
ปรับร่าง สส. สว. ใครได้ประโยชน์
เรื่องของร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ทั้ง 10 ฉบับ ภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 นั้นเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยาว อย่างน้อยก็ได้ล่วงเลยมาถึง 240 วัน บวก 60 วัน และยังบวกๆ อยู่ เป็นเรื่องที่ถกกันมาตั้งแต่ร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จนกระทั่งมาถึงร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) และว่าด้วยการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ซึ่งอันที่จริงในบรรดา พ.ร.ป.ทั้ง 10 ฉบับนั้น แม้จะมีความสำคัญหมดทุกฉบับ แต่บรรดาฉบับที่มีนัยต่อการเลือกตั้งโดยตรงมีอยู่ 4 ฉบับ คือ 3 ฉบับที่ได้เอ่ยชื่อไปแล้วนั้น และ พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง ซึ่งเมื่อฉบับสุดท้ายในบรรดา 4 ฉบับนี้มีผลบังคับใช้เมื่อใด นับไป 150 วัน ก็จะต้องมีการจัดการการเลือกตั้ง สส.ให้แล้วเสร็จตามเงื่อนไขในมาตรา 268 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560
เรื่องของร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ทั้ง 10 ฉบับ ภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 นั้นเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยาว อย่างน้อยก็ได้ล่วงเลยมาถึง 240 วัน บวก 60 วัน และยังบวกๆ อยู่ เป็นเรื่องที่ถกกันมาตั้งแต่ร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จนกระทั่งมาถึงร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) และว่าด้วยการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ซึ่งอันที่จริงในบรรดา พ.ร.ป.ทั้ง 10 ฉบับนั้น แม้จะมีความสำคัญหมดทุกฉบับ แต่บรรดาฉบับที่มีนัยต่อการเลือกตั้งโดยตรงมีอยู่ 4 ฉบับ คือ 3 ฉบับที่ได้เอ่ยชื่อไปแล้วนั้น และ พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง ซึ่งเมื่อฉบับสุดท้ายในบรรดา 4 ฉบับนี้มีผลบังคับใช้เมื่อใด นับไป 150 วัน ก็จะต้องมีการจัดการการเลือกตั้ง สส.ให้แล้วเสร็จตามเงื่อนไขในมาตรา 268 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560
การเลือกตั้ง สส.ที่ได้มีการจัดวางเอาไว้ภายใต้รัฐธรรมนูญ ที่ใช้ระบบการเลือกตั้งที่เรียกชื่อกันว่า ระบบจัดสรรปันส่วนผสม (Mixed Member Apportionment - MMA) ที่การลงคะแนนหนึ่งครั้งของผู้มีสิทธิเลือกตั้งนั้นจะทำให้ได้มาซึ่ง สส.ระบบเขต ระบบบัญชีรายชื่อ และผู้ที่จะมีสิทธิถูกเสนอชื่อให้เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งบุคคลในตอนท้ายนี้ได้มีการกำหนดไว้ในมาตรา 88 ของรัฐธรรมนูญให้พรรคการเมืองที่ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งแจ้งรายชื่อบุคคล ซึ่งพรรคการเมืองนั้นๆ จะเสนอให้ สส.ลงมติให้เป็นนายกรัฐมนตรีไม่เกิน 3 รายชื่อ ซึ่งการเลือกกรณีนี้ในช่วง 5 ปีแรกนับแต่วันที่มีรัฐสภาชุดแรก การลงมติดังกล่าวให้กระทำในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา โดยผู้ที่จะได้รับเลือกต้องได้คะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่ง คือ 376 เสียง
อันที่จริงในบทหลักของรัฐธรรมนูญนั้น กำหนดให้มี สส. 500 คน สว. 200 คน แต่เนื่องจากบทเฉพาะกาลในมาตรา 269 นั้น กำหนดว่าในวาระเริ่มแรก ให้วุฒิสภาประกอบด้วยสมาชิกจำนวน 250 คน โดย 200 คนมาจากการคัดเลือกของคณะกรรมการสรรหา ซึ่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นผู้แต่งตั้ง 400 คน แล้ว คสช. ตัดเหลือ 200 คน ส่วนอีก 50 คน มาจากกลไกการเลือกกันเองที่ระบุไว้ในมาตรา 107 ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งตามกระบวนการดังกล่าวจะได้มาซึ่งบุคคลจำนวน 200 คน แต่จะถูก คสช. ตัดเหลือ 50 คน ทั้งหมดนี้จะรวมกันเป็น สว. 250 คน ซึ่งจะไปร่วมกันกับ สส. จำนวน 500 คน ในการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี นี่จึงเป็นที่มาว่าทำไมเกินกึ่งหนึ่งจึงเป็น 376 เสียง
บรรดา สส.นั้นจะต้องไปผ่านระบบการเลือกตั้งดังที่กล่าวไปแล้ว ซึ่งก็ไม่มีใครได้แต้มต่อจากทั้งบทหลักและบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ แต่ สว.นั้นจะได้เปรียบจากบทเฉพาะกาลเป็นอันมากสำหรับบุคคลที่ไม่ต้องผ่านกระบวนการเลือกกันเอง แต่ไปผ่านคณะกรรมการสรรหาแล้วไปที่ คสช.เลย สุดท้ายได้มา 200 คนดังที่ว่าไป ส่วนที่ได้เปรียบค่อนข้างน้อย คือ บรรดาผู้ที่มาจากกลไกเลือกกันเอง 200 คน แล้ว คสช. เลือกไว้ 50 คน แต่หากจะต้องไปผ่านกลไกการเลือกกันเองแบบที่กำหนดเอาไว้ในมาตรา 107 ของรัฐธรรมนูญที่ไม่มีแต้มต่อให้ใคร และมีแนวทางที่ถือว่าเป็นการเมืองในรูปแบบหนึ่งที่แตกต่างจากแนวทางของ สส. อันอาจจะทำให้มีคนจำนวนหนึ่งที่ต้องการเช้ามาสู่การเป็น สว. 50 คนนี้ ที่รู้สึกว่าตนเองเสียเปรียบ ดังนั้น จึงต้องมีการปรับแต่งร่างกฎหมายให้ได้เปรียบขึ้นมามากขึ้น ซึ่งท้ายที่สุด 250 คนใน สว.ก็จะได้เป็นเสียงที่เป็นไปในทิศทางเดียวกันเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรี และกระทำการอื่นๆ ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด
เมื่อรวมกระบวนการ สส. และ สว.เข้าด้วยกัน ท่านผู้อ่านก็คงพอจะเห็นแล้วว่าประโยชน์จะตกอยู่แก่ผู้ใดได้บ้าง แต่จะทำได้ตามที่ประสงค์จริงหรือไม่ นี่คงจะไม่ใช่เรื่องง่ายดายนัก คราวหน้าเรามาดูกันว่าง่ายหรือไม่นั้นเป็นอย่างไรครับ







