
ดันทีพีพี 11 ต้านสหรัฐป้องการค้า
นรินรัตน์ พรหมพิทักษ์ หลังเจรจากันมานานหลายยกร่วมปี ในที่สุดความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิก (ทีพีพี) หรือที่กลับมาในชื่อใหม่คือ "ข้อตกลงความครอบคลุมและก้าวหน้าเพื่อหุ้นส่วนการค้าภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก" (ซีพีทีพีพี-CPTPP) หลังสหรัฐถอนตัวออกไปเมื่อปีที่ผ่านมา กำลังจะเริ่มเดินเครื่องจริงจัง โดย 11 ประเทศสมาชิกจะลงนามข้อตกลงดังกล่าวอย่างเป็นทางการในวันที่ 8 มี.ค.นี้ และข้อตกลงใหม่จะเริ่มมีผลบังคับราวปลายปี 2018 หรือช่วงต้นปี 2019
นรินรัตน์ พรหมพิทักษ์
หลังเจรจากันมานานหลายยกร่วมปี ในที่สุดความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิก (ทีพีพี) หรือที่กลับมาในชื่อใหม่คือ "ข้อตกลงความครอบคลุมและก้าวหน้าเพื่อหุ้นส่วนการค้าภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก" (ซีพีทีพีพี-CPTPP) หลังสหรัฐถอนตัวออกไปเมื่อปีที่ผ่านมา กำลังจะเริ่มเดินเครื่องจริงจัง โดย 11 ประเทศสมาชิกจะลงนามข้อตกลงดังกล่าวอย่างเป็นทางการในวันที่ 8 มี.ค.นี้ และข้อตกลงใหม่จะเริ่มมีผลบังคับราวปลายปี 2018 หรือช่วงต้นปี 2019
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจนัก เนื่องจากญี่ปุ่น ตัวตั้งตัวตีนำการเจรจาซีพีทีพีพีส่งสัญญาณมานับตั้งแต่เดือน ม.ค.แล้วว่าจะพยายามผลักดันการลงนามข้อตกลงให้ได้ช่วงต้นปีนี้ แต่สิ่งที่น่าสนใจคือข้อตกลงการค้าใหม่นี้จะเป็นอาวุธสำคัญในการช่วยประเทศคู่ค้าตั้งรับท่าทีปกป้องการค้าจากสหรัฐ ที่ปรากฏชัดยิ่งขึ้นจากการที่กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเสนอตั้งกำแพงภาษีเหล็กและอะลูมิเนียมจากทั่วโลกที่ 24% และ 7.7% ตามลำดับเมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา
แม้ก่อนหน้านี้ ประเด็นการถอนตัวของสหรัฐทำให้หลายฝ่ายต่างถกเถียงกันว่า ซีพีทีพีพีดูจะไม่ช่วยกระตุ้นการขยายตัวทางเศรษฐกิจมากนัก เนื่องจากจะครอบคลุมขนาดเศรษฐกิจทั่วโลกเพียง 13.5% จากเดิมที่ 40% เมื่อมีสหรัฐเข้าร่วม แต่ผลประโยชน์ที่ลดลงดังกล่าวและความต้องการให้สหรัฐกลับมาเข้าร่วมดูจะไม่ใช่ความกังวลหลักอีกต่อไป
ทั้งนี้ ความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในข้อตกลงใหม่คือ การระงับหรือเปลี่ยนแปลงเงื่อนไข 22 ข้อ ครอบคลุมเรื่องสิทธิบัตรยาและทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งเป็นความต้องการของสหรัฐก่อนออกจากซีพีทีพีพี และสร้างความวิตกให้บางประเทศสมาชิกว่า การคุ้มครองสิทธิบัตรยา ดังกล่าวอาจจะทำให้ราคายาปรับสูงขึ้น
แม้ญี่ปุ่นหรือออสเตรเลียจะเปิดเผยว่ารู้สึกยินดีหากสหรัฐต้องการกลับมาเข้าร่วม หลังประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐส่งสัญญาณว่าอาจพิจารณาเข้าร่วมหากข้อตกลงดังกล่าวเป็นประโยชน์กับสหรัฐมากขึ้น แต่การตัดเงื่อนไขดังกล่าวที่สหรัฐเคยร้องขอไว้ในช่วงที่ยังร่วมเป็นสมาชิก พร้อมระบุว่าจะไม่มีการเจรจาใหม่ ก็ไม่ต่างอะไรกับการปิดทางสหรัฐในการกลับมาเข้าร่วมซีพีทีพีพีในอนาคต
ท่าทีดังกล่าวจึงถือเป็นสัญญาณบ่งบอกกลายๆ ว่าประเทศคู่ค้ากำลังเตรียมการให้พร้อมตั้งรับมาตรการการค้าต่างๆ ในอนาคตตจากสหรัฐ แม้ว่าข้อตกลงซีพีทีพีพีจะไม่แตกต่างจากที่เคยมีการเปิดเผยมาก่อนหน้านี้มากนัก โดยใจความหลักจะเป็นการตกลงร่วมปรับลดกำแพงภาษีนำเข้าลงมากกว่า 98% ภายในกลุ่มประเทศสมาชิก แต่จะมีการเพิ่มการขจัดอุปสรรคทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี รวมถึงเพิ่มความร่วมมือในด้านต่างๆ มากยิ่งขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่การทำข้อตกลงการค้าเสรีใหม่ๆ (เอฟทีเอ) อีก 18 ฉบับ และการยกระดับการเข้าถึงตลาดของกลุ่มประเทศสมาชิก เพื่อมาชดเชยผลประโยชน์ที่หายไปจากการถอนตัวของสหรัฐ
เมื่อพิจารณาในภาพรวมแล้ว "มาเลเซีย" คาดว่าจะได้ประโยชน์จากข้อตกลงใหม่ดังกล่าวมากที่สุดคิดเป็น 2% ของจีดีพี ตามด้วยเวียดนามและบรูไน (1.5% ของจีดีพี) ขณะที่ "ญี่ปุ่น" นั้น คาดว่าจะกระตุ้นการขยายตัวของเศรษฐกิจได้ราว 0.9% เมื่อซีพีทีพีพีเริ่มมีผลบังคับ
ด้าน "อุตสาหกรรมสินค้าเกษตร" คาดว่าจะได้ประโยชน์มากที่สุดในข้อตกลงซีพีทีพีพีใหม่ เนื่องจากจะมีการผลักดันการขจัดภาษีทั้งหมดกับสินค้าเกษตรหลายประเภทในระยะยาว โดยเว็บไซต์รวบรวมข้อมูลภาคอุตสาหกรรมและบริการของรัฐบาลแคนาดาเปิดเผยว่า ภายใต้ข้อตกลงซีพีทีพีพี ญี่ปุ่นจะลดภาษีเนื้อหมูนำเข้าภายในเวลา 10 ปี และลดภาษีนำเข้าเนื้อวัวแช่แข็งและเครื่องในสัตว์บางส่วนจาก 38.5% และราว 50% เหลือ 9% ภายในเวลา 15 ปี
ในภาพรวมแล้ว ญี่ปุ่นจะปรับลดภาษีของสินค้าเกษตรนำเข้าแต่ละรายการ (Tariff Line) ลงถึง 32% ใกล้เคียงกับเวียดนามที่จะปรับลดภาษีดังกล่าวลงเกือบ 31% ขณะที่มาเลเซียและนิวซีแลนด์จะลดภาษีสินค้าขาเข้าแต่ละรายการลงเกือบ 92% และ 99% ด้านออสเตรเลียจะขจัดภาษีประเภทดังกล่าวเกือบทั้งหมด
ขณะที่สหายเก่าที่เคยร่วมเจรจาทีพีพี-12 อย่าง "สหรัฐ" นั้น นอกจากจะเสียประโยชน์จากการถอนตัวออกไปแล้ว ก็ยังเสี่ยงต่อการถูกแย่งตลาดสินค้าเกษตรจากข้อตกลงครั้งนี้ด้วย
ในเดือน ม.ค.-พ.ย. 2017 สหรัฐส่งออกสินค้าเกษตรไปยังกลุ่มประเทศซีพีทีพีพีที่ไม่รวมแคนาดาและเม็กซิโก 1.8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 5.68 แสนล้านบาท) คิดเป็น 15% ของการส่งออกสินค้าเกษตรทั้งหมดของสหรัฐ แต่การที่ไม่ได้เข้าร่วมซีพีทีพีพีจะทำให้สหรัฐได้สิทธิในการเข้าถึงตลาดดังกล่าวน้อยกว่าเมื่อเทียบกลุ่มประเทศสมาชิก และอาจเสียส่วนแบ่งตลาดไปให้ ประเทศอื่นๆ ตัวอย่างเช่น กรณีเมื่อเดือน ส.ค. 2017 ที่ญี่ปุ่นขึ้นภาษีนำเข้าเนื้อวัวแช่แข็งชั่วคราวจากสหรัฐเป็น 50% จาก 38.5% ซึ่งมีผลกับประเทศที่ไม่ได้ทำเอฟทีเอ กับญี่ปุ่น ทำให้ขณะนั้นสหรัฐเสียส่วนแบ่งตลาด ไปให้ออสเตรเลียที่มีเอฟทีเอกับ ญี่ปุ่นไป
นอกจากนี้ สหรัฐยังอาจเจอผล กระทบทางอ้อมเรื่องการเจรจาแก้ไขความตกลงเขตการค้าเสรีอเมริกาเหนือ (นาฟต้า) กับแคนาดาและเม็กซิโกที่อาจทำได้ยากยิ่งขึ้นด้วย โดยสำนักข่าวในแคนาดา โกลบอลนิวส์ เปิดเผยว่า ข้อตกลงซีพีทีพีพีอาจส่งผลให้มูลค่าการส่งออกสินค้าจากสหรัฐมายังแคนาดาลดลง 3,300 ล้านดอลลาร์ (ราว 1 แสนล้านบาท) โดยเฉพาะสินค้าประเภท "รถยนต์" เนื่องจากประเด็นเรื่องภาษีและเงื่อนไขบางประการในข้อตกลง ซึ่งความเคลื่อนไหวดังกล่าวจะทำให้สหรัฐเจรจาต่อรองผลประโยชน์กับแคนาดาได้ลำบากขึ้นไปอีก ท่ามกลางการเจรจานาฟต้าที่คุยมา 6 รอบแล้ว แต่ก็ยังไม่มีความคืบหน้ามากนัก
ขณะที่ข้อตกลงซีพีทีพีพีใหม่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจแคนาดาได้ไม่น้อย โดยรัฐบาลคาดว่าซีพีทีพีพีจะช่วยให้มูลค่าเศรษฐกิจขยายตัวในระยะยาวได้ถึง 4,200 ล้านดอลลาร์ (ราว 1.32 แสนล้านบาท) สูงกว่าข้อตกลงทีพีพีเดิมที่มีสหรัฐที่ 3,400 ล้านดอลลาร์ (ราว 1.07 แสนล้านบาท) เนื่องจากได้อานิสงส์จากการเปิดกว้างตลาดยิ่งขึ้นของบรรดาประเทศสมาชิก
แม้การไร้ตลาดใหญ่อย่างสหรัฐเข้าร่วมจะทำให้ข้อตกลงนี้น่าดึงดูดน้อยลง แต่ทั้ง 11 ชาติก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าการผนึกความร่วมมือโดยไม่ต้องมีสหรัฐ คือหนึ่งในทางออกที่ดีที่สุดต่อการรับมือการกีดกันการค้าของมหามิตรเก่า ที่จะยิ่งรุนแรงขึ้นอีกหลังจากนี้ n







