
R3A กับกรณีศึกษา การค้าไทย-จีน
ในรอบเดือนที่ผ่านมา ผู้เขียนมีโอกาสร่วมกิจกรรมสำรวจภาคสนามการค้าชายแดนตามแนวถนน “R3A”
โดย ผศ.ดร.ประมวล สุธีจารุวัฒน ภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ในรอบเดือนที่ผ่านมา ผู้เขียนมีโอกาสร่วมกิจกรรมสำรวจภาคสนามการค้าชายแดนตามแนวถนน “R3A” หรือหลายท่านอาจจะรู้จักในชื่อ “คุนมั่น กงลู่” ซึ่งเป็นถนนเชื่อมต่อคุนหมิงกับกรุงเทพฯ เข้าด้วยกันผ่านพรมแดน 3 ประเทศ คือ ไทย ลาว และจีน กับทีมงานวิจัยของสำนักทรัพยากรการเกษตร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งมี รศ.ดร.สมพงษ์ ศิริโสภณศิลป์ เป็นหัวหน้าคณะ โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจาก “สํานักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย” (สกว.) เราเริ่มต้นการเดินทางกันที่ จ.เชียงราย โดยนั่งรถข้ามสะพานมิตรภาพไทย-ลาว ที่ด่านเชียงของ ข้ามพรมแดนมาที่ “บ้านห้วยทราย” ของลาว จากนั้นเดินทางสัมภาษณ์หน่วยงานราชการของลาวที่ “หลวงน้ำทา” 3 หน่วยงาน คือแผนกอุตสาหกรรมและการค้า แผนกแผนงานและการลงทุน และแผนกกสิกรรมและป่าไม้ ก่อนที่จะเดินทางต่อไปถึงด่าน “บ่อเต็น” ชายแดนลาว-จีน และข้ามพรมแดนมาที่ “โม่ฮาน” (คนไทยเรียกบ่อหาน) ของจีน มีโอกาสสัมภาษณ์นักธุรกิจไทยและจีนหลายท่านที่ “จิ่งหง”(หรือเชียงรุ่ง) ซึ่งอยู่ในแคว้นสิบสองปันนา ก่อนที่จะค่อยๆ เดินทางต่อขึ้นมาที่นครคุนหมิง และพบกับนักธุรกิจชาวจีนหลายท่านที่นี่
ประเด็นที่ทีมงานวิจัยของพวกเราสนใจเป็นอย่างมากคือ การใช้ประโยชน์จากการขนส่งสินค้า (โดยเฉพาะสินค้าเกษตร) ระหว่างไทย ลาว และจีน ผ่านถนน R3A ซึ่งเปิดใช้อย่างเป็นทางการตั้งแต่ปี 2551 เราอยากทราบว่าตลอด 10 ปีที่ผ่านมา เส้นทางสายนี้เป็นประโยชน์กับทั้ง 3 ประเทศอย่างไร ซึ่งส่วนหนึ่งของการสัมภาษณ์ก็ทำให้เราพบกับข้อเท็จจริงหลายประการที่น่าติดตาม
นับตั้งแต่ปี 2544 มีความพยายามพัฒนาความร่วมมือระหว่างจีน-อาเซียน จนมีข้อตกลง ACFTA (ASEAN-China Free Trade Area) ที่ทำให้ทั้งอากรนำเข้าสินค้าระหว่างจีนและอาเซียนเป็น 0% สำหรับขาเข้าประเทศไทย นอกจากอากรเป็น 0% แล้วสินค้าเกษตร VAT ก็เป็น 0% อีกด้วย ในขณะที่สินค้าเกษตรที่ถูกส่งไปที่จีนจะถูกศุลกากรจีนเก็บ VAT 11% และเมื่อ R3A พร้อมใช้งาน นี่ก็อาจจะเป็นจุดตั้งต้นให้เกิดการค้าสินค้าเกษตรระหว่างไทยกับจีนกันอย่างคึกคัก
ผู้อ่านหลายท่านอาจเคยทราบมาว่าบรรดาผักสดๆ ที่คนไทยบริโภคกันในปัจจุบันส่วนใหญ่นำเข้ามาจากประเทศจีน พอๆ กับที่ผลไม้ของไทยหลายรายการ อาทิ ลำไย ทุเรียน สับปะรด ก็กำลังได้รับความนิยมอย่างสูงอยู่ในประเทศจีน เรียกได้ว่า “ผักจีนมาไทย ผลไม้ไทยไปจีน” ความน่าสนใจประเด็นแรกอยู่ที่ ถ้าดูผ่านๆ ก็เหมือนจะไม่มีอะไรแปลก ต่อเมื่อเราศึกษาในรายละเอียดก็จะพบว่าบรรดาผักสดที่มาจากจีนเข้าสู่ไทยผ่านชายแดนเชียงของมุ่งหน้าสู่ตลาดกลางค้าส่งในกรุงเทพฯ เป็นการ “ส่งออกโดยพ่อค้าชาวจีน” ซึ่งโดยข้อตกลงของการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ รถบรรทุกจากจีนจะวิ่งผ่านลาวเข้ามาไทยไม่ได้ (พอๆ กับที่รถบรรทุกจากไทยก็วิ่งผ่านลาวไปที่จีนไม่ได้เช่นกัน ทำกันได้เฉพาะคู่ทวิภาคี จีน-ลาว และลาว-ไทย)
วิธีการขนส่งที่จะทำกันก็จะมีลักษณะรถบรรทุกตู้สินค้าทะเบียนจีนจะข้ามด่านโม่ฮานมา “เปลี่ยนตู้” กับรถบรรทุกทะเบียนไทยที่ด่านบ่อเต็นของลาว แล้ววิ่งข้ามชายแดนลาว-ไทย จนมาถึงกรุงเทพฯ เฉพาะรถบรรทุกทะเบียนไทยเหล่านี้ พบว่าราวๆ 30% ของตู้สินค้าที่เดินทางมาจากจีนจะถูกขนส่งโดยบริษัทขนส่งของคนไทย (ซึ่งมีอยู่ 3-4 บริษัท) อีกราว 70% ของตู้สินค้าเป็นการขนส่งโดยบริษัทที่อาจจะจดทะเบียนเป็นบริษัทไทย (รวมทั้งใช้ชื่อบริษัทเป็นภาษาไทย) แต่ก็เป็นบริษัทที่มีนักธุรกิจชาวจีนเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง ถ้าจะกล่าวแบบรวมๆ ว่าสินค้าส่วนใหญ่ “ขนส่งโดยผู้ประกอบการขนส่งชาวจีน” ก็คงจะไม่ผิดนัก และเมื่อตู้สินค้าเดินทางมาถึงตลาดกลางค้าส่งในกรุงเทพฯ ก็จะมีพ่อค้าชาวจีนทำหน้าที่กระจายสินค้าให้กับพ่อค้าไทยที่จะรับซื้อไปจำหน่ายต่อ เรียกได้ว่า
“ส่งออกโดยคนจีน ขนส่งโดยคนจีน และค้าส่งโดยคนจีน”และในทางกลับกัน ก็เกิดกระบวนการส่งออกผลไม้ไทยไปประเทศจีนในลักษณะเดียวกัน
แต่ก็มีพัฒนาการจากพ่อค้าจีนรับซื้อผลไม้จากพ่อค้าไทยที่ตลาดกลางค้าส่ง ค่อยๆ ถอยหลังไปจนมีลักษณะ “เหมา” ผลไม้ไทยจากหน้าสวน (ประมาณกันว่าปัจจุบัน 90-95% ของผู้รับซื้อผลไม้หน้าสวน หรือ “ล้ง” เป็นพ่อค้าชาวจีน) บางรายวางเงินมัดจำหลักหลายแสนบาทให้กับชาวสวนตั้งแต่ทุเรียนเพิ่งจะออกดอกเสียด้วยซ้ำและส่งออกผลไม้ไทยผ่านกระบวนการขนส่งด้วยตู้ขนส่งสินค้าผ่านถนน R3A ไปที่ตลาดกลางค้าส่ง “จินหม่า” ซึ่งเป็นตลาดกลางค้าส่งผลไม้ที่ใหญ่ที่สุดของคุนหมิง (“ตลาดจินหม่า” เน้นการนำเข้าผลไม้จากอาเซียนมาจำหน่ายในประเทศจีน ปัจจุบันมีขนาดประมาณ 63 ไร่ และกำลังก่อสร้างตลาดกลางค้าส่งผลไม้แห่งใหม่ใหญ่กว่าเดิม มีขนาดเป็น 375 ไร่)
ท่านผู้อ่านหลายท่านอาจเคยสงสัยว่าเหตุใดเมื่อราว4-5 ปีที่ผ่านมา คนไทยอย่างเราซื้อทุเรียนหมอนทองที่ตลาดแถวบ้านรับประทานกันที่กิโลกรัมละ 35 บาท แต่ปัจจุบันเราต้องซื้อทุเรียนกันที่กิโลกรัมละกว่า 120 บาท กลไกที่อยู่เบื้องหลังก็เป็นตามนี้นะครับ ผลไม้ไทยที่ชาวจีนนิยมบริโภคอย่างทุเรียน ลำไย สับปะรดภูแล มะพร้าว และส้มโอ ก็จะค่อยๆ เดินตามกันไปในลักษณะแบบเดียวกัน ถ้าประเทศไทยไม่มีวิธีการบริหารจัดการที่ดีพอ
อย่างไรก็ดี “เหรียญมีสองด้านเสมอ” ผู้เขียนไม่ได้มีเจตนากล่าวโทษว่าเกษตรกรและพ่อค้าชาวจีนกำลังรุกตลาดผักสด-ผลไม้ของไทย ในทางกลับกันก็พบว่าเหตุผลส่วนหนึ่งที่ทำให้พ่อค้าชาวจีนต้องรุกคืบเข้ามาทำธุรกิจในประเทศไทย (ทั้งเพื่อส่งผักมา และขนผลไม้กลับไป) ก็เพราะมีพ่อค้าไทยจำนวนหนึ่งเคยโกงพ่อค้าชาวจีนจนทำให้พวกเขาต้องหาทางปกป้องธุรกิจของตัวเองด้วยการใช้คนของพวกเขาในตำแหน่งที่สามารถบริหารจัดการได้ ผู้เขียนอยากบอกว่า การสำรวจภาคสนามR3A ผนวกกับการเดินทางไปจีน 4-5 ครั้งในรอบปีที่ผ่านมา ทำให้ผู้เขียนมองเห็น “จุดแข็ง” ของจีนอย่างน้อย 3 ประการ เพื่อใช้เป็นบทเรียนสำหรับการพัฒนาศักยภาพของไทยบ้าง
1.แม้ดูผิวเผินจีนจะเป็นประเทศที่มีตลาดขนาดใหญ่ด้วยกำลังซื้อถึงกว่า 1,300 ล้านคน หากเทียบกับไทยซึ่งมีประชากรราว 65-70 ล้านคน และอาเซียนซึ่งมีประชากรราว 600 ล้านคน ใครๆ ก็บอกว่าจีนเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่ท้าทายฝีมือของนักธุรกิจ ทว่าที่ผ่านมาการรุกเข้าสู่ตลาดของจีนก็ไม่ง่ายอย่างที่คิด บริษัทชื่อดังขนาดใหญ่ของไทยหลายบริษัทที่เคยทดลองทำธุรกิจในจีนต้องล่าถอยกลับมาตั้งหลัก “กลไกใต้ดิน” ทำให้การทำตลาดในจีนไม่ใช่สิ่งที่ง่ายนักสำหรับนักธุรกิจหน้าใหม่ของไทย
2.ด้วยศักยภาพของคนและสภาพแวดล้อมที่แข่งขันสูง ทำให้ทั้งเกษตรกร พ่อค้า นักธุรกิจตลอดจนข้าราชการของจีนจะต้องขวนขวาย พยายาม เพื่อความอยู่รอด โดยมีความร่วมมือในลักษณะ “เครือข่าย” ในขณะที่บรรยากาศการแข่งขันในไทยอาจจะไม่เข้มข้นเท่า พ่อค้าจีนจึงดูเหมือนจะพยายามรุกเข้าสู่ตลาดไทย มากกว่าที่พ่อค้าไทยพยายามจะรุกเข้าสู่ตลาดจีน
3.ภาครัฐของจีนมีนโยบายทางเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง ไม่ใช่แค่ลงทุนทำโครงสร้างพื้นฐานโครงการ “One Belt, One Road” เป็นตัวอย่างที่เด่นชัดที่แสดงให้เห็นว่าการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน (ทั้งทางถนน รถไฟ ท่าเรือ) มีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจ (โดยใช้การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ไปต่อยอดพัฒนาทั้งอุตสาหกรรม วิทยาศาสตร์เทคโนโลยี ตลอดจนบุคลากร) ผู้เขียนเคยนึกแปลกใจที่มีโอกาสไปร่วมกิจกรรมทางวิชาการด้านรถไฟฟ้าความเร็วสูงในประเทศจีน 2 ครั้ง โดยการสนับสนุนของ “กระทรวงพาณิชย์ของรัฐบาลจีน” (แทนที่จะเป็นกระทรวงคมนาคม) และยิ่งได้ทราบว่าการส่งเสริมความรู้ให้เกษตรกรชาวจีนในด้านเทคโนโลยี ทั้งวิทยาศาสตร์การเพาะปลูกตลอดจนการส่งเสริมการใช้งาน “แพลตฟอร์มเพื่อการค้าออนไลน์” ตลอดจน
“e-payment” ก็ดำเนินการโดยกระทรวงพาณิชย์จีนเช่นกัน(นอกเหนือไปจากกระทรวงคมนาคมแล้ว กระทรวงพาณิชย์ของไทยมีบทบาทอะไรกับโครงการรถไฟฟ้าเชื่อมต่อระหว่างไทย-ลาว-จีน บ้างครับ?) เรียกได้ว่าเป็นนโยบายเศรษฐกิจ “ครบวงจร”
ท้ายที่สุด บนโต๊ะอาหารเย็นครั้งหนึ่งที่ซีอาน อาจารย์ชาวจีนบอกกับผู้เขียนว่า นโยบายสำคัญอย่างหนึ่งของท่านประธานาธิบดีสีจิ้นผิง คือการกำจัดคอร์รัปชั่น ท่านมีนโยบาย 3 ประการ คือ “ไม่กล้า ไม่ได้ ไม่อยาก” กล่าวคือ มีบทลงโทษรุนแรงจนข้าราชการไม่กล้าคอร์รัปชั่น มีการปรับปรุงระบบงานจนการทุจริตทำได้ยาก และท้ายที่สุดคือ พัฒนาบุคลากร สร้างค่านิยมใหม่ข้าราชการยุคใหม่ต้องไม่อยากคอร์รัปชั่นครับ







