
ใครใช้ก็ต้องจ่าย
ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่กำลังเป็นเรื่องวิกฤตของหลายๆ ประเทศ รวมทั้งประเทศไทยด้วย ที่เกิดปัญหาน้ำเสีย อากาศไม่บริสุทธิ์ ขยะมูลฝอยล้นเมือง รวมไปถึงขยะพิษ ซึ่งเกิดขึ้นตามความเจริญของเมือง ความพยายามในการแก้ไขปัญหานี้ของรัฐบาลทุกประเทศจึงมุ่งไปที่ผู้ใช้จะต้องเป็นผู้จ่าย จึงมีการนำเอามาตรการภาษีมาใช้เพื่อหวังจะลดการก่อมลพิษในทุกๆ ด้านลง
ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่กำลังเป็นเรื่องวิกฤตของหลายๆ ประเทศ รวมทั้งประเทศไทยด้วย ที่เกิดปัญหาน้ำเสีย อากาศไม่บริสุทธิ์ ขยะมูลฝอยล้นเมือง รวมไปถึงขยะพิษ ซึ่งเกิดขึ้นตามความเจริญของเมือง ความพยายามในการแก้ไขปัญหานี้ของรัฐบาลทุกประเทศจึงมุ่งไปที่ผู้ใช้จะต้องเป็นผู้จ่าย จึงมีการนำเอามาตรการภาษีมาใช้เพื่อหวังจะลดการก่อมลพิษในทุกๆ ด้านลง
ล่าสุดนี้ กระทรวงการคลังได้ศึกษาที่จะเก็บภาษีจากการก่อมลภาวะใหม่ โดยมีแนวคิดจะเก็บภาษีรถจักรยานยนต์ ตามการปล่อยก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ เหมือนกับเก็บภาษีรถยนต์ เนื่องจากรถจักรยานยนต์มีการจำหน่ายจำนวนมาก สร้างมลพิษกับสภาพอกาศ
ทั้งนี้ กรมสรรพสามิตได้เก็บภาษีรถยนต์ตามการปล่อยไอเสีย จากที่เก็บตามขนาดเครื่องยนต์ ซึ่งทำให้การเก็บภาษีได้เพิ่มขึ้นและทำให้ผู้ผลิตรถยนต์หันมาปรับปรุงระบบการผลิตสินค้าให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น จึงเห็นว่าหากเก็บภาษีรถจักรยานยนต์ตามแนวคิดดังกล่าวก็จะช่วยให้ผู้ผลิตสินค้าปรับตัวสินค้าให้เป็นสินค้าสีเขียวเช่นกัน
นอกจากนี้ ยังมีการศึกษาเก็บภาษีสรรพสามิตขยะอิเล็กทรอนิกส์ วัตถุที่เกี่ยวข้องกับพลังงานและทำให้เกิดมลพิษ เช่น ถ่านหิน การเก็บภาษีสรรพสามิตที่ทำให้น้ำและอากาศเกิดมลพิษ ซึ่งผู้ต้องจ่ายภาษีคือเจ้าของสินค้าหรือโรงงานผู้ผลิต ที่ผ่านมาต้องยอมรับว่ารัฐบาลต้องเสียงบประมาณจำนวนมากเพื่อกำจัดขยะและแก้ไขมลพิษที่เกิดจากการปล่อยของเสียดังกล่าว
แนวคิดคนใช้เป็นคนจ่ายนี้ รัฐบาลได้กระจายออกไปในหลายๆ รูปแบบ เพื่อรักษาสภาพแวดล้อม ก่อนหน้านี้ก็ได้เสนอแนวคิดที่จะเก็บภาษีการปล่อยมลพิษทางน้ำ ซึ่งจะเก็บภาษีจากผู้ที่ทำให้เกิดน้ำเสียออกมาสู่ระบบนิเวศ ทั้งโรงงานอุตสาหกรรม โรงแรม โรงพยาบาล ห้างสรรพสินค้า ตลาดสด เป็นต้น โดยผู้ที่จะทำหน้าที่จัดเก็บภาษีดังกล่าวจะเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งจะมีแรงจูงใจหากจัดเก็บได้มากก็จะมีเงินแบ่งเข้าท้องถิ่นมาก คาดว่าจะมีรายได้จากการจัดเก็บภาษีมลพิษน้ำต่อปีเป็นหลักพันล้านบาท โดยเม็ดเงินรายได้ดังกล่าวจะไม่นำสู่เงินงบประมาณ แต่จะเข้ากองทุนที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมและนำไปใช้ในกระบวนการบำบัดน้ำเสียต่อไป เพราะแต่ละปีประเทศไทยมีค่าใช้จ่ายด้านสิ่งแวดล้อมสูงถึงปีละ 1.8 หมื่นล้านบาท
ตัวการเก็บภาษีการก่อมลพิษทางน้ำนั้น กระทรวงการคลังก็อยู่ในระหว่างการศึกษาเช่นกัน ขณะนี้ยังไม่มีการนำเสนอเรื่องไปให้รัฐบาลพิจารณาว่าจะจัดเก็บอย่างไร
การเก็บภาษีตามการก่อมลภาวะนั้นเป็นแนวคิดที่ต้องสนับสนุน เพราะคนที่ใช้จะต้องเป็นผู้จ่าย และจะทำให้เกิดการตระหนักที่จะจัดการของเสียที่เกิดจากการบริโภคอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น หาทางที่จะลดการปล่อยก๊าซพิษ น้ำเสีย ฯลฯ ออกสู่ระบบนิเวศ อันจะนำไปสู่การนำเอานวัตกรรมใหม่ๆ มาใช้ในการพัฒนาสินค้า และผู้บริโภคเองจะรู้จักการเลือกใช้สินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
แต่แนวทางดูแลสิ่งแวดล้อมด้วยการใช้มาตรการทางภาษีเข้ามา ช่วย ก็ยังมีประเด็นที่น่าเป็นห่วงตรงที่การผลักภาระให้กับผู้บริโภค เพราะราคาสินค้าสีเขียวก็มักจะสูงกว่าราคาสินค้าทั่วไป เป็นไปได้หรือไม่ที่รัฐบาลจะใช้นโยบายภาษีกระตุ้นให้ผู้บริโภคใช้สินค้าสีเขียวที่ดูแลสิ่งแวดล้อมได้ดีขึ้น n







