posttoday
จัดการอย่างไรกับ สส. สว.

จัดการอย่างไรกับ สส. สว.

10 มีนาคม 2561

เราได้คุยกันเรื่องของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) และสมาชิกวุฒิสภา (สว.)

เราได้คุยกันเรื่องของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) และสมาชิกวุฒิสภา (สว.) กันมาหลายครั้งหลายคราว ทั้งผ่านการพูดถึงเรื่องของรัฐธรรมนูญ (รธน.) ทั้งในส่วนของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. และ พ.ร.ป.การได้มาซึ่ง สว. รวมไปถึงประเด็นเชิงหลักการ และที่สำคัญคือประเด็นในทางปฏิบัติว่าท้ายที่สุดแล้ว เรื่องของ สส. สว. จะไปลงเอยที่ใด

มีหลายคนพูดถึงสูตรต่างๆ เท่าที่จะเป็นไปได้ภายใต้ รธน. พ.ศ. 2560 โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาโดยรวม ประกอบเข้าด้วยกัน และใช้ผ่านบทเฉพาะกาล ซึ่งหากท่านผู้อ่านยังจำได้ ย้อนไปในเมื่อตอนที่มีการกำหนดให้มีการทำประชามติในร่างรัฐธรรมนญนั้นควบคู่กันไปคือ มีการทำประชามติในส่วนของคำถามเพิ่มเติม หรือที่เราเรียกกันติดปากว่าคำถามพ่วง ที่ถามง่ายๆ แต่เมื่อยามใช้จริงอาจจะไม่ง่ายว่า ในวาระแรกจะให้ สว.มาร่วมกับ สส.ในการลงมติเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรีหรือไม่ ซึ่งเมื่อคำถามนี้ผ่านประชามติและโดยคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญก็ยังผลให้ในช่วง 5 ปีแรกของการมีรัฐสภาครั้งแรก การลงมติเพื่อให้ได้มาซึ่งนายกรัฐมนตรีจะกระทำกันในรัฐสภา นั่นคือทั้งสองสภาร่วมกัน

การบัญญัติไว้เช่นนี้อยู่ในบทเฉพาะกาล เนื่องจากไม่ได้เป็นการใช้ทั่วไปและถาวร หากแต่เป็นการใช้เฉพาะและชั่วคราว ซึ่งเมื่อผนวกกับการได้มาซึ่ง สว. ในภาวะชั่วคราว คือ 5 ปีแรกของการมีรัฐสภาครั้งแรกเช่นกัน จะมี สว. 250 คน โดยมาจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แบบค่อนข้างตรงๆ 200 คน อีก 50 คน จะผ่านกระบวนการที่ ณ ขณะนี้กำหนดไว้ในบทเฉพาะกาลของร่าง พ.ร.ป. ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. นั่นคือผ่านกระบวนการที่ว่ากันว่าเป็นการคัดเลือกกันเองแล้วมาสู่การตัดตัวของ คสช. ซึ่งจำนวนดังกล่าวนี้จะต้องไปรวมกับ สส. ซึ่งไม่ได้มีผลกระทบอันใดจากบทเฉพาะกาลก็จะเป็นการใช้บทหลัก นั่นคือจำนวน สส. 500 คน มาจากระบบการเลือกตั้งที่เรียกว่า ระบบจัดสรรปันส่วนผสม (Mixed Member Apportionment – MMA)

นอกจากประเด็นในเรื่องของการเลือกตั้ง สส. และการได้มาซึ่ง สว.แล้ว รธน. พ.ศ. 2560 ยังได้กำหนดให้มีการประกาศรายชื่อบุคคลที่พรรคการเมืองจะเสนอให้เป็นนายกรัฐมนตรีไม่เกิน 3 รายชื่ออีกด้วย ซึ่งหากเมื่อพรรคใดได้คะแนนเสียงอันทำให้ได้รับ สส.ตั้งแต่ร้อยละ 5 หรือ 25 คนขึ้นไป จะทำให้รายชื่อบรรดาเหล่านี้ของพรรคดังกล่าวสามารถถูกเสนอให้เป็นนายกรัฐมนตรีได้ หากไม่ได้ถึงจำนวนดังกล่าว ก็ถือว่ารายชื่อเหล่านั้นเป็นอันตกไป แต่ก็ใช่ว่าได้ถึงจำนวนแล้วและได้เสนอจะทำให้ได้เป็นนายกรัฐมนตรี เนื่องจากบุคคลผู้ถูกเสนอชื่อจะต้องได้รับคะแนนเสียงสนับสนุนจากทั้งสองสภาเกินกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดของสองสภา เท่ากับอย่างน้อย 376 เสียง

เมื่อพิจารณาว่ามีเสียง สว. 250 เสียง จำนวน 376 เสียงในรัฐสภา ก็เท่ากับจะต้องได้ สส.มาไม่ต่ำกว่า 126 เสียง ซึ่งเงื่อนไขนี้คือ ต้องได้ สว.เต็มสภา สว. และใครที่จะได้คะแนนถึงระดับนั้น ท่านทั้งหลายลองคิดดูว่า สว. ทั้งหลายมาจากไหน ก็น่าจะมีความเป็นไปได้ในส่วนนั้น หากว่ามีพรรคที่ว่ากันว่าเป็นพรรคสนับสนุนทิศทางเดียวกับ สว.จริง ถ้าพรรคนั้นๆ ได้คะแนน สส.ถึง 126 เสียง เมื่อรวมกับ สว.ก็มีโอกาสได้บุคคลของตนเป็นนายกรัฐมนตรี แต่หากได้เสียงแค่นั้นใน สส. เมื่อทำหน้าที่ จะกลายเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย ลำบากกันแน่ แต่ถ้าหากจะให้มีเสถียรภาพก็ต้องได้เกินกึ่งของ สส. เท่ากับ 251 เสียง ไม่ใช่เรื่องง่าย จะทำได้หรือไม่ มีปัจจัยอะไรที่เกี่ยวข้อง คราวหน้ามาว่ากันครับ

 

ข่าวล่าสุด

การบินไทย ออกมาตรการเยียวยาผู้โดยสาร กระเป๋าตกค้าง ยกเลิกเที่ยวบิน ช่วงน้ำท่วม

การบินไทย ออกมาตรการเยียวยาผู้โดยสาร กระเป๋าตกค้าง ยกเลิกเที่ยวบิน ช่วงน้ำท่วม