posttoday
แบงก์ดิจิทัลญี่ปุ่นผงาด รุกเบียดธนาคารดั้งเดิม

แบงก์ดิจิทัลญี่ปุ่นผงาด รุกเบียดธนาคารดั้งเดิม

22 กุมภาพันธ์ 2561

ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์ แม้ว่าเทคโนโลยีถือเป็นความท้าทายที่ส่งผลให้ทุกภาคธุรกิจต้องเร่งปรับตัวรับความเปลี่ยนแปลง แต่ก็เป็นโอกาสเปิดทางให้บริษัทขนาดเล็กกว่าได้ขึ้นมาตีตื้นเหนือคู่แข่งรายใหญ่ เช่นกรณีที่กำลังเกิดขึ้นกับภาคธนาคารญี่ปุ่น ซึ่งธนาคารออนไลน์ขนาดเล็กกว่ากำลังเติบโตขึ้นมาไล่ตามธนาคารยักษ์ใหญ่ของประเทศ

ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

แม้ว่าเทคโนโลยีถือเป็นความท้าทายที่ส่งผลให้ทุกภาคธุรกิจต้องเร่งปรับตัวรับความเปลี่ยนแปลง แต่ก็เป็นโอกาสเปิดทางให้บริษัทขนาดเล็กกว่าได้ขึ้นมาตีตื้นเหนือคู่แข่งรายใหญ่ เช่นกรณีที่กำลังเกิดขึ้นกับภาคธนาคารญี่ปุ่น ซึ่งธนาคารออนไลน์ขนาดเล็กกว่ากำลังเติบโตขึ้นมาไล่ตามธนาคารยักษ์ใหญ่ของประเทศ

นิตยสารนิกเกอิ เอเชียน รีวิว รายงานว่า ธนาคาร "เอสบีไอ สุมิชิน เน็ตแบงก์" ที่ให้บริการธุรกรรมการเงินออนไลน์เพียงอย่างเดียว กลายเป็นธนาคารที่ปล่อยสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ยอดนิยมที่สุดในญี่ปุ่น เนื่องจากมีจุดแข็งที่อัตราดอกเบี้ยต่ำ ซึ่งอัตราดอกเบี้ยคงที่สำหรับสินเชื่อบ้านระยะเวลา 10 ปีอยู่ที่ 1.17% ต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยของบรรดาธนาคารรายใหญ่ที่ 1.28% ไม่เพียงแค่ให้ดอกเบี้ยต่ำเท่านั้น เอสบีไอ สุมิชินฯ ยังให้สิทธิประโยชน์อื่นๆ กับลูกค้าด้วย เช่น การให้ประกันสินเชื่อบ้านแบบไม่เสียค่าใช้จ่าย และการรีไฟแนนซ์

ทั้งนี้ เอสบีไอ สุมิชินฯ ก่อตั้งมา 10 ปีแล้ว โดยเป็นบริษัทร่วมทุนกับบริษัท เอสบีไอ โฮลดิ้งส์ ซึ่งแยกตัวออกมาจาก ซอฟต์แบงก์ บริษัทโทรคมนาคมรายใหญ่ของญี่ปุ่น และธนาคารซูมิโตโม มิตซุย ทรัสต์ แบงก์

ด้าน โคอิจิ นากางาวะ ผู้บริหารฝ่ายบริการฟินเทคที่ เอสบีไอ สุมิชินฯ เปิดเผยว่า การที่ธนาคารออนไลน์ขนาดเล็กไม่มีสาขาจำนวนมากนั้น เป็นข้อ ได้เปรียบใหญ่ที่ช่วยให้สามารถเอาชนะธนาคารรายใหญ่ชื่อดังของประเทศ

นิกเกอิ เสริมว่า ธนาคารเอสบีไอ สุมิชินฯ มีพนักงานเพียง 500 คน ซึ่งมีจำนวนน้อยกว่าธนาคารรายใหญ่ๆ ทำให้มีความคล่องตัวในการดำเนินงานและช่วยให้ตัดสินใจด้านธุรกิจได้รวดเร็วกว่า เช่น กรณีที่ทางแบงก์ตกลงเป็นพันธมิตรกับ อเมซอน ยักษ์อี-คอมเมิร์ซสหรัฐ เพื่อเอาบริการแชตบอตของอเมซอน มาใช้ให้ข้อมูลเสียงกับลูกค้าต่างชาติ เรื่องอัตราแลกเปลี่ยนและยอดเงินในบัญชี

นอกจาก เอสบีไอ สุมิชินฯ แล้ว ธนาคารออนไลน์อื่นๆ ในญี่ปุ่นก็เริ่ม ได้รับความนิยมมากขึ้นเช่นกัน โดย นิกเกอิระบุว่า เมื่อปี 2017 ธนาคารราคูเท็น แบงก์ ธนาคารเอสบีไอ สุมิชินฯ และธนาคารโซนี่ แบงก์ มีจำนวนการฝากเงินปรับตัวเพิ่มขึ้น 27% 14% และ 5% ตามลำดับ ซึ่งจำนวนการฝากเงินของธนาคารราคูเท็น แบงก์ และ ธนาคารเอสบีไอ สุมิชินฯ เติบโตสูงกว่าธนาคารพาณิชย์รายใหญ่ 3 แห่งของญี่ปุ่น ประกอบด้วย ธนาคารมิซูโฮ แบงก์ ธนาคารแบงก์ออฟโตเกียว-มิตซู บิชิ ยูเอฟเจ และธนาคารซูมิโตโม มิตซุยฯ ที่ตัวเลขดังกล่าวปรับตัวขึ้น 8% 6% และ 7% ตามลำดับ

อย่างไรก็ดี แม้จำนวนการฝากเงินจะเพิ่มขึ้น แต่ธนาคารออนไลน์ยังคงมีกลุ่มลูกค้าอยู่ในวงจำกัดอยู่ เห็นได้จากมูลค่าการฝากเงินและจำนวนการเปิดบัญชี โดยธนาคารเอสบีไอ สุมิชินฯ มีบัญชีเงินฝาก 3 ล้านบัญชี คิดเป็นมูลค่า 4.6 ล้านล้านเยน (ราว 1.35 ล้านล้านบาท) เมื่อเทียบกับธนาคาร แบงก์ ออฟ โตเกียว-มิตซูบิชิ ยูเอฟเจ ที่ 40 ล้านบัญชี คิดเป็นมูลค่า 139 ล้านล้านเยน (ราว 40 ล้านล้านบาท)

ในการขยายฐานลูกค้าให้ทัดเทียมกับแบงก์ใหญ่ยิ่งขึ้น โยชิทากะ คิตาโอะ ประธานบริษัท เอสบีไอ โฮลดิ้งส์ จึงมีแผนเข้าลงทุนและซื้อกิจการธนาคารระดับภูมิภาค โดยเอสบีไอฯ เปิดเผยเมื่อไม่นานนี้ว่าได้จัดตั้งกองทุนมูลค่ากว่า 1 หมื่นล้านเยน (ราว 2,945 ล้านบาท) เพื่อดำเนินการดังกล่าว

"ธนาคารระดับภูมิภาคกำลังเผชิญอุปสรรคหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นจำนวนลูกค้าที่ลดลงซึ่งเป็นผลมาจากจำนวนประชากรน้อยลง เศรษฐกิจระดับภูมิภาคที่ชะลอตัว รวมถึงการขาดแคลนบุคลากรที่จะมาดูแลด้านธนาคารออนไลน์และธนาคารมือถือ ด้วยเหตุนี้ เราจึงจะเข้าไปลงทุนในธนาคารดังกล่าว และพลิกโฉมให้ธนาคารเหล่านั้นกลับมาทำกำไรอีกครั้ง" คิตาโอะ กล่าว

"ไลน์" รุกบริการลงทุน

ธนาคารออนไลน์ไม่เพียงต้องชิงส่วนแบ่งตลาดกับธนาคารพาณิชย์แบบดั้งเดิมเท่านั้น แต่ยังต้องแข่งขันกับผู้ให้บริการทางการเงินออนไลน์จากต่างชาติด้วย

เมื่อเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา "ไลน์" แอพพลิเคชั่นแชตชื่อดังในเครือเนเวอร์ บริษัทเสิร์ชเอนจิ้นรายใหญ่จากเกาหลีใต้ ประกาศจะเปิดให้บริการบริหารการลงทุนออนไลน์ในญี่ปุ่น โดยจะร่วมมือกับบริษัท โฟลิโอ โบรกเกอร์ออนไลน์ในประเทศ

นิกเกอิระบุว่า บริการดังกล่าว คาดว่าจะเป็นการใช้แอพพลิเคชั่นไลน์เป็นตัวกลางเชื่อมระหว่างผลิตภัณฑ์การลงทุนของโฟลิโอ ซึ่งมีความหลากหลายครอบคลุมตั้งแต่บริษัทผลิตโดรนไปจนถึงรถไฟความเร็วสูง ขณะที่มูลค่าการลงทุนขั้นต่ำอยู่ที่เพียง 1 แสนเยน (ราว 2.9 หมื่นบาท) โดยรูปแบบบริการดังกล่าวคล้ายคลึงกับกองทุนหยูเอ๋อเป่าของอาลีเพย์ ผู้ให้บริการรับชำระเงินในเครืออาลีบาบา ยักษ์อี-คอมเมิร์ซจีน ที่ให้ผลตอบแทนสูงถึง 3-4%

ทั้งนี้ บริการใหม่ของไลน์มุ่งจับกลุ่มคนรุ่นใหม่อายุราว 20-30 ปี ซึ่งเป็น กลุ่มผู้ใช้ไลน์จำนวนมากที่สุด โดยในปัจจุบัน ไลน์มีฐานผู้ใช้ในญี่ปุ่นราว 71 ล้านคน/เดือน นอกจากจะเปิดบริการดังกล่าวในญี่ปุ่นแล้ว ไลน์กำลังหาทางขยายบริการทางการเงินอื่นๆ เช่น การชำระเงินผ่านสมาร์ทโฟน การโอนเงิน การลงทุน และการปล่อยเงินกู้ไปยังประเทศอื่นๆ ด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นที่ไต้หวัน อินโดนีเซีย และไทย ที่มีฐานผู้ใช้รวมกันเกือบ 100 ล้านคน

ข่าวล่าสุด

ทีทีบีเตือนยุค AI งานซ้ำเสี่ยงหาย เร่งสร้างทักษะใหม่

ทีทีบีเตือนยุค AI งานซ้ำเสี่ยงหาย เร่งสร้างทักษะใหม่