posttoday
ยุโรปป้องเทกโอเวอร์ หวั่นจีนเขมือบโนว์ฮาว

ยุโรปป้องเทกโอเวอร์ หวั่นจีนเขมือบโนว์ฮาว

04 มีนาคม 2561

นรินรัตน์ พรหมพิทักษ์ เมื่อปลายเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา ถึงคราวบรรดาประเทศในยุโรปนั่งไม่ติด เมื่อบริษัท เจ้อเจียง จีลี่ โฮลดิ้ง กรุ๊ป ผู้ผลิตรถจากจีน เข้าซื้อหุ้นของเดมเลอร์ ค่ายรถใหญ่ของเยอรมนีที่มีแบรนด์ชื่อดังในเครืออย่าง เมอร์เซเดส-เบนซ์ สัดส่วนกว่า 9% มูลค่า 9,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.8 แสนล้านบาท) ส่งผลให้จีลี่กลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่สุดของบริษัท และเปิดทางให้จีลี่สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีรถยนต์พลังงานไฟฟ้า (อีวี) ของเดมเลอร์ได้

นรินรัตน์ พรหมพิทักษ์

เมื่อปลายเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา ถึงคราวบรรดาประเทศในยุโรปนั่งไม่ติด เมื่อบริษัท เจ้อเจียง จีลี่ โฮลดิ้ง กรุ๊ป ผู้ผลิตรถจากจีน เข้าซื้อหุ้นของเดมเลอร์ ค่ายรถใหญ่ของเยอรมนีที่มีแบรนด์ชื่อดังในเครืออย่าง เมอร์เซเดส-เบนซ์ สัดส่วนกว่า 9% มูลค่า 9,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.8 แสนล้านบาท) ส่งผลให้จีลี่กลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่สุดของบริษัท และเปิดทางให้จีลี่สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีรถยนต์พลังงานไฟฟ้า (อีวี) ของเดมเลอร์ได้

การซื้อหุ้นเดมเลอร์ยังเป็นการติดปีกให้จีลี่ยิ่งขึ้น จากในปัจจุบันจีลี่เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในบริษัทรถหลายประเทศ เช่น วอลโว่จากสวีเดน รวมถึงแอลอีวีซีผู้ผลิตแท็กซี่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าในอังกฤษ

แม้การรุกคืบเข้าซื้อธุรกิจต่างชาติของจีน โดยเฉพาะในยุโรปจะไม่ใช่เรื่องใหม่นัก เพราะที่ผ่านมาจีนโหมลงทุนในยุโรปอย่างต่อเนื่องจนไปอยู่ที่ 6.5 หมื่นล้านยูโร (ราว 2.5 ล้านล้านบาท) ในปี 2017 จากไม่ถึง 2,000 ล้านยูโร (ราว 7.7 หมื่นล้านบาท) เมื่อปี 2010 ตามข้อมูลของ เบเกอร์ แมคเคนซี่ บริษัทที่ปรึกษาธุรกิจชื่อดัง แต่ "วิธีการ" แผ่อิทธิพลของจีนที่เปลี่ยนไปกำลังสร้างความวิตกยิ่งขึ้นให้ชาติยุโรปว่า หากปล่อยให้จีนรุกคืบต่อไปเรื่อยๆ ยุโรปอาจเสีย "โนว์ฮาว" ของภาคอุตสาหกรรมและภาคธุรกิจที่มีความสำคัญเชิง กลยุทธ์ไปให้จีน

ปัจจัยหลัก 2 ประการที่ส่งผลให้จีนเดินหน้าเข้าครอบครองธุรกิจต่างชาติมาอย่างต่อเนื่อง มาจากโครงการ "1 แถบ 1 เส้นทาง" (OBOR) ของจีน ที่ริเริ่มโดยประธานาธิบดี สีจิ้นผิง เพื่อขยายเส้นทางการค้าของจีนทั้งทางบกและทางทะเล โดยการเข้าซื้อกิจการต่างชาติที่ตั้งอยู่ตามแนวโครงการดังกล่าวจะช่วยให้จีนมีอิทธิพลทางการค้าภายในพื้นที่นั้นๆ และปัจจัยที่ 2 มาจากแผนกลยุทธ์ "เมด อิน ไชน่า 2025" ที่มีจุดมุ่งหมายใช้นวัตกรรมยกระดับภาคการผลิตและบริการ ในการสร้างกลไกการขยายตัวทางเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ให้จีน

ทั้งนี้ ธุรกิจรถยนต์เป็นหนึ่งในภาคอุตสาหกรรมที่จีนหมายตาอยู่ โดย ยูโรเปียน ธิงก์-แทงก์ เน็ตเวิร์ก ออน ไชน่า (อีทีเอ็นซี) สถาบันคลังสมองของยุโรป เปิดเผยว่า ในช่วงปี 2010-2016 จีนเดินหน้าลงทุนในอุตสาหกรรมรถยนต์คิดเป็นสัดส่วน 14% ตามหลังธุรกิจด้านการคมนาคม อสังหาริมทรัพย์ และโทรคมนาคมที่ 15% 15% และ 16% ตามลำดับ

สำหรับกรณีการซื้อหุ้นเดมเลอร์ล่าสุด แสดงให้เห็นว่าจีนกำลังใช้แนวทางใหม่ในการรุกคืบเข้าสู่ธุรกิจยุโรป จากเดิมที่เป็นการทุ่มงบเข้าซื้อกิจการแบบตรงๆ (M&A) หลังเยอรมนี ที่เป็นเป้าหมายใหญ่สุดของบริษัทจีนในการซื้อกิจการ คิดเป็นสัดส่วนราว 31% ของการลงทุนต่างชาติของจีน ประกาศคุมเข้มกฎการเข้าซื้อกิจการของต่างชาติเมื่อปี 2017 ที่ผ่านมา หลังบริษัท มีเดอา ผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่ของจีนเสนอซื้อหุ้น กูกา บริษัทผลิตหุ่นยนต์ของเยอรมนี เป็นสัดส่วนถึง 90% ขยับเข้าใกล้โนว์ฮาวด้านเทคโนโลยีของเยอรมนีขึ้นไปอีกขั้น

ทั้งนี้ การเข้าซื้อกูกาของจีน ทำให้รัฐบาลเยอรมนีตระหนักถึง "สัญญาณเตือนครั้งใหญ่" จนออกกฎว่าหากต่างชาติเสนอซื้อหุ้นในธุรกิจเยอรมนีสัดส่วนสูงกว่า 25% ข้อเสนอดังกล่าวจะต้องผ่านการพิจารณาจากกระทรวงกิจการเศรษฐกิจและพลังงานของเยอรมนีก่อน โดยบริษัทที่เสนอซื้อกิจการยังต้องขึ้นทะเบียนการซื้อธุรกิจทั้งหมดในภาคส่วนนั้นๆ กับทางกระทรวง นอกจากนี้ กฎดังกล่าวยังเพิ่มเวลาให้ทางกระทรวงพิจารณาข้อเสนอซื้อกิจการได้นานขึ้น อยู่ที่ราว 4 เดือน สำหรับการซื้อธุรกิจข้ามภาคส่วน และ 3 เดือนสำหรับการซื้อธุรกิจภายในภาคส่วนเดียวกัน

ขณะเดียวกันการซื้อธุรกิจในบางภาคส่วนที่มีความสำคัญเชิงกลยุทธ์และมีผลต่อพลเมืองในประเทศ เช่น ระบบโครงสร้างพื้นฐาน โทรคมนาคม เทคโนโลยี การเงินและประกันภัย พลังงาน บริการสุขภาพ คมนาคม และธุรกิจอาหาร จะมีระเบียบการพิจารณาที่เข้มงวดยิ่งขึ้นไปอีก และเดดไลน์การเข้าไปตรวจสอบยังอยู่ที่ถึง 5 ปี หลังการยื่นข้อเสนอเข้าไปลงทุนหรือซื้อกิจการ

อย่างไรก็ดี แม้เยอรมนีดำเนินการขันนอตคุมการแผ่อิทธิพลจากต่างชาติ แต่ก็ไม่อาจหยุดยั้งจีนได้ โดยในการซื้อหุ้นเดมเลอร์นั้น จีลี่ เข้าซื้อเพียง 9.7% ทำให้หลุดรอดเกณฑ์การแทรกแซงที่ 25% ของรัฐบาลไปได้

กรณีการซื้อกิจการดังกล่าวในเยอรมนียังเป็นตัวเร่งให้สหภาพยุโรป (อียู) เตรียมร่างกฎหมายร่วมกันภายในสหภาพเป็นฉบับแรกสำหรับควบคุมการซื้อกิจการจากต่างชาติโดยเฉพาะ เพื่อปกป้องทั้งโนว์ฮาวและความมั่นคงของประเทศ

แฟรงก์ พรูส สมาชิกรัฐสภายุโรปจากฝรั่งเศส เปิดเผยว่า อียูมีแนวโน้มบรรลุข้อตกลงในการร่างกฎดังกล่าวภายในสิ้นปีนี้ โดยพรูสซึ่งเป็นหนึ่งในแกนนำร่างกฎหมายดังกล่าว ระบุว่า กฎใหม่จะช่วยสร้างฐานข้อมูลส่วนกลางขึ้น เพื่อรวบรวมข้อมูลการซื้อกิจการจากต่างชาติในอดีต และกำหนดขอบเขตว่าการซื้อหุ้นหรือกิจการประเภทใดที่เข้าข่ายเป็นภัยคุกคามความมั่นคง ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ภาคส่วนใหญ่ๆ คือ "ระบบโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ" ประกอบด้วย ด้านพลังงาน คมนาคม การสื่อสารและข้อมูล อวกาศ และการเงิน กับอีกภาคส่วนคือ "เทคโนโลยีสำคัญ" ได้แก่ เซมิคอนดักเตอร์ หุ่นยนต์ และปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ)

นอกจากนี้ พรูส เปิดเผยว่า กฎหมายใหม่ที่จะเสนอต่อรัฐสภายุโรปในวันที่ 21-22 มี.ค.นั้น จะเพิ่มการคุมเข้มยิ่งขึ้นใน 3 ส่วน ประกอบด้วย 1.กำหนดให้รัฐบาล อียูแต่ละประเทศร่างแผนทางเลือกขึ้น เมื่อการเสนอเข้าลงทุนในธุรกิจใดๆ ได้รับการคัดค้านจากคณะกรรมาธิการกลางและประเทศอียูอย่างน้อย 9 ประเทศ 2.เสนอขยายรายชื่อภาคอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญเชิงกลยุทธ์ เช่น อุตสาหกรรมการบินและสื่อมวลชน 3.ให้สิทธิรัฐสภายุโรปในการตรวจสอบข้อเสนอธุรกิจการลงทุนบางกรณี

หากหลักเกณฑ์ใหม่ของอียูมีผลบังคับใช้แล้ว ไม่เพียงจะช่วยอุดช่องการเสียภาคธุรกิจสำคัญๆ ไปเท่านั้น แต่ยังเป็นการเพิ่มพลังให้รัฐบาลยุโรปในการสกัดการแผ่อิทธิพลของกลุ่มทุนจีน ซึ่งขณะนี้เริ่มรุกเข้าสู่การซื้อระบบโครงสร้างพื้นฐานสำคัญๆ ด้วย เช่น โดยล่าสุดเมื่อปลายเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา รัฐบาลฝรั่งเศสได้บล็อกการเสนอซื้อหุ้นราว 10% ของสนามบินตูลูส โดยบริษัท คาซิล ยุโรป บริษัทลงทุนที่ตั้งขึ้นโดยกลุ่มทุนจีน

การแผ่อิทธิพลของพญามังกรครั้งล่าสุด ถือเป็นการขยับตัวครั้งใหญ่ที่ทำให้บรรดาประเทศในยุโรปต้องตื่นขึ้นและแสวงหาทางรับมืออย่างจริงจัง ก่อนที่ภาคธุรกิจสำคัญที่เป็นความภาคภูมิใจของประเทศจะหลุดไปอยู่ในมือของคนอื่นในอนาคต n

ข่าวล่าสุด

ทีทีบีเตือนยุค AI งานซ้ำเสี่ยงหาย เร่งสร้างทักษะใหม่

ทีทีบีเตือนยุค AI งานซ้ำเสี่ยงหาย เร่งสร้างทักษะใหม่