
ประกันชีวิตลงขัน ร่วมตั้ง ‘เนชั่นแนลดิจิทัลไอดี’
ทีมข่าวการเงินโพสต์ทูเดย์สมาคมประกันชีวิตไทย สานต่อนโยบายภาครัฐดึงสมาชิกร่วมจัดตั้งบริษัท เนชั่นแนลดิจิทัลไอดี เพื่อให้การดำเนินงานพัฒนาระบบการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล (Digital identity) ให้ประสบความสำเร็จและมีประสิทธิภาพ สามารถอำนวยความสะดวกในการเชื่อมโยงเครือข่ายในการประกอบธุรกิจแบบครบวงจร (Ease of Doing Business Report) หวังต่อยอดช่องทาง e-Insurance
ทีมข่าวการเงินโพสต์ทูเดย์
สมาคมประกันชีวิตไทย สานต่อนโยบายภาครัฐดึงสมาชิกร่วมจัดตั้งบริษัท เนชั่นแนลดิจิทัลไอดี เพื่อให้การดำเนินงานพัฒนาระบบการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล (Digital identity) ให้ประสบความสำเร็จและมีประสิทธิภาพ สามารถอำนวยความสะดวกในการเชื่อมโยงเครือข่ายในการประกอบธุรกิจแบบครบวงจร (Ease of Doing Business Report) หวังต่อยอดช่องทาง e-Insurance
นุสรา บัญญัติปิยพจน์ นายกสมาคมประกันชีวิตไทย กล่าวว่า สมาคม ประกันชีวิตไทยสนับสนุนความร่วมมือกับภาครัฐในการจัดตั้งบริษัท เนชั่นแนลดิจิทัลไอดี ตามนโยบายของรัฐบาล 4.0 ที่ต้องการส่งเสริมให้มีดิจิทัลแพลตฟอร์ม สอดรับแผนการเชื่อมโยง เครือข่ายในการประกอบธุรกิจแบบ ครบวงจร ซึ่งจะช่วยให้ธุรกิจสามารถทำงานได้ง่ายขึ้นผ่านการมีข้อมูลที่ครบ ถ้วนรอบด้านมีความปลอดภัยและน่าเชื่อถือ
ทั้งนี้ ได้ดึงบริษัทสมาชิก 14 แห่ง เข้าถือหุ้นในบริษัทดังกล่าวจำนวน 10% ประกอบด้วย บริษัท เอไอเอ บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต บริษัท ไทยประกันชีวิต บริษัท กรุงไทย แอกซ่า ประกันชีวิต บริษัท ไทยพาณิชย์ประกันชีวิต บริษัท กรุงเทพประกันชีวิต บริษัท อลิอันซ์ อยุธยา ประกันชีวิต บริษัท เอฟดับบลิวดี ประกันชีวิต บริษัท พรูเด็นเชียล ประกันชีวิต (ประเทศไทย) บริษัท ไทยสมุทรประกันชีวิต บริษัท เจนเนอราลี่ ประกันชีวิต (ประเทศไทย) บริษัท ทิพยประกันชีวิต บริษัทโตเกียว มารีนประกันชีวิต (ประเทศไทย) บริษัท ฟิลลิปประกันชีวิต
สำหรับบริษัท เนชั่นแนลดิจิทัล ไอดี นั้น จะดำเนินการให้บริการเชื่อมโยงฐานข้อมูลเกี่ยวกับการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัลกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมการปกครอง กรมพัฒนาธุรกิจการค้า และภาคเอกชนต่างๆ ซึ่งระบบดิจิทัลไอดีแพลตฟอร์มเป็นระบบกลางที่รองรับการยืนยันตัวตนผ่านอิเล็กทรอนิกส์ โดยการใช้ข้อมูลจากบุคคลที่ 3 (Third party) ในการพิสูจน์และยืนยันตัวตน
เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่สามารถต่อยอดไปยังการทำธุรกรรมอื่นๆ ด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ เช่น การสมัครใช้บริการการยื่นเอกสารประกอบการให้ความยินยอม การลงลายมือชื่อ เป็นต้น โดยจะมีบริษัท เนชั่นแนลดิจิทัลไอดี เป็นหน่วยงาน ที่ดำเนินการเพื่อกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการต่างๆ ของระบบการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล
นอกจากนี้ ระบบดังกล่าวยังสามารถดำเนินการต่อเนื่องไปจนถึกระบวนการพิสูจน์และยืนยันตัวตน E-KYC (Know Your Customer) ซึ่งเป็นวิธีปฏิบัติที่จะทำให้ทราบถึงกระบวนการแสดงตัวตนที่แท้จริงของลูกค้า และเป็นส่วนหนึ่งที่สถาบันการเงินต้องทำการตรวจสอบเพื่อทราบ ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้า (Customer Due Diligence-CDD) รวมถึงการรายงานตามกฎหมาย FATCA (Foreign Account Tax Compliance Act) ในการตรวจสอบและป้องกันการเลี่ยงภาษีของผู้มีรายได้สัญชาติอเมริกันที่มีแหล่งเงินได้ในต่างประเทศ
นุสรา กล่าวว่า จากที่มีระบบการพิสูจน์และยืนยันตัวตนอย่างชัดเจนนั้น ธุรกิจประกันชีวิตเล็งเห็นความสำคัญต่อเรื่องดังกล่าว เพราะระบบการพิสูจน์และยืนยันตัวตนนี้ จะช่วยให้ประชาชนผู้ทำธุรกรรมต่างๆ รวมถึงการประกอบธุรกิจ มีความปลอดภัย เกิดความน่าเชื่อถือ ไม่ว่าจะเป็นขั้นตอนการเสนอขาย การบริการหลังการขายและการบริการด้านสินไหม ให้ได้รับการบริการที่สะดวกและรวดเร็ว ลดต้นทุนการใช้เอกสาร รวมถึงสามารถป้องกันการฉ้อฉลประกันภัย ซึ่งจะสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนผู้ใช้บริการได้ในที่สุด
อย่างไรก็ตาม สำหรับแนวทางการพัฒนาเนชั่นแนลดิจิทัลไอดีนั้น จะมีผู้เกี่ยวข้องที่ต้องมาทำงานร่วมกัน แบ่งออกเป็น 3 ฝ่าย คือ ฝ่ายภาคเอกชน เช่น สมาคมธนาคารไทย สภาหอการค้าไทย สมาคมประกันชีวิตไทย ฝ่ายหน่วยงานกำกับดูแล เช่น กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และฝ่ายหน่วยงานเก็บข้อมูล เช่น กรมการปกครอง กระทรวงพาณิชย์ กรมสรรพากร ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องร่วมกันผลักดันให้เนชั่นแนลดิจิทัลไอดีเกิดขึ้นในประเทศไทยให้ได้โดยเร็วที่สุด เพื่อรองรับการก้าวสู่การเป็นประเทศเศรษฐกิจดิจิทัลในอนาคต







