posttoday
ปรากฏการณ์ ตูน บอดี้สแลม (6)

ปรากฏการณ์ ตูน บอดี้สแลม (6)

04 มีนาคม 2561

นายแพทย์วิชัย โชควิวัฒนระบบ "เงินบำรุง รพ." เกิดขึ้นครั้งแรก เมื่อ นพ.เสม พริ้งพวงแก้ว ถูกส่งไปอยู่ที่ จ.เชียงราย ได้ร่วมกับข้าหลวงประจำจังหวัดชักชวนบริจาคสร้าง รพ.ขึ้นจนสำเร็จ รพ.เชียงรายจึงได้ชื่อว่า "รพ.เชียงรายประชานุเคราะห์" มาตั้งแต่ต้น เพราะสร้างขึ้นด้วยเงินบริจาคของประชาชนตาม "นโยบาย" สมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม โดยไม่มีงบประมาณสนับสนุนเลย เมื่อสร้างขึ้นแล้วเปิดบริการก็ไม่มีงบประมาณค่ายาให้ ทาง รพ.จึงใช้วิธีเก็บเงินค่าบริการจากคนไข้แล้วนำมาซื้อยาหมุนเวียนให้บริการต่อไป แต่การกระทำนั้นถือว่าไม่ถูกต้องเพราะเงินที่เก็บจากคนไข้ต้องส่งคลังเป็นรายได้แผ่นดิน นพ.เสมได้ชี้แจงว่า รพ.สร้างขึ้นโดยหลวงไม่ได้ให้เงินสักบาท ค่ายาก็ไม่มีให้ ถ้าเก็บเงินแล้วส่งเข้าคลังจะเอาเงินจากไหนไปซื้อยาให้คนไข้

นายแพทย์วิชัย โชควิวัฒน

ระบบ "เงินบำรุง รพ." เกิดขึ้นครั้งแรก เมื่อ นพ.เสม พริ้งพวงแก้ว ถูกส่งไปอยู่ที่ จ.เชียงราย ได้ร่วมกับข้าหลวงประจำจังหวัดชักชวนบริจาคสร้าง รพ.ขึ้นจนสำเร็จ รพ.เชียงรายจึงได้ชื่อว่า "รพ.เชียงรายประชานุเคราะห์" มาตั้งแต่ต้น เพราะสร้างขึ้นด้วยเงินบริจาคของประชาชนตาม "นโยบาย" สมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม โดยไม่มีงบประมาณสนับสนุนเลย เมื่อสร้างขึ้นแล้วเปิดบริการก็ไม่มีงบประมาณค่ายาให้ ทาง รพ.จึงใช้วิธีเก็บเงินค่าบริการจากคนไข้แล้วนำมาซื้อยาหมุนเวียนให้บริการต่อไป แต่การกระทำนั้นถือว่าไม่ถูกต้องเพราะเงินที่เก็บจากคนไข้ต้องส่งคลังเป็นรายได้แผ่นดิน นพ.เสมได้ชี้แจงว่า รพ.สร้างขึ้นโดยหลวงไม่ได้ให้เงินสักบาท ค่ายาก็ไม่มีให้ ถ้าเก็บเงินแล้วส่งเข้าคลังจะเอาเงินจากไหนไปซื้อยาให้คนไข้

เมื่อผู้เขียนเข้ารับราชการใน ปี 2517 ใน รพ.อำเภอที่รับผิดชอบดูแลประชากร 8 หมื่นเศษ มี งบประมาณค่ายาและเวชภัณฑ์เพียง ปีละ 1 หมื่นบาทเท่านั้น เท่ากับรัฐบาลจ่ายเงินดูแลรักษาประชาชนเพียงปีละ 12.5 สตางค์/คน ต่อมา ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ประกาศนโยบาย "ทำสงครามประชาชน" โดยนโยบาย "เงินผัน ประกันราคาพืชผล คนยากคนจนรักษาฟรี ขึ้นรถเมล์ฟรี" งบประมาณค่ายาเพิ่มเป็นหลักแสนโดยเคยได้ถึงปีละ 4 แสน ซึ่ง รพ.ชุมชนสมัยนั้นมีความรู้สึกเหมือน "ขอทานถูกหวย" แต่เมื่อคิดงบต่อประชากรก็เพียงคนละ 5 บาท/ปีเท่านั้น เงินหมุนเวียนใช้จ่ายใน รพ.ส่วนใหญ่จึงยังเป็นเงินบำรุงที่ต้องเรียกเก็บจากคนไข้นั่นเอง

มีความพยายามของรัฐบาล ที่จะดูแลช่วยเหลือประชาชนในเรื่องค่ารักษาพยาบาลมาอย่างต่อเนื่อง โดยพิจารณาช่วยเหลือเพิ่มทีละกลุ่ม

กลุ่มแรก คือ ข้าราชการ และครอบครัวได้รับสวัสดิการรักษาพยาบาลอย่างเป็นกอบเป็นกำ เพราะหากเป็นคนไข้นอก คือไปรับบริการแล้วกลับบ้านได้ เดิมต้องจ่ายเงินไปก่อนแล้วมาเบิกคืนภายหลัง โดยมักเบิกคืนได้เต็มจำนวน หากป่วยหนักต้องนอน รพ.ก็ให้เบิกจากต้นสังกัด รายการที่ข้าราชการต้องจ่ายเพิ่มมักเป็นส่วนน้อย เช่น ส่วนต่างค่าห้องพิเศษ ปัจจุบันประชากรกลุ่มนี้ใช้เงินก้อนนี้ในอัตราสูงสุด โดยมีจำนวนราว 4.8 ล้านคน ปี 2559 ใช้เงินไปราว 7.1 หมื่นล้านบาท เฉลี่ยราวคนละ 14,790 บาท

กลุ่มที่สอง ประกันสังคม เริ่มเมื่อปี 2534 เป็นระบบ "ประกัน" (Insurance) เริ่มต้นเก็บเงินจาก "ผู้ประกันตน" โดยหักค่าจ้าง 1.5% ไม่เกินเดือนละ 500 บาท นายจ้างและรัฐบาลสมทบเท่ากัน นำมาใช้เป็นค่ารักษาพยาบาลราว 0.8% ปัจจุบันครอบคลุมประชากรกว่า 13 ล้าน ใช้เงินเหมาจ่ายราวคนละ 3,500 บาท/ปี

กลุ่มที่สาม "บัตรทอง" พัฒนาจากระบบ "คนไข้อนาถา" โดยรัฐบาลจ่ายค่ายาให้ รพ.ชุมชนปีละ 1 หมื่นบาท/แห่ง เท่ากับราวคนละ 12.5 สตางค์/ปี ต่อมาสมัย ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เพิ่มให้เป็นคนละ 5 บาท/ปี และมีการเพิ่มการสงเคราะห์ "บุคคลที่ควรช่วยเหลือเกื้อกูล" กลุ่มอื่นๆ เช่น เด็ก คนสูงอายุ คนพิการ และอื่นๆ จนครอบคลุมการให้บริการรักษาพยาบาล "บางส่วน" แก่ประชากรรวมกับข้าราชการและประกันสังคมแล้วครอบคลุมราว 79% จนรัฐบาลทักษิณตัดสินใจดำเนินนโยบาย "หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า" ครอบคลุมประชากรครบ 100% ในปี 2544 เฉพาะกลุ่มประชากร "บัตรทอง" มี 48 ล้านบาท ใช้เงินไปในปี 2560 รวม 123,465.78 ล้านบาท เฉลี่ยราวคนละ 2,572.20 บาท

โดยที่รัฐได้เข้าไป "บริหารจัดการ" ระบบการเงินการคลังที่ใช้จ่ายให้ประชาชนกลุ่มใหญ่ๆ ทั้ง 3 กลุ่ม รายได้ของ รพ.รัฐ ส่วนใหญจึงมาจากงบประมาณที่มาจาก 3 กลุ่มนี้เป็นหลัก แต่ รพ.รัฐก็มีความคล่องตัวพอสมควร เพราะเงินทั้ง 3 ก้อนนี้ ล้วนเข้าสู่ระบบเงินบำรุงของ รพ. ที่ รพ.สามารถนำไปใช้จ่ายได้ตามระเบียบเงินบำรุงที่กระทรวงการคลังและสำนักงบประมาณให้ความเห็นชอบตาม พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2502

เงินบำรุงของ รพ.นี้ นอกจากนำไปใช้ซื้อยาเป็นหลักแล้ว สามารถนำส่วนหนึ่งไปซื้อเครื่องมือแพทย์ และใช้ในการก่อสร้างอาคารของ รพ.ได้ตาม "แผนเงินบำรุง" ของแต่ละ รพ. ตัวอย่างเช่น อาคารปิยมหาราชการุณย์ของ รพ.ศิริราช สร้างจากงบประมาณที่รัฐบาลจัดสรรให้ส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งใช้เงินบำรุงของ รพ.

ตั้งแต่สมัยรัฐบาล ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช งบสงเคราะห์ผู้มีรายได้น้อยก้อนโต เมื่อนำไปซื้อยามาให้บริการคนไข้ รวมกับงบประจำ เงินค่าบริการ ที่เก็บจากคนไข้เข้าสู่ระบบเงินบำรุงทั้งหมด ทำให้ รพ.มีความคล่องตัวสูง เพราะ รพ.สามารถจัดบริการให้ประชาชนได้เกือบจะอิสระ รพ.บางแห่งแยกบัญชีรายการยาสำหรับคนยากจนโดยเฉพาะ ทำให้เกิดบริการสองมาตรฐาน และยังมีขั้นตอนการไปรับบริการ จนผู้อำนวยการ รพ.อาวุโสท่านหนึ่ง ในรายชื่อ 11 รพ.ในโครงการของตูน ต้องพูดเตือนผู้ให้บริการว่า "ระวังอย่าให้บริการคนยากจนเหมือนเปรตมาขอรับส่วนบุญ"

หลังเกิด พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 ซึ่งเกิดหลังรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน พ.ศ. 2540 ซึ่งกล่าวถึง "ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์" เป็นครั้งแรก พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เปลี่ยนหลักการให้การบริการสาธารณสุขเป็นสิทธิของประชาชน และมีคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติที่มีตัวแทนทุกภาคส่วน รวมทั้งภาคประชาสังคมร่วมเป็นกรรมการ ทำหน้าที่เป็น "ปากเสียงประชาชน" ในการ "ซื้อบริการ" จากสถานบริการ ตามหลักการแยก ผู้ซื้อบริการกับผู้ให้บริการออกจากกัน (Puchaser-Provider Split) สามารถทำลาย "กำแพงเงิน" ทำให้ประชาชน ทั้งคนยากจนและคนชั้นกลางสามารถได้รับบริการเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด การรับบริการเพิ่มจากปีละ 1.7 ครั้ง เป็น 3.7 ครั้ง และลดการสิ้นเนื้อประดาตัวจากการเจ็บป่วยลงได้อย่างชะงัด ข่าวคราวเรื่องคนยากจนต้องขายไร่นา ขายวัวควายหรือขายลูกสาวไปรักษาตัวแทบไม่ได้ยินอีกแล้ว

"ข่าวดี" ในฟากประชาชน มาพร้อมกับ "ข่าวร้าย" ในฟาก รพ. ในระยะแรกถึงขั้นมีข่าว รพ. "ล้มละลาย" จำนวนมาก ต่อมาแม้ข่าวเรื่อง "รพ.เจ๊ง" จะซาลงไปมากแล้ว แต่ก็ยังมีปัญหา "เงินไม่พอ" เมื่อ ตูนวิ่งรณรงค์เพื่อรับบริจาคให้ รพ. 11 แห่งทั่วประเทศ จึงเป็นข่าวดีของ รพ. แม้จะมีเสียงวิจารณ์ทางลบบ้าง แต่ตูนก็ "นิ่ง" ไม่เต้นตามข่าวเหล่านั้น และสามารถทำให้กลายเป็นข่าวดีของคนทั้งประเทศและตูนก็ได้รับสถานะ "บุคคลแห่งปี" ไปอย่างเต็มภาคภูมิ

ข่าวล่าสุด

ทีทีบีเตือนยุค AI งานซ้ำเสี่ยงหาย เร่งสร้างทักษะใหม่

ทีทีบีเตือนยุค AI งานซ้ำเสี่ยงหาย เร่งสร้างทักษะใหม่