตะ แถมยังได้ชื่อว่าเป็น "ออกฟอร์ดแห่งตะวันออก" เนื่องจากมีสถานการศึกษาตั้งอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งได้รับการยอมรับจากทั้งนักศึกษาในอินเดียและนักศึกษาต่างชาติมานานหลายทศวรรษ

 จึงไม่น่าแปลกใจว่า ทำไมถึงมีจำนวนนักศึกษาชาวไทยเดินทางมาเรียนที่ปูเน่เพิ่มขึ้นทุกปี ทั้งระดับปริญญาตรี โท เอก จนถึงคอร์สภาษาอังกฤษระยะสั้น

 แรกเริ่มที่รู้จักปูเน่ ผมมโนภาพไปว่าเมืองนี้ไม่น่าจะต่างจากเมืองชนบททั่วไปของอินเดีย นั่นคือ ถนนหนทางคงเต็มไปด้วยฝุ่นและเศษขยะ ตึกรามบ้านช่องเก่าแก่ทรุดโทรม ไม่เจริญหูเจริญตา ระบบขนส่งสาธารณะไม่ทันสมัย สถานที่พักผ่อนหย่อนใจและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ คงหาได้ยาก

 สำคัญที่สุดคือ ระยะเวลาหนึ่งปีในปูเน่ ผมคงต้องลุยเดี่ยว พึ่งพาตัวเองทุกอย่าง ภาษาอังกฤษก็ยังกระท่อนกระแท่น ประเพณีวัฒนธรรมก็แตกต่างกันสุดขั้ว ทำใจไว้แล้วว่า ชีวิตตัวคนเดียวคงลำบากแน่ๆ

 แต่คิดผิดถนัด ผมไม่ใช่คนไทยคนเดียวในเมืองปูเน่

 โชคดีที่ก่อนเดินทาง ผมเสิร์ชกูเกิลหาข้อมูลจึงพบว่ามีสมาคมนักศึกษาไทยในปูเน่ด้วย พอลองทักทายแนะนำตัว พร้อมบอกความประสงค์ว่ามาเรียนที่ไหน ระยะเวลาเท่าไหร่ อยากให้ช่วยหาหอพักใกล้ที่เรียน ราคาไม่แพง ปรากฏว่าพี่ๆ น้องๆ ทั้งศิษย์เก่าและนักศึกษาปัจจุบันที่กำลังศึกษาอยู่ที่ปูเน่พากันเข้ามาตอบอย่างเป็นกันเอง ให้คำแนะนำเรื่องต่างๆ อย่างกระตือรือร้น

 คืนแรกในปูเน่ ขณะกำลังยืนเด๋อด๋า ทำหน้างงๆ ไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร ก็มีน้องนักศึกษาชาวไทยชายหญิงสองคนขี่มอเตอร์ไซค์มาหาเพื่อทำความรู้จักถึงหน้าโรงแรม

 วันถัดมา พระภิกษุหนุ่มรูปหนึ่งที่มาศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยปูเน่ก็นั่งรถสามล้อมารับพาไปตระเวนดูหอพัก ดูย่านตลาดสด ซูเปอร์มาร์เก็ต ห้างสรรพสินค้า ร้านอาหารราคาถูก พร้อมทำหน้าที่ไกด์ให้ข้อมูล รวมทั้งแนะนำเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยต่างๆ ในการใช้ชีวิตประจำวัน

 หลวงพี่รูปเดียวกันนี้ยังอาสาพาไปติดต่อยื่นเอกสารการเข้าเมืองที่หน่วยงานราชการ นั่งรอด้วยกันสามสี่ชั่วโมง กระทั่งได้ที่พักเรียบร้อยก็ยังกุลีกุจอพาไปซื้อข้าวของเครื่องใช้เข้าบ้าน สิ่งไหนขาดเหลือก็หยิบฉวยของตัวเองมาให้ใช้ฟรีๆ             

 หลายเดือนผ่านไป หลังจากชีวิตเริ่มลงตัว  ภาษาอังกฤษคล่องแคล่วขึ้น สื่อสารกับแขกได้ไม่มีสะดุด รู้เหลี่ยมรู้มุม ร้านไหนอาหารอร่อย ราคาถูก ซูเปอร์มาร์เก็ตไหนมีเครื่องต้มยำต้มข่าขาย ตลาดสดแห่งไหนมีผักไทยมีเนื้อหมู สี่แยกไหนมีตำรวจตั้งด่าน อู่ซ่อมรถไหนไม่โกง ครูสอนพิเศษคนไหนสอนดี วันนี้ค่าเงินบาทกับรูปีอยู่ที่เท่าไหร่ ตรงไหนมีม็อบปิดถนนควรหลีกเลี่ยง ฯลฯ

 แทบทุกเรื่องที่จำเป็นต่อชีวิตประจำวัน จะมีนักศึกษาไทยคอยบอกข่าวกันผ่านทางไลน์ ทุกคนยินดีที่จะตอบ ยินดีที่จะช่วยเหลือกันเสมอ ในฐานะคนไทยกลุ่มเล็กๆ ที่มาใช้ชีวิตร่วมกันในต่างแดน

 หลายครั้งหลายหนที่น้ำใจพี่น้องคนไทยสร้างความซาบซึ้งปลาบปลื้ม แม้ผมจะค่อนข้างใช้ชีวิตสันโดษ ชอบไปไหนมาไหนเพียงลำพัง แต่ก็ยังมีพี่น้องชาวไทยหลายคนมีน้ำใจทักทายไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบ

 บางคนขี่มอเตอร์ไซค์สวนกันบนถนนยังอุตส่าห์หยุด ชวนไปจิบชาร้อน บางคนเจอกันในร้านอาหารก็เข้ามาคุย เสนอตัวช่วยเหลือในเรื่องต่างๆ ที่ยังหาคำตอบไม่ได้ บางคนยกหูโทรศัพท์มาแนะนำเรื่องการเรียน แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว บางคนมีข้าวของติดไม้ติดมือมาฝากเสมอยามพบเจอกัน

 วันที่ผมขี่รถมอเตอร์ไซค์ล้ม แผลถลอกปอกเปิกไปทั้งตัว ต้องนอนพักร่างอยู่ในห้องนานหนึ่งสัปดาห์ ก็พี่น้องนักศึกษาชาวไทยกลุ่มนี้แหละที่ขี่รถพาผมไปส่งโรงพยาบาล พวกเขานี่แหละที่ทักแชทมาถามไถ่ด้วยความห่วงใยแทบทุกวัน พวกนี้แหละทำกับข้าวร้อนๆ ใส่ถุง ซื้อหยูกยาผ้าพันแผลมาดูแลถึงห้อง

 แม้แต่วันที่หายป่วย พอโขยกเขยกออกไปหาซื้ออะไรกินเองได้ บางคนก็ยังไม่วายอาสาเป็นเจ้าภาพเลี้ยงข้าวกลางวัน แถมมีของติดไม้ติดมือให้กลับบ้านอีก

 ชีวิตในต่างแดนครั้งนี้ทำให้ได้รู้ว่า ความช่วยเหลือจากคนไทยมีค่าแค่ไหน น้ำใจที่หยิบยื่นให้กันในช่วงเวลาเหล่านั้นผมจะจดจำไม่มีวันลืม

ข่าวล่าสุด

ฉลองใหญ่ทศวรรษใหม่! ไทยเบฟ ผนึกกำลังจัด “Water Festival 2026” ปีที่ 11 ปักหมุด 4 ภาคทั่วไทย 11–15 เมษายนนี้