
การเลือกตั้งอิตาลี
อิตาลีเป็นประเทศที่มีขนาดทางเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 3 ของยูโรโซน รองจากเยอรมนีและฝรั่งเศส
โดย บทความโดย ซาร่า ผลพิบูลย์ นักเศรษฐศาสตร์, TISCO ESU
อิตาลีเป็นประเทศที่มีขนาดทางเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 3 ของยูโรโซน รองจากเยอรมนีและฝรั่งเศส แต่ด้วยปัญหาภายในประเทศ ทั้งหนี้สาธารณะที่สูง ภาคธนาคารที่อ่อนแอ และอัตราการว่างงานที่ยังอยู่ในระดับสูง ทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้ช้ากว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่างเห็นได้ชัด โดยจนถึงสิ้นปี 2560 ที่ผ่านมาเศรษฐกิจของอิตาลียังมีขนาดเศรษฐกิจ (จีดีพี) เล็กกว่าก่อนเกิดวิกฤตในปี 2551 อยู่ราว 5% ขณะที่ประเทศอื่นในยุโรป (อียู) เศรษฐกิจได้ฟื้นตัวขึ้นจนมีขนาดใหญ่กว่าในช่วงก่อนวิกฤตกันไปหมดแล้ว
หนี้สาธารณะของอิตาลีที่สูงกว่า 130% ของจีดีพี ซึ่งสูงเป็นอันดับสองในยุโรปและเป็นรองแค่เพียงกรีซ ทำให้อิตาลีต้องเผชิญกับแรงกดดันจากสหภาพยุโรปให้จำต้องใช้นโยบายรัดเข็มขัดและลดการใช้จ่ายภาครัฐ เพื่อควบคุมระดับหนี้ไม่ให้พุ่งสูงไปกว่าเดิม ซึ่งก็เป็นการซ้ำเติมเศรษฐกิจที่มีปัญหาอยู่แล้วให้ยิ่งฟื้นตัวได้ช้าเข้าไปอีก
เศรษฐกิจที่ย่ำแย่เป็นเวลานานได้สร้างความไม่พอใจให้กับประชาชน ซึ่งทำให้พรรค Democratic Party (PD) ซึ่งเคยชนะการเลือกตั้งอย่างท่วมท้นและเป็นพรรครัฐบาลมาตั้งแต่ปี 2556 มีคะแนนความนิยมลดลงต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ในขณะเดียวกันพรรค Five Star Movement (M5S) ซึ่งชูนโยบายประชานิยมและมีท่าทีต่อต้านยุโรปได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนมาเป็นพรรคที่ได้รับความนิยมสูงสุดในขณะนี้ แม้ว่าพรรค M5S จะเป็นพรรคหน้าใหม่ซึ่งเพิ่งจัดตั้งขึ้นในปี 2552 เท่านั้น
การเลือกตั้งของอิตาลีซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 4 มี.ค.นี้ นับเป็นความเสี่ยงที่ตลาดจับตามองมาโดยตลอด เนื่องจากพรรค M5S มีคะแนนนิยมนำเป็นอันดับหนึ่ง ได้เคยประกาศว่าจะทำประชามติเพื่อแยกตัวออกจาก EU (Italexit) ประกอบกับกระแสพรรคประชานิยมต่อต้าน EU ที่มาแรงทั่วยุโรปในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา อาจสะท้อนได้จากการประกาศแยกตัวออกจากอียูของอังกฤษ (Brexit) เมื่อกลางปี 2559 และความนิยมเพิ่มขึ้นของพรรคที่ชูนโยบายต่อต้านยุโรป เช่น พรรค PVV ของเนเธอร์แลนด์ และ Marine Le Pen ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีฝรั่งเศสในปีก่อน
อย่างไรก็ดี ความเสี่ยงที่อิตาลีจะออกจากอียูนั้นได้ลดลงในช่วงที่ผ่านมา หลังจาก Luigi Di Maio ได้รับเลือกขึ้นมาเป็นผู้นำพรรคคนใหม่ ตั้งแต่เดือน ก.ย. 2560 โดย Luigi Di Maio ซึ่งเป็นนักการเมืองหน้าใหม่ที่อายุเพียง 31 ปี ได้แสดงท่าทีประนีประนอมขึ้นต่อยุโรปอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับผู้นำคนก่อน โดยเขาได้กล่าวว่าจะพยายามมแก้ไขความขัดแย้งกับอียู โดยเฉพาะประเด็นข้อจำกัดทางการคลังด้วยวิธีการเจรจา และการจัดทำประชามติเพื่อออกจากสมาชิกอียูนั้นจะเป็นเพียงทางเลือกสุดท้ายเท่านั้น
แม้ความเสี่ยงที่อิตาลีจะออกจากอียูจะลดลงไป แต่ความไม่แน่นอนจากการเลือกตั้งในครั้งนี้ยังคงมีอยู่ เนื่องจากคะแนนความนิยมที่กระจายตัวระหว่างพรรคต่างๆ ทำให้ผลการเลือกตั้งมีแนวโน้มที่จะออกมาในรูปของสภาแขวน ซึ่งไม่มีพรรคหรือกลุ่มการเมืองใดที่จะได้ครองเสียงข้างมากในสภา โดยผลสำรวจการเลือกตั้งชี้ว่าคะแนนเสียงจะแตกออกเป็น 3 กลุ่ม ซึ่งจะไม่มีพรรคหรือกลุ่มใดได้คะแนนเสียงเกินครึ่งหนึ่งของสภา (316 ที่นั่งจากทั้งหมด 630 ที่นั่ง) ได้แก่ 1) พรรค M5S ซึ่งคาดว่าจะได้ที่นั่งในสภา 158 ที่นั่ง 2) กลุ่มพรรคฝ่ายซ้ายกลาง ซึ่งนำโดย PD พรรครัฐบาลปัจจุบัน ซึ่งคาดว่าจะได้ 152 ที่นั่ง และ 3) กลุ่มพรรคฝ่ายขวากลาง ซึ่งนำโดยพรรค Forza Italia (FI) ของ Silvio Berlusconi อดีตนายกฯ อิตาลี 4 สมัย ซึ่งคาดว่าจะได้ที่นั่ง 279 ที่นั่ง
สำหรับการจัดตั้งรัฐบาลผสมแบบ Grand Coalition ระหว่างพรรค PD ซึ่งเป็นฝ่ายซ้ายกลางกับกลุ่มพรรคฝ่ายขวากลางนั้นมีความเป็นไปได้มากที่สุด การจัดตั้งรัฐบาลในรูปแบบดังกล่าวคาดว่าจะส่งผลบวกต่อความสัมพันธ์กับอียูเนื่องจากผู้นำหลัก ทั้งพรรค PD และ FI ต่างเป็นพรรคการเมืองในกระแสหลักที่มีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับฝ่ายอียูมาเป็นเวลานาน
อย่างไรก็ดี การจัดตั้งรัฐบาลผสมแบบ Grand Coalition ก็ยังมีความเสี่ยงหลายประการ เช่น ระยะเวลาในการเจรจาจัดตั้งรัฐบาล คาดว่าจะต้องใช้เวลานานและเสถียรภาพของรัฐบาลเนื่องจากนโยบายและอุดมการณ์ทางการเมืองที่ขัดแย้งกันในหลายประเด็นและการปฏิรูปเศรษฐกิจที่สำคัญ โดยเฉพาะในภาคธนาคารและการแก้ปัญหาหนี้สาธารณะที่สูงจะล่าช้าและไม่มีความต่อเนื่อง ซึ่งจะเป็นอุปสรรคต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจอิตาลีให้ตามหลังประเทศอื่นในยูโรโซนต่อไป







