
จับตาราคาเหล็กสวิง
THE ระบุสหรัฐขึ้นภาษีเหล็กส่งผลกระทบทางอ้อม ทำราคาผันผวน วางแผนธุรกิจยาก มั่นใจปีนี้
THE ระบุสหรัฐขึ้นภาษีเหล็กส่งผลกระทบทางอ้อม ทำราคาผันผวน วางแผนธุรกิจยาก มั่นใจปีนี้น่าจะเติบโตได้จากเศรษฐกิจฟื้นตัว
บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส (ASP) ออกบทวิเคราะห์ภายหลังจากประธานาธิบดีสหรัฐ ลงนามขึ้นภาษีเหล็ก อะลูมิเนียมแล้ว โดยเหล็กปรับขึ้นอัตราภาษีเป็น 25% จากเดิม 0-10% และอะลูมิเนียมปรับขึ้นเป็น 10% จากเดิม 0-6.5% มีผลบังคับใช้ในอีก 15 วันจากนี้ แต่ได้ยกเว้นให้กับแคนาดาและเม็กซิโก เนื่องจากเป็นคู่ค้าสำคัญของสหรัฐ ทั้งยังอยู่ในขั้นตอนเจรจาปรับปรุงสนธิสัญญา NAFTA อยู่ โดยแคนาดาและเม็กซิโกมีสัดส่วนการค้า (X+M) กับสหรัฐสูงถึง 64.64% และ 64.07% ตามลำดับ
ทั้งนี้ คาดว่ามาตรการดังกล่าวจะกระทบต่อคู่ค้าหลักของสหรัฐ โดยเหล็กน่าจะกระทบต่อบราซิล เกาหลีใต้ และรัสเซีย เนื่องจากสหรัฐนำเข้าเหล็กจากประเทศเหล่านี้ราว 13%, 10% และ 9% ตามลำดับ ขณะที่อะลูมิเนียมน่าจะกระทบต่อรัสเซีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และจีน เนื่องจากสหรัฐนำเข้าอะลูมิเนียมจากประเทศเหล่านี้ราว 11%, 10% และ 10% ตามลำดับ ขณะที่ไทยแม้จะมีสัดส่วนการส่งออกเหล็กและอะลูมิเนียมไปสหรัฐไม่มากนักเพียง 0.06% และ 0.1% ตามลำดับ แต่คาดว่าจะได้รับผลกระทบทางอ้อม โดยเฉพาะเหล็กจากการที่เหล็กล้นตลาด เพราะผู้ผลิตเหล็กจะเน้นทำตลาดในสหรัฐน้อยลง และอาจหันมาทุ่มตลาดในเอเชียแทน ซึ่งในส่วนของประเทศไทยก็มีเครื่องมือที่อาจถูกหยิบมาใช้ป้องกันการทุ่มตลาดอย่างเช่นการกำหนด Save Guard และ AD (Anti Dumping)
นายบุญชัย จิระพงษ์ตระกูล กรรมการผู้จัดการ เดอะ สตีล (THE) เปิดเผยถึงผลกระทบที่ทางสหรัฐได้ประกาศเพิ่มการจัดเก็บภาษีสำหรับเหล็กที่จะนำเข้าไปขายในสหรัฐ ว่า ผลของการใช้มาตรการกีดกันทางภาษีของสหรัฐส่งผลให้ราคาเหล็กในสหรัฐปรับตัวเพิ่มขึ้น และทำให้ราคาเศษเหล็กที่สหรัฐเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่เพิ่มขึ้นตาม และจะส่งผลกระทบต่อราคาเหล็กทั่วทุกตลาด เพราะราคาเหล็กเพิ่มขึ้นเร็วและแรงจะส่งผลให้ลำบากในการวางแผนในการผลิตและการทำธุรกิจที่จะเกิดขึ้นทั้งระบบ ซึ่งในการทำธุรกิจเชื่อว่าทุกผู้ผลิตอยากจะเห็นราคาที่ไม่ผันผวนมาก เพราะทุกๆ การขึ้นลงของราคาเหล็กจะกระทบต่อต้นทุนและผลการดำเนินงานได้
“เดิมนั้นบริษัทคาดหวังว่าปีนี้รายได้น่าจะเติบโตจากปีก่อน ซึ่งเป็นการคาดการณ์ก่อนที่จะมีมาตรการกีดกันทางภาษี แต่เมื่อมีมาตรการนี้เกิดขึ้นก็อาจจะส่งผลบ้างแต่จะไม่มากนัก เพราะจะลำบากในการคาดการณ์เรื่องราคา แต่ยังมั่นใจว่าน่าจะเติบโตดีและหวังว่ารายได้ของบริษัทน่าจะกลับไปเติบโตเท่ากับปี 2559 ที่มีรายได้ 1.58 หมื่นล้านบาท หากเศรษฐกิจขยายตัว การลงทุนในอีอีซีเป็นไปตามแผนของรัฐบาล รวมถึงการเลือกตั้งถ้าเป็นไปตามแผนล่าสุด” นายบุญชัย กล่าว







