
เข้าใจก่อนใส่ชื่อ ‘ผู้รับประโยชน์’ ในกรมธรรม์
ดร.ฉัตรพงศ์ วัฒนจิรัฏฐ์ ผู้บริหารงานพัฒนาการให้คำปรึกษาลูกค้าบุคคล K-Expert ธนาคารกสิกรไทยกรมธรรม์ประกันชีวิตเป็นสัญญาที่ระบุว่าผู้เอาประกันจ่ายเงินให้บริษัทประกัน เพื่อแลกกับการได้รับเงินชดเชยเมื่อเกิดเหตุตามที่ระบุในสัญญา เงินชดเชยนี้อาจจ่ายให้ผู้เอาประกันเมื่อครบกำหนดอายุกรมธรรม์ แต่ในกรณีเสียชีวิตเงินจะถูกจ่ายให้กับผู้มีชื่อเป็น "ผู้รับประโยชน์" ดังนั้นการกำหนดว่าใครมีสิทธิดังกล่าวจึงเป็นเรื่องสำคัญไม่น้อยในการยื่นคำขอทำประกันชีวิต
ดร.ฉัตรพงศ์ วัฒนจิรัฏฐ์ ผู้บริหารงานพัฒนาการให้คำปรึกษาลูกค้าบุคคล K-Expert ธนาคารกสิกรไทย
กรมธรรม์ประกันชีวิตเป็นสัญญาที่ระบุว่าผู้เอาประกันจ่ายเงินให้บริษัทประกัน เพื่อแลกกับการได้รับเงินชดเชยเมื่อเกิดเหตุตามที่ระบุในสัญญา เงินชดเชยนี้อาจจ่ายให้ผู้เอาประกันเมื่อครบกำหนดอายุกรมธรรม์ แต่ในกรณีเสียชีวิตเงินจะถูกจ่ายให้กับผู้มีชื่อเป็น "ผู้รับประโยชน์" ดังนั้นการกำหนดว่าใครมีสิทธิดังกล่าวจึงเป็นเรื่องสำคัญไม่น้อยในการยื่นคำขอทำประกันชีวิต
ตามหลักการวางแผนการเงินส่วนบุคคล การทำประกันมีไว้เพื่อปกป้องคนในครอบครัวไม่ให้ได้รับผลกระทบทางการเงิน หากบุคคลที่ทำประกันไว้ประสบเหตุที่ทำให้ไม่สามารถหารายได้เป็นปกติ แนวคิดนี้เรียกว่าการปกป้องความมั่งคั่ง (Wealth Protection) ซึ่งการระบุชื่อผู้รับประโยชน์มักเป็นแบบกระจายตัวบุคคล เช่น ใส่ชื่อคู่สมรสและบุตร บุตรทุกคน หรือบิดามารดา พี่น้องทั้งหมด เพื่อให้ได้รับกันอย่างทั่วถึง
แต่รูปแบบการกำหนดผู้รับประโยชน์นั้นจะระบุแบบ "เฉพาะเจาะจงเพียงคนเดียว" ก็ได้ อย่างในต่างประเทศจะใช้เป็นเครื่องมือลดข้อพิพาทการแบ่งมรดกระหว่างทายาทหลายราย ตัวอย่างเช่น บิดามีบุตรสองคน มีมรดกสองชิ้น คือ บ้านหนึ่งหลังที่จะยกให้คนโตกับรถยนต์หนึ่งคันที่จะยกให้คนเล็ก แต่เนื่องจากรถยนต์ของบิดาไม่ได้มีมูลค่าสูงเท่ากับบ้าน จึงทำให้การแบ่งมรดกไม่เท่าเทียมกัน
ดังนั้น จึงทำประกันหนึ่งฉบับด้วยทุนประกันที่ใกล้เคียงกับส่วนต่างระหว่างทรัพย์สินทั้งสองรายการ พร้อมใส่ชื่อลูกคนเล็กเป็นผู้รับประโยชน์เพียงคนเดียว แนวคิดนี้เรียกว่าการสร้างความเท่าเทียมกันของกองมรดก (Estate Equalizer)
นอกจากนี้ ผู้เอาประกันสามารถเลือก "ไม่กำหนดผู้รับประโยชน์" ก็ได้ ซึ่งมักเป็นกรณีที่ผู้เอาประกันตั้งใจให้เงินนั้นตกเข้ากองมรดกภายหลังจากตนเองเสียชีวิต เพื่อเป็นทุนรอนให้ครอบครัว นำไปใช้สอยต่างๆ ตามความจำเป็น เช่น ค่าจัดงาน ค่าใช้จ่ายในการโอนมรดก หรือชำระหนี้บัตรเครดิตจากค่ารักษาพยาบาลของตนเองก่อนเสียชีวิต จะได้ไม่เป็นภาระการเงินให้กับครอบครัว วิธีนี้เรียกว่าเป็นการสร้างสภาพคล่องให้กองมรดก (Estate Liquidity)
การจะให้ใครเป็นผู้รับประโยชน์ได้นั้นกฎหมายไม่ได้มีข้อกำหนดไว้ จึงแล้วแต่ความประสงค์ของผู้เอาประกันที่จะยกผลประโยชน์ให้ "ใครก็ได้" แต่ในทางปฏิบัติบริษัทประกันแต่ละแห่งจะมีข้อกำหนด เพื่อความสมเหตุสมผลแห่งการทำประกันชีวิต ผู้รับประโยชน์จึงมักเป็นบุคคลในครอบครัวเดียวกับผู้เอาประกัน ได้แก่ บิดามารดา บุตร และสามีภรรยา เป็นหลัก
หากผู้เอาประกันประสงค์จะยกผลประโยชน์ให้บุคคลอื่นนอกจากที่กล่าว บริษัทประกันอาจขอให้แสดงหลักฐานเพิ่มเติม เช่น การยกให้คู่สมรสไม่จดทะเบียนอาจต้องมีรูปถ่ายงานแต่ง และทะเบียนบ้านว่าได้อยู่ด้วยกัน หรือการยกให้บุตรของคู่สมรสที่ไม่ได้จดทะเบียน อาจต้องแสดงใบรับรองบุตร เป็นต้น
ในส่วนของคู่รักเพศเดียวกันนั้น ปัจจุบันบริษัทประกันหลายแห่งเปิดกว้างให้เป็นผู้รับประโยชน์ได้ โดยมักขอให้ทำหนังสือรับรองความสัมพันธ์ หรือให้ทำกรมธรรม์ประกันชีวิตคนละฉบับโดยยกผลประโยชน์ให้อีกฝ่ายแบบไขว้กัน คือ นาย ก. ทำประกันโดยระบุนาย ข. เป็นผู้รับประโยชน์ ส่วนนาย ข. ก็ทำอีกฉบับโดยให้นาย ก. เป็นผู้รับประโยชน์ตามแต่เงื่อนไขของแต่ละบริษัท
ข้อที่มักสงสัยประการหนึ่ง คือ หากผู้รับประโยชน์เสียชีวิตไปก่อนจะต้องทำอย่างไร ในกรณีนี้ให้ผู้เอาประกันแจ้งต่อบริษัทประกันเพื่อเปลี่ยนตัวผู้รับประโยชน์เป็นท่านอื่นได้เลย หรือเลือกที่จะไม่เปลี่ยนก็ได้ ซึ่งในกรณีหลังหากผู้เอาประกันเสียชีวิต เงินชดเชยจะตกเป็นกองมรดกของผู้เอาประกัน
กรณีที่มีผู้รับประโยชน์มากกว่าหนึ่งราย ผู้เอาประกันสามารถกำหนดได้ว่าจะให้ใครได้รับผลประโยชน์ในสัดส่วนเท่าใด เช่น กำหนดให้ นาย ค. รับผลประโยชน์ 70% และนาง ง. รับผลประโยชน์ 30% เป็นต้น
แต่หากใส่ชื่อตั้งแต่สองรายขึ้นไปโดยไม่ระบุสัดส่วนจะถือว่าให้มีการ หารเท่า ทั้งนี้ ผู้เอาประกันจะขอเปลี่ยนชื่อผู้รับประโยชน์หรือสัดส่วนเมื่อใดก็ทำได้ ด้วยการแจ้งต่อบริษัทประกัน ตามแบบฟอร์มที่กำหนดพร้อมนำส่งกรมธรรม์ฉบับจริงไปให้ แล้วบริษัทประกันจะทำการสลักหลัก คือออกเป็นสัญญาแนบท้ายให้
บริษัทประกันจะถือเอาชื่อและสัดส่วนดังกล่าวเป็นเกณฑ์ในการจ่ายเงิน ไม่ใช่ว่าผู้รับประโยชน์จะมาเรียกร้องเอาตามที่ตนเองประสงค์
หากผู้เอาประกันเสียชีวิตลงขณะที่ยังมีหนี้ส่วนบุคคลค้างอยู่ กฎหมายให้การปกป้องเงินที่ผู้รับประโยชน์ได้รับ กล่าวคือเจ้าหนี้จะไม่สามารถเรียกเงินจากกรมธรรม์นั้นไปชำระหนี้คืนได้ทั้งหมด แต่จะได้เพียงในส่วนของเบี้ยประกันที่ผู้เอาประกัน (คือลูกหนี้) ได้จ่ายไปก่อนหน้านี้เท่านั้น เช่น เคยจ่ายเบี้ยไปแล้วสองปีรวมทั้งสิ้น 1 แสนบาท เจ้าหนี้ก็เรียกให้ไปชำระหนี้ได้เพียง 1 แสนบาท ส่วนที่เหลือก็รอเรียกจากกองมรดกของลูกหนี้ต่อไป
แม้สิทธิประการหนึ่งของผู้เอาประกันคือการเปลี่ยนชื่อผู้รับประโยชน์ได้โดยอิสระ แต่หากผู้เอาประกันได้มอบเล่มกรมธรรม์นั้นให้ผู้รับประโยชน์แล้ว และผู้รับประโยชน์ได้ทำหนังสือแจ้งไปยังบริษัทประกันว่าตน "ขอรับผลประโยชน์" ตามกรมธรรม์เลขที่นั้น ผู้เอาประกันจะขอเปลี่ยนแปลงใดๆ ภายหลังไม่ได้ เว้นแต่ผู้รับประโยชน์จะยินยอม
K-Expert หวังว่าความเข้าใจเรื่องผู้รับประโยชน์นี้จะช่วยให้ผู้สนใจทำประกันชีวิต เกิดความเข้าใจและมั่นใจในการทำประกันชีวิตกันมากขึ้นครับ







