posttoday
แนวทางการสร้าง เศรษฐกิจอายุรวัฒน์ที่สงขลา

แนวทางการสร้าง เศรษฐกิจอายุรวัฒน์ที่สงขลา

04 มีนาคม 2561

เศรษฐกิจอายุรวัฒน์ หมายถึง ระบบเศรษฐกิจที่มีการเตรียมความพร้อมสำหรับการก้าวสู่สังคมวัยวุฒิ

โดย ดร.เดชรัต สุขกำเนิดอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

เศรษฐกิจอายุรวัฒน์ หมายถึง ระบบเศรษฐกิจที่มีการเตรียมความพร้อมสำหรับการก้าวสู่สังคมวัยวุฒิ โดยตัวระบบเศรษฐกิจเองยังคงสามารถดำรงหรือเพิ่มพูนความมั่งคั่งไว้ได้ แม้สัดส่วนประชากรที่สูงอายุจะเพิ่มมากขึ้นก็ตาม

การออมเป็นแนวทางหลักทางหนึ่งในการสร้างเศรษฐกิจอายุรวัฒน์ แต่ความฝันในการสร้างเศรษฐกิจอายุรวัฒน์คงจะไม่เกิดขึ้น ถ้าอัตราครัวเรือนที่มีการออมของประเทศไทยยังอยู่ที่ร้อยละ 35 เท่านั้นเอง (ข้อมูลจากการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ในปี 2557)

ผมจึงชวนพี่น้องเทศบาลเมืองเขารูปช้าง อ.เมือง จ.สงขลา และเทศบาลเมืองกำแพงเพชร อ.รัตภูมิ จ.สงขลา มาช่วยกันหาคำตอบ โดยตั้งเป้าหมายไว้ที่ทุกคนจะมีเงินออมไม่น้อยกว่า 4 แสนบาท เมื่ออายุ 60 ปี

ตัวเลขการออม 4 แสนบาท ซึ่งเป็นตัวเลขตุ๊กตาตั้งต้น มาจากผลการวิเคราะห์ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ว่า หากมีเงินออม 4 แสนบาทขึ้นไป ความสุข (หรือความพึงพอใจในชีวิต) ของผู้สูงอายุจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ

คำถามแรกที่เราชวนคิด คือ "อะไรออมได้บ้าง?" ภายใต้นิยามการออม 3 ประการ คือ (ก) ทำหรือเก็บไว้ในวันนี้ (ข) มีมูลค่าเพิ่มขึ้นในวันหน้า และ (ค) สามารถเปลี่ยนกลับมาเป็นเงินเพื่อใช้จ่ายในอนาคตได้

จากคำถามดังกล่าว พี่น้องก็ได้จัดกลุ่มรูปแบบการออมมา 5 กลุ่มด้วยกัน คือ

กลุ่มแรก คือ การออมผ่านสถาบัน/กลุ่ม/ตัวกลางทางการเงิน เช่น ธนาคาร ประกันชีวิต กลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ฯลฯ กลุ่มนี้ต้องออมผ่าน "เงิน" ต้องออมเป็นประจำ ความเสี่ยงต่ำ แต่ให้ผลตอบแทนไม่มากนัก

กลุ่มที่ 2 คือ การออมผ่านที่ดิน บ้าน อสังหาริมทรัพย์ กลุ่มนี้ไม่ต้องออมประจำ แต่ต้องลงทุนตอนแรกสูง ความเสี่ยงต่ำ และแนวโน้มจะได้ผลตอบแทนสูงในอนาคต

กลุ่มที่ 3 คือ ต้นไม้ เช่น ไม้ยืนต้นที่มีเนื้อไม้ที่มีมูลค่า ตั้งแต่ไม้ยางพารา (มูลค่าไม่มากนัก) ไปจนถึงไม้ตะเคียน สัก กันเกรา เคี่ยม ฯลฯ กลุ่มนี้ลงทุนไม่มากนัก แต่ต้องมีที่ดิน ต้องใช้เวลานาน (เช่น 20 ปี) แต่ให้ผลตอบแทนคุ้มค่ากับการรอคอย เช่น 2 หมื่นบาท/ต้น

กลุ่มที่ 4 คือ ปศุสัตว์ เช่น วัว แพะ กลุ่มนี้คล้ายกลุ่มที่ 3 แต่รอสั้นกว่า และมีผลตอบแทนดีพอสมควร เพียงแต่จะต้องมีความรู้และมีการดูแลมากกว่ากลุ่มที่ 3

กลุ่มที่ 5 คือ สิ่งของ เช่น ทองคำ พระเครื่อง วัตถุโบราณ หนังสือ/เครื่องดนตรีเก่า ผ้าทอเก่า ฯลฯ กลุ่มนี้อาจได้มาโดยมรดก/ยกให้/ซื้อ แต่การเพิ่มมูลค่าอาจต้องรอเวลานาน ต้องมีความรู้ และต้องการกระแสความนิยมมาเพิ่มมูลค่าของสิ่งนั้นๆ เช่นกัน

คำถามต่อไปของผมคือ "ใครหรือคนกลุ่มไหนที่ยังไม่ได้ออมบ้าง?"

คำตอบที่ได้รับคือ (ก) คนที่ไม่มีงานทำ (ข) แรงงานที่มีค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำ (ค) ครัวเรือนที่มีรายได้น้อย/มีภาระกำลังเลี้ยงดูลูกในวัยเรียน (ง) นักเรียน และ (จ) ผู้ที่มีหนี้นอกระบบ แล้วเราจะช่วยให้พี่น้องทั้ง 5 กลุ่มนี้ออมใน 5 รูปแบบข้างต้นอย่างไรได้บ้าง?

ปรากฏว่า การหาคำตอบให้พี่น้องทั้ง 5 กลุ่มนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายๆ พี่น้องพยายามเสนอทางเลือก แต่ก็มักจะเจอข้อติดขัด ตัวอย่างเช่น

การออมกลุ่มที่ 1 ต้องใช้เงิน (เป็นสื่อในการออม) แต่พี่น้องทั้ง 5 กลุ่ม ก็ไม่มีเงินเพียงพอในการออม เราได้มีการคำนวณกันด้วยว่า ถ้าต้องออมทุกวัน เป็นเวลา 15 ปี เพื่อให้มีเงินออม 4 แสนบาท พี่น้องจะต้องออมวันละ 50 บาท หรือเดือนละ 1,500 บาท ซึ่งเกินกำลังของพี่น้องกลุ่มนี้

ส่วนการออมกลุ่มที่ 2 (บ้านและที่ดิน) ยิ่งต้องลงทุน จึงยิ่งยากมาก การออมกลุ่มที่ 3 (ต้นไม้) ก็ต้องการที่ดิน ซึ่งพี่น้องทั้ง 5 กลุ่มก็มักมีข้อจำกัดเช่นกัน การออมกลุ่มที่ 5 (สิ่งของ) ก็ต้องลงทุนซื้อและไม่รู้ว่าจะเก็บนานไปจนถึงเมื่อไร มูลค่าจึงจะเพิ่มขึ้น

เพราะฉะนั้น เราต้องคิดว่า เราจะทะลุผ่านข้อจำกัดที่มีอยู่ได้อย่างไร? พี่น้องทั้งสองเทศบาลจึงค่อยๆ แกะทีละเปลาะ

เริ่มจากรายได้น้อยก็ออมได้ ขอให้ออมก่อน ออมน้อยๆ ก็ยังดี

พี่น้องคนหนึ่งเสนอว่า "ให้รัฐบาล/เทศบาลออมให้เขาเลย เช่น เดือนละ 500 บาท" ข้อเสนอนี้ตอนแรกก็ฟังดูแปลกๆ แต่ผู้เสนอยืนยันว่า ก็รัฐบาลจ่ายเงินให้เราใช้สอยยังทำได้เลย (บัตรคนจนเดือนละ 200-500 บาท) แล้วทำไมจะจ่ายให้เรา "ออม" ไม่ได้

"แต่รัฐจะต้องไม่ออมให้ฟรีๆ" พี่น้องอีกคนเสนอ "รัฐควรให้พี่น้องที่ได้รับเงินออมนี้ มาทำงานให้รัฐหรือเข้าร่วมโครงการพัฒนาอาชีพของรัฐ"

"หรือถ้าการออมต้นไม้ก็ไม่ต้องผูกกับที่ดินของตนเองก็ได้นิ" พี่น้องเริ่มเกิดไอเดีย "แล้วจะปลูกตรงไหน?" พี่น้องอีกคนแย้ง

"ก็ปลูกในที่ดินของรัฐก็ได้ไง ที่ดินก็ยังเป็นของรัฐเหมือนเดิม แต่เราขอมาออมต้นไม้ 20 ปี ถ้าต้องการออมสัก 4 แสน ก็ปลูกสัก/กันเกรา 20 ต้น ขายต้นละ 2 หมื่นบาท ใช้พื้นที่ไม่ถึงไร่ก็ได้แล้ว" เจ้าของไอเดียชี้แจง

"แล้วปศุสัตว์ก็สามารถออมได้เลย อย่าไปมองว่าเงินน้อย อย่างน้อยก็ปีละหมื่น ต่อไปก็ค่อยๆ ขยายได้ เมื่อวัวและแพะคลอดลูกออกมา และถ้าขายวัวหรือแพะได้ ก็ต้องบังคับออมในกลุ่มแรกด้วยนะ" พี่น้องขยายไอเดียต่อ

ที่เทศบาลเมืองกำแพงเพชรรับลูกไอเดียนี้ ถึงขนาดพร้อมจัดระบบการแบ่งช่วยเลี้ยงและการรับจ้างเลี้ยง เพื่อให้พี่น้องที่ไม่มีที่ดินทำกิน (รวมถึงนักเรียน) สามารถออมได้เลย

แปลว่า เราพอจะทลายข้อจำกัดการออมนี้ได้ "ถ้าเอาจริงแล้วอยากทำอย่างใดเป็นอย่างแรก?" ผมถามเป็นคำถามสุดท้าย

"ปศุสัตว์แล้วก็ต้นไม้" พี่น้องตอบ ก่อนขยายความต่อ "แล้วก็รัฐช่วยออมให้พร้อมกับบังคับออม แล้วก็ลดต้นทุนการมีบ้านและที่ดินของตนเอง แล้วรวมกลุ่มของสะสม"

ผมสนุกกับการพูดคุยสองวันนี้มากๆ แม้ทั้งหมดจะเป็นเพียงการระดมความเห็นเบื้องต้น แต่ผมก็เห็นวี่แววของทางออกเรื่องการออมและเศรษฐกิจอายุรวัฒน์ในอนาคตแล้วจริงๆ

ข่าวล่าสุด

ทีทีบีเตือนยุค AI งานซ้ำเสี่ยงหาย เร่งสร้างทักษะใหม่

ทีทีบีเตือนยุค AI งานซ้ำเสี่ยงหาย เร่งสร้างทักษะใหม่