
ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทยงานมหกรรมอุดมศึกษา : อุดมศึกษา-พลังขับเคลื่อนประเทศไทย 4.0 จัดโดยที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย หรือ ทปอ. เนื่องในโอกาสครบรอบ 45 ปี และเพื่อตอบสนองนโยบาย "ทปอ. พลัส พลัส หรือ ทปอ. บวก บวก" หมายถึง การรวมพลังกัน
ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย
งานมหกรรมอุดมศึกษา : อุดมศึกษา-พลังขับเคลื่อนประเทศไทย 4.0 จัดโดยที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย หรือ ทปอ. เนื่องในโอกาสครบรอบ 45 ปี และเพื่อตอบสนองนโยบาย "ทปอ. พลัส พลัส หรือ ทปอ. บวก บวก" หมายถึง การรวมพลังกัน
งานนี้ไม่เพียงแต่มหาวิทยาลัยของรัฐขนาดใหญ่ในทุกภูมิภาคที่เป็นสมาชิกของ ทปอ.เท่านั้น แต่ยังจับมือกับมหาวิทยาลัยทุกกลุ่ม ทั้งมหาวิทยาลัยราชภัฏ มหาวิทยาลัยราชมงคล และมหาวิทยาลัยเอกชนทั่วประเทศ โดยจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เกิดเป็น "มหาพลังบวก" ในการร่วมกันพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจของประเทศไทย
มหาพลังบวกนี้จะสามารถขับเคลื่อนไทยแลนด์ 4.0 ได้อย่างแท้จริง เพราะองค์ความรู้และนวัตกรรมที่เกิดขึ้นในประเทศชั้นนำทั่วโลก ล้วนแล้วแต่ตั้งไข่ในห้องปฏิบัติการของมหาวิทยาลัยแทบทั้งสิ้น ก่อนออกไปเจริญเติบโตอย่างเข้มแข็งในภาคอุตสาหกรรม
ตัวอย่างเช่น ความสำเร็จของเมืองเทคโนโลยีซิลิคอนวัลเลย์ ก็เริ่มต้นจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด (Stanford University) ผนวกกับมหาวิทยาลัยในเขตรัฐแคลิฟอร์เนียตอนบน และสามเหลี่ยมวิจัย (Research Triangle) ในมลรัฐนอร์ทแคโรไลนา ภายใต้ความร่วมมือของมหาวิทยาลัยแห่งนอร์ทแคโรไลนา (University of North Carolina) มหาวิทยาลัยดุ๊ก (Duke University) และ มหาวิทยาลัยนอร์ทแคโรไลนาสเตท (North Carolina State University) เกิดเป็นเมืองวิจัยและอุตสาหกรรมไฮเทคที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในโลก
ดังนั้น การรวมพลังของทุกมหาวิทยาลัยไทยจะช่วย "เปลี่ยน" ประเทศไทย ดังตัวอย่างที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วทั่วโลกได้แน่นอน
งานมหกรรมอุดมศึกษาครั้งประวัติศาสตร์นี้ จึงเป็นการส่งสัญญาณแรงๆ ไปยังทั้งภาคสังคมและภาครัฐ ว่ามหาวิทยาลัยไทยพร้อมที่จะเปลี่ยน พร้อมที่จะสู้เป็นทีมไทยแลนด์ 4.0 เพื่อยกระดับสังคมและเศรษฐกิจของไทย โดยมีนิทรรศการแสดงผลงานอันเป็นที่ประจักษ์ ทั้งมิติทางสังคมที่เน้นเรื่องการลดความเหลื่อมล้ำด้วยการกระจายความรู้สู่ชุมชน สร้างเอสเอ็มอี และการเกษตรแปรรูปที่ทันสมัย พึ่งพาตนเองได้ อีกทั้งเรื่องนวัตกรรมทางการจัดการสังคมอย่างยั่งยืน มีตัวอย่าง Social Enterprise หรือกิจการเพื่อสังคมที่ประสบความสำเร็จ
ด้านมิติทางเศรษฐกิจจะเน้นเรื่องการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการแก้ปัญหาประเทศ เช่น เรื่องเมืองอัจฉริยะ (Smart City) ที่แสดงนวัตกรรมการเชื่อมโยงระบบทุกสิ่งอย่างร่วมกัน (Internet of Things) และ AI ปัญญาประดิษฐ์ ที่มาช่วยมนุษย์ในการตัดสินใจ และช่วยควบคุมระบบอัตโนมัติ เพื่อแก้ปัญหาการจราจร ปัญหาสิ่งแวดล้อม มลพิษ จนถึงแก้ปัญหาสาธารณสุขเพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุ
สัญญาณแรงๆ จากมหาวิทยาลัยไทยยังจะส่งไปถึงรัฐว่า มหาวิทยาลัยทุกแห่งพร้อมสนับสนุนนโยบายไทยแลนด์ 4.0 เต็มรูปแบบ และยังเชื่อมั่นว่านี่คือคำตอบของการฉุดไทยขึ้นจากกับดักประเทศรายได้ปานกลาง และสัญญาณนี้ยังกระตุ้นรัฐให้ลงมือสนับสนุนมหาวิทยาลัยอย่างเป็นรูปธรรมชัดเจนมากยิ่งขึ้น
ทั้งนี้ เห็นได้จากประเทศคู่แข่งที่นำไทยไปก่อนหน้านี้ ทั้งสิงคโปร์และมาเลเซีย ที่รัฐทั้งลงทุน ลงแรงเต็มรูปแบบด้วยงบประมาณมหาศาล และการปฏิรูปกฎหมาย กฎระเบียบ ที่ไม่เอื้อในการพัฒนาและแข่งขันของมหาวิทยาลัย อีกทั้งรัฐยังต้องทำหน้าที่เป็นสะพานที่แข็งแรง เชื่อมภาคเอกชนกับสถาบันอุดมศึกษาให้ได้ เพราะหากรัฐไม่เป็นสะพาน มหาวิทยาลัยก็ต้องว่ายน้ำข้ามไป ก็จะไปถึงอีกฝั่งได้ยากเย็น เอกชนก็คงไม่ว่ายข้ามมา เพราะแค่ต่อสู้เพื่อความอยู่รอดก็เหนื่อยเต็มทนแล้ว
เมื่อมองเศรษฐกิจไทยในภาพรวมของทั้งเมืองและชนบทแล้ว ยิ่งมองเห็นบทบาทของมหาวิทยาลัยไทยแต่ละกลุ่มต่อการพัฒนาประเทศได้ชัดเจนยิ่งขึ้น จะขาดกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งไม่ได้ ภาพที่ชัดเจนนี้จึงเกิดเป็นนโยบาย ทปอ.พลัส พลัส ที่ยืนยันอีกครั้งว่า วันนี้คงไม่มีใครคิดจะไปคนเดียว เพราะถึง ตัวเองรอด แต่สังคมไม่รอด ก็ไร้ประโยชน์







