posttoday
ลงทุนหุ้นขนาดใหญ่...ดีกว่าที่คิด

ลงทุนหุ้นขนาดใหญ่...ดีกว่าที่คิด

01 มีนาคม 2561

ณัฐรา ลีนะวัตผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บลจ.ธนชาตในช่วงปี 2560 ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นค่อนข้างโดดเด่นดัชนีหุ้นไทย(SET Index) ปรับขึ้นผ่าน 1,753 จุด ใกล้เคียงกับจุดสูงสุดในรอบ 22 ปี คิดเป็นอัตราผลตอบแทน 13.6% จากปัจจัยสำคัญคือความเชื่อมั่นของนักลงทุนว่าเศรษฐกิจไทยเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง หลังจากที่ตัวเลขการเติบโตของเศรษฐกิจ (จีดีพี) ไทยในไตรมาส 2/2560 และ 3/2560 ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้คือ 3.7% และ 4.3% ตามลำดับ นอกจากนี้ สภาพคล่องในระบบและความชัดเจนของสถานการณ์ทางการเมืองมีส่วนช่วยสนับสนุนความเชื่อมั่นในการลงทุน ส่งผลให้นักวิเคราะห์หลักทรัพย์มีการปรับประมาณการอัตราการเติบโตของทั้งเศรษฐกิจและกำไรบริษัทจดทะเบียนเพิ่มขึ้นด้วย

ณัฐรา ลีนะวัตผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บลจ.ธนชาต

ในช่วงปี 2560 ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นค่อนข้างโดดเด่นดัชนีหุ้นไทย(SET Index) ปรับขึ้นผ่าน 1,753 จุด ใกล้เคียงกับจุดสูงสุดในรอบ 22 ปี คิดเป็นอัตราผลตอบแทน 13.6% จากปัจจัยสำคัญคือความเชื่อมั่นของนักลงทุนว่าเศรษฐกิจไทยเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง หลังจากที่ตัวเลขการเติบโตของเศรษฐกิจ (จีดีพี) ไทยในไตรมาส 2/2560 และ 3/2560 ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้คือ 3.7% และ 4.3% ตามลำดับ นอกจากนี้ สภาพคล่องในระบบและความชัดเจนของสถานการณ์ทางการเมืองมีส่วนช่วยสนับสนุนความเชื่อมั่นในการลงทุน ส่งผลให้นักวิเคราะห์หลักทรัพย์มีการปรับประมาณการอัตราการเติบโตของทั้งเศรษฐกิจและกำไรบริษัทจดทะเบียนเพิ่มขึ้นด้วย

ปี 2561 ผ่านมาแล้ว 2 เดือน ตลาดหุ้นไทยก็ยังสามารถปรับเพิ่มขึ้นอย่าง ต่อเนื่องผ่าน 1,800 จุดได้ แม้จะมีบางช่วงที่ตลาดมีความผันผวนจากความกังวลเรื่องการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟดก็ตาม แต่ในขณะนี้ก็ยังยืนระดับอยู่เหนือ 1,800 จุดได้ โดยจะเห็นได้ว่าการเพิ่มขึ้นของตลาดหุ้นไทยดังกล่าว มาจากกลุ่มหุ้นขนาดใหญ่เป็นส่วนประกอบสำคัญที่ทำให้ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ปรับเพิ่มขึ้น

กลุ่มหุ้นขนาดใหญ่ถึงปรับตัวสูงขึ้น ส่วนหนึ่งก็เป็นผลมาจากกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานที่ปรับตัวจากปัจจัยเฉพาะตัว ไม่ว่าจะเป็นการขยายกิจการ การประมูลสัมปทาน และแนวโน้มราคาน้ำมันในตลาดโลกที่มีทิศทางสูงขึ้น ทำให้กลุ่มพลังงานที่เป็นส่วนหลักของตลาดหุ้นไทยและส่วนมากก็มักเป็นบริษัทขนาดใหญ่ ช่วยผลักดันตลาดให้ปรับตัวสูงขึ้นนั่นเอง

สำหรับกลุ่มหุ้นขนาดใหญ่ หรือบริษัทจดทะเบียนที่มีมูลค่าตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) ใหญ่ในอันดับต้นๆ ของตลาดหุ้น อย่างในประเทศไทยก็จะมีจัดอันดับ 50 บริษัทจดทะเบียนที่มีมูลค่าตามราคาตลาดในอันดับแรกไว้เป็นดัชนีที่เรียกว่า SET50 Index ไว้ให้อ้างอิง เป็นหุ้นในกลุ่มอุตสาหกรรมหลากหลาย เช่น ธนาคารและสถาบันการเงิน พลังงาน ปิโตรเคมี สื่อสาร ขนส่ง สาธารณูปโภค อสังหาริมทรัพย์ โรงพยาบาล และพาณิชย์ โดยบริษัทส่วนใหญ่มักเป็นบริษัทส่วนแบ่งการตลาดอันดับต้นๆ ของธุรกิจที่ดำเนินการ มีความเป็นผู้นำตลาด เอ่ยชื่อก็เป็นที่รู้จัก กันดี มียอดขายเป็นหลักหมื่นจนถึงหลักแสนล้านบาท มียอดกำไรเป็นพันล้านบาท และส่วนใหญ่ก็มักมีระดับหนี้สินต่อทุนไม่เกิน 1 เท่า ทำให้สามารถจ่ายเงินปันผลได้อย่างต่อเนื่อง บริษัทเหล่านี้ จึงมีสถานะการเงินมั่นคงแข็งแกร่ง พร้อมฝ่าฟันกับสถานการณ์ขึ้นลงของเศรษฐกิจได้ดี และในยามที่เศรษฐกิจดีอย่างในปัจจุบัน หุ้นกลุ่มนี้ก็เป็นกลุ่มที่ได้รับประโยชน์อย่างมีนัยสำคัญเช่นกัน

นอกจากปัจจัยพื้นฐานดีทำให้นักลงทุนไม่ต้องห่วงกังวลตลอดเวลา หุ้นขนาดใหญ่ยังมีสภาพคล่องในการซื้อขายสูง รองรับความต้องการ ลงทุนของนักลงทุนทุกประเภท โดยเฉพาะกลุ่มนักลงทุนสถาบันหรือนักลงทุนรายใหญ่ได้ดี นักลงทุนสามารถซื้อขายได้ทั้งจำนวนและราคาตามต้องการ ไม่ต้องกังวลเหมือนในกรณีลงทุนในหุ้นที่มีสภาพคล่องต่ำว่าเมื่อลงทุนไปแล้วหากต้องการขายออกจะต้องใช้เวลาระยะหนึ่งในการลดการลงทุน และจากการที่หุ้นขนาดใหญ่เป็นส่วนประกอบสำคัญในดัชนีตลาดหลักทรัพย์ คือมีสัดส่วนประมาณ 70% ซึ่งนักลงทุนสถาบันหรือกองทุนรวมใช้ดัชนีอ้างอิงในการวัดผลการดำเนินงาน

ดังนั้น คำแนะนำสำหรับการจัดพอร์ตการลงทุน คือ ควรมีสัดส่วนของหุ้นขนาดใหญ่เสมอ แต่อย่างไรก็ตาม สำหรับในธุรกิจจัดการลงทุนที่เน้นการลงทุนแบบเชิงรุก ผู้จัดการกองทุนจะต้องวิเคราะห์ติดตาม เข้าพบผู้บริหารของบริษัทอยู่อย่างต่อเนื่อง แม้บริษัทขนาดใหญ่จะมีความมั่นคง แต่ผู้จัดการกองทุนจะต้องนำข้อมูลมาพิจารณาในการคัดเลือกหุ้นแต่ละบริษัทให้เหมาะกับนโยบายการลงทุนในแต่ละกองทุน ภาวะตลาดในแต่ละช่วง และวัฏจักรของอุตสาหกรรมในขณะนั้นๆ โดยเน้นหรือกำหนดน้ำหนักการลงทุนในหุ้นกลุ่มที่มีศักยภาพจะให้ผลตอบแทนสูงกว่าหุ้นอื่น มากกว่าน้ำหนักในดัชนีของหุ้นนั้นๆ และอาจเลือกที่จะไม่ลงทุน หรือให้น้ำหนักการลงทุนในหุ้นกลุ่มที่มีศักยภาพจะให้ผลตอบแทนด้อยกว่าหุ้นอื่น น้อยกว่าน้ำหนักในดัชนีของหุ้นนั้นๆ ได้ตาม มุมมองการลงทุน

ปัจจุบันตลาดหุ้นไทยได้ปรับตัวสูงขึ้นมาระดับหนึ่ง ทำให้ราคาหุ้นมีความผันผวนมากขึ้นจากปัจจัยต่างๆ ที่จะเข้ามากระทบให้นักลงทุนขายทำกำไร อย่างไรก็ตาม คาดว่าในระยะสั้นดัชนีตลาดหลักทรัพย์ อาจเคลื่อนไหวในกรอบ 1,780-1,850 จุด และมีโอกาสที่จะปรับขึ้นต่อได้อีก ตามเศรษฐกิจไทยเติบโตได้อย่างที่คาดในระดับ 4-4.5% ในอีก 2 ปีข้างหน้า จากการลงทุนทั้งภาครัฐและเอกชนที่จะเพิ่มขึ้น อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป สถานการณ์ด้านสภาพคล่องยังคงสูงอยู่จากเงินบาทที่ยังน่าสนใจลงทุน เพราะประเทศไทยมีฐานะมั่นคงจากการเกินดุลบัญชีเดินสะพัด รวมถึงความคาดหวังว่าการเมืองไทย มีความมั่นคงภายหลังการเลือกตั้ง ดังนั้น การลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนจากตลาดหุ้นในระยะปานกลาง หรือการออมเงินในระยะยาว จึงยังคงมีเป้าหมายการลงทุนในตลาดหุ้นที่มีความสัมพันธ์ไปกับการเติบโตของเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะหุ้นขนาดใหญ่ซึ่งเป็นตัวแทนของตลาดหลักทรัพย์ไทยได้ดี

สำหรับ บลจ.ธนชาต เอง ขณะนี้ก็ได้เปิดเสนอขายกองทุน T-PrimePlusAI ที่เน้นลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่ไม่เกิน 40 บริษัท โดยผู้ลงทุนจะได้รับความคุ้มครองด้านประกันชีวิตและสุขภาพหากลงทุนตามเงื่อนไข หากผู้อ่านสนใจสามารถสอบถามรายละเอียดต่างๆ ได้ที่ธนาคารธนชาตทุกสาขา

ข่าวล่าสุด

ทีทีบีเตือนยุค AI งานซ้ำเสี่ยงหาย เร่งสร้างทักษะใหม่

ทีทีบีเตือนยุค AI งานซ้ำเสี่ยงหาย เร่งสร้างทักษะใหม่