
ดึงบิ๊กดาต้าออนไลน์ ชี้วัดทิศทางเศรษฐกิจ
ในหลายธุรกิจพูดถึงการใช้แหล่งข้อมูลขนาดใหญ่ (บิ๊กดาต้า) เพื่อวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้าหรือวางแผนธุรกิจ และล่าสุด ปภัสสร แสวงสุขสันต์ เศรษฐกรอาวุโสฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ศึกษาเรื่อง "การติดตามภาวะเศรษฐกิจด้วยข้อมูลปริมาณการเสิร์ชจากกูเกิล" ซึ่งผลที่ได้น่าสนใจสะท้อนว่านี่อาจเป็นเครื่องมือที่หน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่ประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจไม่ควรมองข้าม
ในหลายธุรกิจพูดถึงการใช้แหล่งข้อมูลขนาดใหญ่ (บิ๊กดาต้า) เพื่อวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้าหรือวางแผนธุรกิจ และล่าสุด ปภัสสร แสวงสุขสันต์ เศรษฐกรอาวุโสฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ศึกษาเรื่อง "การติดตามภาวะเศรษฐกิจด้วยข้อมูลปริมาณการเสิร์ชจากกูเกิล" ซึ่งผลที่ได้น่าสนใจสะท้อนว่านี่อาจเป็นเครื่องมือที่หน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่ประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจไม่ควรมองข้าม
ปภัสสร ระบุว่า ฐานข้อมูลบนอินเทอร์เน็ต กูเกิล เปรียบเสมือนแบบสำรวจออนไลน์ที่สะท้อนความสนใจของประชากรในหลายด้านผสมกันอยู่ เครื่องมือนี้มีข้อจำกัดการใช้งานบ้าง เช่น สะท้อนทิศทางการเติบโตของเศรษฐกิจได้ดี แต่ไม่สามารถชี้ไปถึงขนาดการเปลี่ยนแปลงหรือขนาดการขยายตัวได้ หรือกรณีมีนโยบายใดเกิดขึ้นอาจไปกระทบค่าการค้นหาช่วงนั้นนอกเหนือจากสิ่งที่สนใจแท้จริง
อย่างไรก็ดี การใช้บิ๊กดาต้าจากโลกออนไลน์เป็นทางเลือกที่มีศักยภาพและจะมีบทบาทสำคัญต่อการตัดสินใจและดำเนินนโยบายของภาครัฐและเอกชนในอนาคตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะโครงสร้างเศรษฐกิจและพฤติกรรม ผู้บริโภคซับซ้อน เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว การติดตามด้วยวิธีเดิมๆ ที่มักล่าช้า 1-2 เดือน อาจไม่เพียงพอ
ปภัสสร กล่าวว่า ในการศึกษาครั้งนี้ได้ทดลองพัฒนาเครื่องชี้วัดเศรษฐกิจผ่านเครื่องมือเว็บแอพพลิเคชั่น 2 รายการ คือ Google Correlate (กูเกิล คอร์รีเลต) และ Google Trend กูเกิล เทรนด์ ซึ่งมีความรวดเร็ว สะท้อนภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันได้เกือบทันที และทุกคนเข้าถึงเครื่องมือนี้ได้ โดยข้อมูลที่ได้จะสะท้อนพฤติกรรมและความสนใจค้นหาทางอินเทอร์เน็ตของประชากร
ทั้งนี้ ได้พัฒนาเครื่องชี้วัดเศรษฐกิจใหม่จากเครื่องมือได้ 4 รายการ ได้แก่ 1.เครื่องชี้ภาวะรายได้ของครัวเรือน 2.เครื่องชี้ความเชื่อมั่นของครัวเรือน 3.เครื่องชี้การบริโภคภาคเอกชนในหมวดสินค้าคงทน และ 4.เครื่องชี้จำนวนผู้ว่างงาน
ตัวอย่างผลลัพธ์ที่ได้จากเครื่องชี้ ได้แก่ เครื่องชี้ภาวะรายได้ของครัวเรือน สิ่งที่พบคือคำที่สะท้อนได้ ได้แก่ 1.LTF+RMF ซึ่งก็คือกองทุนรวมหุ้นระยะยาวและกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ 2.ภาษี รายได้ 3.ลงทุน และ 4.ซื้อ
เครื่องชี้ต่อมา คือ ความเชื่อมั่นของครัวเรือน มีชุดคำที่สะท้อนเครื่องชี้ นี้ได้ทั้งหมด 8 คำ ได้แก่ 1.ข่าวหุ้น 2.กราฟหุ้น 3.กองทุน ปันผล 4.หุ้น 5.กองทุน หุ้น 6.ซื้อขาย หุ้น 7.น่าลงทุน และ 8.การเล่นหุ้น คำเหล่านี้สอดคล้องกับงานศึกษาของแซทลิน ในปี 2559 ที่ชี้ว่าครัวเรือนมักสนใจติดตามข่าวเกี่ยวกับการลงทุนมากขึ้น เมื่อครัวเรือนมองว่าการพัฒนาของเศรษฐกิจปัจจุบันมีทิศทางที่ดี
ต่อมาคือ เครื่องชี้การบริโภคภาคเอกชนในหมวดสินค้าคงทน โดยเฉพาะยอดขายรถยนต์ที่เป็นองค์ประกอบสำคัญของการบริโภคของไทย พบว่ามีคำที่ผ่านเกณฑ์ชี้วัดได้ 2 คำ คือ วันรับรถและทะเบียนรถ สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่อาจศึกษาข้อมูลว่าในวันที่ไปรับมอบรถยนต์ควรตรวจสอบและระมัดระวังเรื่องอะไรบ้าง รวมทั้งรายละเอียดการจองทะเบียนรถยนต์หลังซื้อขาย
สุดท้าย เครื่องชี้จำนวนผู้ว่างงาน ซึ่งเป็นเครื่องชี้ภาวะเศรษฐกิจมหภาคที่ใช้แพร่หลายในหลายประเทศ มีชุดคำที่ชี้วัดได้ คือ 1.หางาน 2.เรียนต่อ 3.เขียน resume 4.resume example 5.ปริญญาโท 6.ประกันสังคม 7.ตัวอย่าง resume และ 8.สมัครงาน
ปภัสสร สรุปว่าหากจะใช้บิ๊กดาต้าบนอินเทอร์เน็ตมาทำเครื่องชี้วัดทางเศรษฐกิจนั้น คงต้องอาศัยระยะเวลาและความชำนาญของผู้พัฒนาเครื่องมือด้วย เพราะต้องมีการคัดกรองคำมาใช้พัฒนาเครื่องชี้ โดยที่คำนั้นจะต้องไม่ถูกกระทบด้วยการเปลี่ยนแปลงอื่นที่ไม่ต้องการ
หลังจากนี้หน่วยงานรัฐหรือองค์กรต่างๆ ที่ประเมินภาวะเศรษฐกิจคงต้องให้ความสนใจนำบิ๊กดาต้ามาช่วยในการทำงานมากขึ้น เพื่อให้การประเมินมีประสิทธิภาพมากขึ้น







