
ครม.ไฟเขียวงบเร่งด่วย537ล้าน แก้ปัญหาน้ำท่วมจ.เพชรบุรี
ครม.สัญจรเห็นชอบงบเร่งด่วนแก้ปัญหาน้ำท่วม จ.เพชรบุรี 537 ล้านบาท พร้อมหนุนยกระดับเป็นนครครัวโลก ลดเหลื่อมล้ำภาคการท่องเที่ยว
ครม.สัญจรเห็นชอบงบเร่งด่วนแก้ปัญหาน้ำท่วม จ.เพชรบุรี 537 ล้านบาท พร้อมหนุนยกระดับเป็นนครครัวโลก ลดเหลื่อมล้ำภาคการท่องเที่ยว
นายปรเมธี วิมลศิริ เลขาธิการ คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) เปิดเผยว่า ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี นอกสถานที่อย่างเป็นทางการ ที่จ.เพชรบุรี เมื่อวันที่ 6 มี.ค. 2561 คณะรัฐมนตรี(ครม.) ได้ประชุม ยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมกลุ่มจังหวัด ภาคกลางตอนล่าง 2 ร่วมกับ ผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้แทนเอกชน ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และผู้แทนเกษตรกร โดยได้ให้ความเห็นชอบต่อข้อเสนอของทั้งภาคเอกชน และส่วนราชการโดยโครงการใดที่สามารถดำเนินการได้ทันทีให้จัดสรรงบเป็นประมาณปี 2561 ส่วนของงบกลาง แต่บางส่วนให้จัดสรรเป็นงบประมาณปี 2562
สำหรับข้อเสนอ 4 ด้าน ได้แก่ ด้านที่1 การบริหารจัดการน้ำ ประกอบด้วยโครงการบรรเทาอุทกภัยและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมพื้นที่จังหวัดเพชรบุรีตอนล่างอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เนื่องจากจ.เพชรบุรีได้รับผลกระทบจากการเกิดอุทกภัยในพื้นที่ลุ่มน้ำเพชรบุรีตอนล่างทำให้เกิดน้ำท่วมในอ.เมือง เกิดปัญหาต่อการคมนาคมและเกิดความเสียหายต่อเนื่องมาแล้ว 2 ปี ซึ่งโครงการชลประทานเพชรบุรีนี้ มีโครงการมาตั้งแต่ปี 2559 วงเงิน 8,500 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินการ 7 ปี โดยในปีแรกดำเนินโครงการคลองส่งน้ำสายใหญ่ วงเงิน 1,100 ล้านบาท เพื่อเพิ่มการระบายน้ำออกจากแม่น้ำเพชรบุรี ส่วนปี 2560 จัดสรรงบประมาณจากกลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนล่าง 2 วงเงิน 327 ล้านบาท ปี 2561 กรมชลประทานได้รับงบกลางเป็นเงิน 200 ล้านบาท โดยในครั้งนี้ ครม.ได้เห็นชอบสนับสนุนงบประมาณเพิ่มเติมเพื่อดำเนินการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมจ.เพชรบุรีภายใต้โครงการนี้ 573 ล้านบาท ส่วนที่เหลืออีก 7,400ล้าน จะมีการเสนอเป็นโครงการขนาดใหญ่ต่อไป
นอกจากนี้ ได้เห็นชอบการก่อสร้างเขื่อนป้องกันน้ำท่วม ริมแม่น้ำเพชรบุรีระยะที่ 3 ฝั่งซ้ายตั้งแต่สะพานวัดจันทราวาสอ.เมือง เพชรบุรี ความยาว 250 เมตร วงเงิน25 ล้านบาท
ด้านที่ 2 การท่องเที่ยว ครม.เห็นชอบที่จะการเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวชุมชนและแหล่งพำนักระยะยาว(ลองสเตย์) ของกลุ่มจ.ภาคกลางตอนล่างเนื่องจากเป็นพื้นที่มีศักยภาพสูงนอกเหนือจากแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงระดับนานาชาติคือชะอำ หัวหินแล้ว ยังมีแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศเชิงประวัติศาสตร์วัฒนธรรมและการท่องเที่ยวโดยชุมชนที่โดดเด่นซึ่งอยู่ไม่ไกลกรุงเทพฯ โดยการที่รัฐบาลมีนโยบายไทยนิยมยั่งยืนและงบประมาณส่วนหนึ่งในการพัฒนาหมู่บ้านเพื่อรองรับนักท่องเที่ยว จะเชื่อมโยงเข้ากับโครงการนี้ เชื่อมโยงกับผลิตภัณฑ์ของชุมชน
ด้านที่ 3 การค้าการลงทุนและการค้าชายแดน เอกชนขอรับการสนับสนุนเพื่อให้กลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนล่าง 2 เป็น นครแห่งครัวโลกด้วยศักยภาพด้านอาหารทะเลซึ่งปัจจุบันมีมูลค่าการส่งออกอยู่ 1 แสนล้านบาท ซึ่งต้องมีการการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบจัดการสินค้าในการแปรรูป โดยขอการสนับสนุนจากภาครัฐและครั้งนี้ ครม. ก็ได้เห็นชอบในหลักการ 3 เรื่อง คือ ยกระดับพัฒนาฝีมือแรงงานเพื่อเข้าสู่โรงงานอุตสาหกรรม ยกระดับศูนย์บริการใบรับรองสินค้าและประมงส่งออก และการพัฒนาตลาดทะเลไทยศูนย์แสดงิสนค้าและบริการอาหารแบบครบวงจร ซึ่งขณะนี้เอกชนอยู่ยู่ระหว่างการศึกษาแนวทางพัฒนาจะเสนอขอรับการสนับสนุนในระยะต่อไป
ส่วนประเด็นที่เอกชนเสนอเรื่องการยกรับะดับจุดผ่อนปรน พิเศษด่านสิงขร จ.ประจวบคีรีขันธ์เป็นจุดผ่านแดนถาวรนั้น เรื่องนี้ถือเป็นนโยบายของรัฐบาลอยู่แล้ว แต่ข้อติดขัดยังอยู่ที่ฝ่ายของเมียนมา ซึ่งรัฐบาลรับจะไปเจรจากับรัฐบาลเมียนมาต่อไป
ด้านที่4 การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ครม. เห็นชอบโครงการสนับสนุนการปลูกและบำรุงป่าชายเลนทดแทนให้แก่กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง จ.สมุทรสงคราม ให้แก่กรมทรัพยากรทางทะเลวงเงิน 563.39 ล้านบาท พร้อมทั้งเห็นชอบโครงการฟื้นฟูป่าชายเลนในพื้นที่เลนงอกใหม่ในท้องที่จ.เพชรบุรี โดยทำการปักไผ่ชะลอความรุนแรงของคลื่นระยะทาง 20 กม.วงเงิน 80.50 ล้านบาท ปลูกป่าชายเลนจำนวน 625 ไร่ รวมเป็นเงิน 3.99 ล้านบาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 84.49 ล้านบาท โครงการป้องกันและแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งทะเลอ่าวไทยฝั่งตะวันตก ของจ.สมุทรสงคราม วงเงินงบประมาณ 57 ล้านบาท นอกจากนี้เห็นชอบสนับสนุนโครงการบริหารจัดการขยะ จ.สมุทรสงคราม ที่ขณะนี้มีขยะ 67,844ตันต่อปี โดยเห็นชอบให้ดำเนินโครงการจ้างที่ปรึกษาเพื่อศึกษาความเหมาะสมและออกแบบสถานที่ศูนย์กำจัดขยะมูลฝอยจ.สมุทรสงคราม วงเงิน10 ล้านบาท







