posttoday
ผลของบาทแข็ง

ผลของบาทแข็ง

05 มีนาคม 2561

กิติชัยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ได้เห็นนักธุรกิจไทยเข้าไปลงทุนหรือซื้อหุ้นในต่างประเทศกันอย่างคึกคักมาก ไม่ว่าจะเป็น เจริญ สิริวัฒนภักดี ที่นำบริษัทในเครือ (ทีซีซี แอสเสท) เข้าไปซื้อหุ้นเอฟแอนด์เอ็น (เฟรเซอร์ แอนด์ เนฟ) จนถือหุ้นถึง 90.32% เอฟแอนด์เอ็นเป็นบริษัทสัญชาติสิงคโปร์ โดยเสนอซื้อในราคา 9.55 ดอลลาร์สิงคโปร์ (7.71 ดอลลาร์สหรัฐ)/หุ้น เอฟแอนด์เอ็น นอกจากจะมีธุรกิจเครื่องดื่มทั้งแอลกอฮอล์และไม่ใช่แอลกอฮอล์ แล้วยังมีธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และสิ่งพิมพ์ ซึ่งมีมูลค่ารวม 13,750 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (3.33 แสนล้านบาท) ซึ่งถือว่าเป็นธุรกรรมใหญ่ที่สุดในช่วงนั้นของการซื้อกิจการในสิงคโปร์เลยทีเดียว ซึ่งทีซีซี แอสเสท ต้องแข่งขันกับคู่แข่งนานาชาติไม่ว่าจะเป็นโอเวอร์ซีส ยูเนี่ยน เอ็นเตอร์ไพรส์ (โอยูอี) บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์สัญชาติสิงคโปร์ โดยร่วมกับ KIRIN บริษัทเบียร์จากญี่ปุ่น โดยถ้าประมูลชนะได้ทางโอยูอีจะเอาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

กิติชัย

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ได้เห็นนักธุรกิจไทยเข้าไปลงทุนหรือซื้อหุ้นในต่างประเทศกันอย่างคึกคักมาก ไม่ว่าจะเป็น เจริญ สิริวัฒนภักดี ที่นำบริษัทในเครือ (ทีซีซี แอสเสท) เข้าไปซื้อหุ้นเอฟแอนด์เอ็น (เฟรเซอร์ แอนด์ เนฟ) จนถือหุ้นถึง 90.32% เอฟแอนด์เอ็นเป็นบริษัทสัญชาติสิงคโปร์ โดยเสนอซื้อในราคา 9.55 ดอลลาร์สิงคโปร์ (7.71 ดอลลาร์สหรัฐ)/หุ้น เอฟแอนด์เอ็น นอกจากจะมีธุรกิจเครื่องดื่มทั้งแอลกอฮอล์และไม่ใช่แอลกอฮอล์ แล้วยังมีธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และสิ่งพิมพ์ ซึ่งมีมูลค่ารวม 13,750 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (3.33 แสนล้านบาท) ซึ่งถือว่าเป็นธุรกรรมใหญ่ที่สุดในช่วงนั้นของการซื้อกิจการในสิงคโปร์เลยทีเดียว ซึ่งทีซีซี แอสเสท ต้องแข่งขันกับคู่แข่งนานาชาติไม่ว่าจะเป็นโอเวอร์ซีส ยูเนี่ยน เอ็นเตอร์ไพรส์ (โอยูอี) บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์สัญชาติสิงคโปร์ โดยร่วมกับ KIRIN บริษัทเบียร์จากญี่ปุ่น โดยถ้าประมูลชนะได้ทางโอยูอีจะเอาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

ขณะที่ KIRIN จะได้ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มไป แต่ในที่สุด ทีซีซี แอสเสท ของเจ้าสัวเจริญเป็นผู้เสนอราคาสูงสุดและได้เอฟแอนด์เอ็นไปครอง โดยมีการขึ้นราคารับซื้อแข่งกันอยู่หลายครั้ง ซึ่งต่อมาก็ได้นำมาต่อ ยอดกับธุรกิจในเครือ ซึ่งมีทั้งอาหารและเครื่องดื่ม ธุรกิจโรงงานขวดแก้ว ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในเครือได้เป็นอย่างดี

กลุ่มเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) นำโดยเจ้าสัวธนินท์ เจียรวนนท์ เข้าซื้อหุ้นของบริษัท ผิงอัน ประกันภัย 15.60% จากเอสเอชบีซีในธุรกรรมมูลค่าถึง 9,400 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง (2.82 แสนล้านบาท) ที่ราคา 59 ดอลลาร์ฮ่องกง/หุ้น (255 บาท/หุ้น) โดยทางกลุ่มซีพีใช้เงินสดและเงินกู้จากธนาคารไชน่า ดีเวลลอปเมนท์

กลุ่มเซ็นทรัลเข้าซื้อกิจการห้างสรรพสินค้าเก่าแก่ 150 ปี ของอิตาลี LA RINASCENTE ด้วยมูลค่า 260 ล้านยูโร (1 หมื่นล้านบาท) และต่อมาก็ได้ไปซื้อกิจการห้างสรรพสินค้า ILLUM ประเทศเดนมาร์ก ซึ่งมีอายุนานกว่า 12 ปี ซึ่งอยู่ในกลางกรุงโคเปนเฮเกน ด้วยขนาดพื้นที่ 2 หมื่นตารางเมตร โดยซื้อผ่านทางห้าง LA RINASCENTE

กลุ่มไมเนอร์อินเตอร์เนชั่นแนล (MINT) เข้าซื้อ OAKS HOTELS&RESORTS (OAKS) เป็นเครือข่ายโรงแรม ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ประเทศออสเตรเลีย โดยผ่านทางบริษัทย่อย DELICIOUS FOOD HOLDING ที่จดทะเบียนในสิงคโปร์เมื่อปี 2554

นอกจากกลุ่มดังกล่าวแล้วยังมีอีกหลายธุรกิจที่เข้าไปเทกโอเวอร์กิจการในต่างประเทศหรือซื้อหุ้นบางส่วน เช่น บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส (IVL) เข้าซื้อธุรกิจบรรจุภัณฑ์ในไนจีเรีย ทวีปแอฟริกา เป็นต้น

อานิสงส์ของค่าเงินบาทที่แข็งทำให้นักธุรกิจไทยสนใจที่จะไปเข้าซื้อกิจการทั้งที่มีปัญหาและไม่มีปัญหา โดยใช้เงินบาทในจำนวนที่น้อยลง เมื่อปี 2558 ค่าเงินบาทเคยอ่อนค่าลงไปที่ 36.54 บาท/ดอลลาร์ 3 ปีผ่านมาค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นเกือบ 14% โดยปีนี้ค่าเงินบาทวันที่แข็งค่าที่สุดอยู่ที่ 31.44 บาท บริษัทมหาชนที่เข้าไปซื้อกิจการของบริษัทต่างประเทศ คงจะได้ประโยชน์จากการที่จ่ายด้วยเงินบาทน้อยลง ส่วนนักลงทุนที่นำเงินออมไปลงทุนในตราสารทุน ตราสารหนี้ อสังหาริมทรัพย์ และทรัพย์สินอื่น ในต่างประเทศ ก็จะมีการขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน

ในขณะที่ผู้บริโภคอาจได้อานิสงส์จากการแข็งค่าของเงินบาทไม่มากนัก เพราะว่าผู้นำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ ส่วนมากมักจะไม่ลดราคาสินค้า จากประสบการณ์ตรงของผม ครีมกันแดดยี่ห้อหนึ่งซึ่งเป็นสินค้านำเข้า ผมใช้ต่อเนื่องมานานหลายปี ช่วงที่ค่าเงินบาทเกือบ 40 บาท กับปัจจุบันที่ต่ำกว่า 32 บาท ผมยังต้องซื้อครีมหลอดนั้นในราคาเดียวกันเลย ไม่รู้ท่านสุภาพสตรีที่นิยมของแบรนด์เนม ผมอยากทราบจริงๆ ว่ากระเป๋าถือที่ท่านซื้อ ทางร้านได้ลดราคาลงมาหรือไม่ โดยเฉพาะใบละหลายๆ แสนบาท จากค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นในขณะนี้ ราคาน่าจะปรับลดลงไปอย่างน้อย 3-5 หมื่นบาท

ถ้ารัฐบาลจะฉวยโอกาสที่เงินบาทกำลังแข็งค่ากระตุ้นและส่งเสริมให้หน่วยงานรัฐ รัฐวิสาหกิจ และบริษัทเอกชน เร่งนำเข้าเครื่องจักรใหม่ ที่ลดการใช้พลังงานและหรือลดการปล่อยมลภาวะ โดยให้ลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่าของราคาเครื่องจักร และขึ้นอากรขาเข้าสินค้าฟุ่มเฟือย เพื่อเอาไปโปะส่วนที่จะลดหย่อนภาษีนำเข้าเครื่องจักรก็น่าจะดีนะครับ จะได้ช่วยชะลอการแข็งค่าของเงินบาทอีกทางหนี่ง

ผลลบการแข็งค่าของเงินบาท คือ ราคาสินค้าของไทยจะดูแพงขึ้นในสายตาของผู้นำเข้าและนักท่องเที่ยวต่างชาติที่จะเดินทางเข้ามาเที่ยวในไทยอาจจะต้องใช้จ่ายเงินมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นค่าห้องพัก ถ้าโรงแรมนั้นๆ เสนอราคาเป็นเงินบาท หรือค่าใช้บริการ ดังนั้นในภาคเอกชนจะต้องพยายามพัฒนาประสิทธิภาพในการผลิต ให้มีต้นทุนลดลง โดยคุณภาพของสินค้าและบริการไม่ด้อยลง เพื่อให้สินค้าและบริการแข่งขันกับประเทศคู่แข่งได้ ยิ่งถ้าสามารถพัฒนาและสร้างความแตกต่างของสินค้าและบริการให้เหนือกว่าคู่แข่งด้วย ก็จะสามารถต้านกระแสบาทแข็งได้เป็นอย่างดี ในระยะยาวรัฐบาลควรจะพยายามเปิดตลาดใหม่ในประเทศใหม่ที่สินค้าไทยไม่เคยเจาะตลาดเหล่านั้นมาก่อน ส่วนทางภาคเอกชนควรจะมีการวิจัยและพัฒนาสินค้าและบริการเพื่อสนองตอบความต้องการที่แท้จริงของลูกค้า ซึ่งจะทำให้แข่งขันได้แม้ค่าเงินบาทจะแข็งค่าขึ้นก็ตาม

ข่าวล่าสุด

ทีทีบีเตือนยุค AI งานซ้ำเสี่ยงหาย เร่งสร้างทักษะใหม่

ทีทีบีเตือนยุค AI งานซ้ำเสี่ยงหาย เร่งสร้างทักษะใหม่