
เงินดิจิทัล ในมุมมองผู้จัดการกองทุน
พูลศรี เจริญ ในโลกที่มีเงินสกุลดิจิทัลสกุลแรกที่ชื่อว่า"บิตคอยน์" เกิดขึ้นบนระบบบล็อกเชน ทำให้โลกแห่งการลงทุนเปลี่ยนแปลงแบบฉับพลันเช่นกัน และเกิดเป็นโอกาสให้นักลงทุนค้นหาบนโลกการลงทุนออนไลน์ที่มีเหรียญดิจิทัลกว่า 1,000 สกุลบนระบบบล็อกเชน
พูลศรี เจริญ
ในโลกที่มีเงินสกุลดิจิทัลสกุลแรกที่ชื่อว่า"บิตคอยน์" เกิดขึ้นบนระบบบล็อกเชน ทำให้โลกแห่งการลงทุนเปลี่ยนแปลงแบบฉับพลันเช่นกัน และเกิดเป็นโอกาสให้นักลงทุนค้นหาบนโลกการลงทุนออนไลน์ที่มีเหรียญดิจิทัลกว่า 1,000 สกุลบนระบบบล็อกเชน
กระแสเงินดิจิทัลที่เป็นประเด็นทอล์ก ออฟเดอะเวิลด์ในเวลานี้ บ้านเราเองก็มีการตื่นตัวเช่นกัน
ตัวอย่างเช่น กรณีบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ฟิลลิป (ประเทศไทย) ที่เปิดให้บริการซื้อขายบิตคอยน์ฟิวเจอร์ส ในตลาดต่างประเทศ กรณีบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ไทยพาณิชย์ ที่สนใจและศึกษาออกกองทุนรวมคริปโตเคอเรนซี บริษัทจดทะเบียนมีการระดมทุนผ่านเงินดิจิทัล เป็นต้น
สมิทธ์ พนมยงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.ไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า บริษัทมีแนวคิดออกกองทุน คริปโตเคอเรนซี โดยในช่วงแรกมองการซื้อขายบิตคอยน์ฟิวเจอร์ส (Bitcoin Futures) ในตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้าในต่างประเทศโดยเฉพาะในสหรัฐ และอนาคตอาจมีโอกาสขยายไปลงทุนเงินดิจิทัลสกุลอื่นๆได้ด้วย
ทั้งนี้ ปัจจุบันการซื้อขายบิตคอยน์ ฟิวเจอร์สในสหรัฐอเมริกา มี 2 ตลาด คือ Chicago Board Options Exchange (Cboe) และ Chicago Merantile Exchange (CME Group) ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลการในตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้าของสหรัฐอเมริกา และอยู่ภายใต้กำกับขององค์กรกำกับดูแลหลักทรัพย์ระหว่างประเทศ (IOSCO) รวมถึงการลงทุนรูปแบบนี้มีความปลอดภัยไม่ถูกโดนแฮ็กบิตคอยน์ระหว่างทาง
เขาบอกว่า สาเหตุที่ไม่ใช้ชื่อกองทุนบิตคอยน์ฟิวเจอร์ส เพราะมองว่าในอนาคตจะต้องมีการซื้อขายล่วงหน้าเงินดิจิทัลสกุลอื่นๆ ตามมาอย่างแน่นอน
อย่างไรก็ดี สมิทธ์ ย้ำว่า การจัดตั้งกองทุนคริปโตเคอเรนซียังเป็นแค่เพียงแนวคิดเท่านั้น ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการหารือกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และเท่าที่หารือ ก.ล.ต.ไม่ขัดข้อง เพราะบิตคอยน์ฟิวเจอร์สมีกฎหมายรองรับ
แต่ในอีกมุมหนึ่งที่ทำให้ บลจ.ไทยพาณิชย์ ลังเลว่าจะเดินหน้าออกกองทุนดังกล่าวหรือไม่ สมิทธ์ บอกว่าเป็นห่วงความผันผวนของสกุลเงินดิจิทัล เพราะถือเป็นการลงทุนมีความเสี่ยงสูงมาก ซึ่งต้องเป็นนักลงทุนที่มีความรู้เข้าใจการลงทุนสกุลเงินดิจิทัลและรับความเสี่ยงได้สูงกว่าการลงทุนในหุ้น
นอกจากนี้ สมิทธ์ยังได้แสดงความเห็นส่วนตัวเรื่องเงินดิจิทัลว่า การลงทุนจะก้าวไปสู่สินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Asset) ที่เป็นการนำเอาเงื่อนไขหรือสัญญาของการแบ่งรายได้หรือกำไรของธุรกิจ หรือไม่ว่าจะแบ่งในรูปแบบใดก็ตามมาเป็นฟอร์มดิจิทัล มองว่าคงเป็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตแน่นนอน และเห็นประโยชน์ของเทคโนโลยีบล็อกเชน ดูแลเรื่องความปลอดภัย หากมีรูปแบบดิจิทัลไทน์แอสเซส และเป็นธุรกิจที่ดี มองว่าควรจะได้รับการสนับสนุน
ในส่วนคริปโตเคอเรนซี หรือเงินดิจิทัล เขายอมรับว่ายังเป็นห่วงในหลายเรื่องต้องพิจารณาความเสี่ยงที่สูง เช่น มูลค่าของเงินดิจิทัลคืออะไร การซื้อขายและแลกเปลี่ยนโอนเงินกลับมายังมีข้อจำกัดมาก
เช่นเดียวกับกรณีไอซีโอซึ่งออกเป็นโทเคน มองว่ายังมีประเด็นในการแลกเปลี่ยนเงินและไม่สามารถโอนเงินออกมาจากกระเป๋าเงินดิจิทัลได้ โดยเฉพาะการลงทุนที่มีมูลค่าสูง แต่ยกเว้นเป็น คริปโตเคอเรนซีที่ออกโดยธนาคารกลาง หรือรัฐบาลที่มีกฎหมายรองรับเท่านั้น ซึ่งยังต้องรอดูต่อไป
"ในความเห็นส่วนตัวผมโอเคกับโทเคนเพราะคล้ายหลักทรัพย์ ในอดีตเรามีแค่ 2 ประเภท คือ ฝั่งหนี้กับฝั่งหุ้นแต่สมัยใหม่นี้จะแบ่งอย่างไรก็ได้ นั่นหมายความว่าการที่เราเอาเงื่อนไข หรือสัญญาการลงทุนมาอ้างอิงเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นแน่นอนในอนาคต" สมิทธ์ กล่าวทิ้งท้ายได้อย่างน่าสนใจ







