
ความท้าทายสังคมไร้เงินสด
วีรวรรณ ฉายานนท์ & ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจ ไทยพาณิชย์ (EIC)การชำระค่าสินค้าโดยไม่ใช้เงินสด หรือCashless Payment กำลังเป็นที่นิยมในหลายๆ ประเทศในเอเชีย โดยเฉพาะจีนและเกาหลีใต้ที่กำลังก้าวไปสู่สังคมไร้เงินสดได้รวดเร็วกว่าประเทศอื่น ด้วยปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญ คือ อินเทอร์เน็ตที่มีความเร็วสูง และประชากรที่สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตและสมาร์ทโฟนอย่างแพร่หลาย ผลสำรวจของ Pew ResearchCentre ในปี 2015 ระบุว่าประชากรผู้ใหญ่65% ในจีน และ 94% ในเกาหลีใต้มีอินเทอร์เน็ตใช้ และ 58% ของประชากรผู้ใหญ่ในจีนมีสมาร์ทโฟนใช้ เช่นเดียวกับ88% ในเกาหลีใต้
วีรวรรณ ฉายานนท์ & ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจ ไทยพาณิชย์ (EIC)
การชำระค่าสินค้าโดยไม่ใช้เงินสด หรือCashless Payment กำลังเป็นที่นิยมในหลายๆ ประเทศในเอเชีย โดยเฉพาะจีนและเกาหลีใต้ที่กำลังก้าวไปสู่สังคมไร้เงินสดได้รวดเร็วกว่าประเทศอื่น ด้วยปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญ คือ อินเทอร์เน็ตที่มีความเร็วสูง และประชากรที่สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตและสมาร์ทโฟนอย่างแพร่หลาย ผลสำรวจของ Pew ResearchCentre ในปี 2015 ระบุว่าประชากรผู้ใหญ่65% ในจีน และ 94% ในเกาหลีใต้มีอินเทอร์เน็ตใช้ และ 58% ของประชากรผู้ใหญ่ในจีนมีสมาร์ทโฟนใช้ เช่นเดียวกับ88% ในเกาหลีใต้
ผู้บริโภคจีน จำนวนมากสามารถปรับตัวเข้ากับระบบการชำระเงินผ่านโทรศัพท์มือถือได้ดี ผลสำรวจทั่วโลกของ KPMG พบว่า 85% ของผู้ตอบแบบ สอบถามชาวจีนพึงพอใจที่จะจ่ายเงินผ่านโทรศัพท์มือถือ ซึ่งมากกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกซึ่งอยู่ที่ราว 66% ของผู้ถูกสอบถาม
นอกจากนี้ บริษัทที่ปรึกษา iResearch ยังรายงานว่าการชำระเงินผ่านโทรศัพท์มือถือคิดเป็นสัดส่วนถึง 40% ของการชำระเงินในธุรกรรมค้าปลีกทั้งหมดในจีน หรือคิดเป็นจำนวนเงิน 5.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยผู้บริโภคนิยมชำระเงินผ่านแอพพลิเคชั่น Alipay ของกลุ่ม Alibaba Group Holdings และแอพพลิเคชั่น WeChat Pay ของกลุ่ม Tencent Holdings นอกจากนี้บริษัทวิจัยด้านการลงทุน CLSA คาดการณ์ว่าการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์ในจีนจะพุ่งสูงถึง 45 ล้านล้านดอลลาร์ ภายในปี 2021
บริษัทต่างๆ ในจีนพยายามชนะใจ ลูกค้าโดยการอำนวยความสะดวก ดึงดูด ให้ลูกค้าหันมาใช้การชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์ เช่น กองทุนตลาดเงิน Yu'e Bao ของ Alibaba เสนอดอกเบี้ยที่ดีกว่าให้แก่นักลงทุนที่ชำระเงินผ่าน Alipay กลยุทธ์ที่ชาญฉลาดนี้ทำให้ Yu'e Bao กลายเป็นกองทุนตลาดเงินที่ใหญ่ที่สุดของโลก โดยมีสินทรัพย์รวมสูงถึง 233 พันล้านดอลลาร์ (ข้อมูล ณ เดือน พ.ย. 2017)
ด้านเกาหลีใต้ ธนาคารกลางเกาหลีใต้ (Bank of Korea) รายงานว่าการชำระเงินด้วยเงินสดมีเพียง 20% ของการชำระเงินทั้งหมด ทั้งนี้การชำระเงินผ่านโทรศัพท์มือถือเริ่มได้รับความนิยมหลังจากการเปิดตัวของ T-money ในปี 2004 ซึ่งเริ่มจากบริการการจ่ายค่าโดยสารในระบบขนส่งสาธารณะผ่านทางบัตรสะสมมูลค่า ต่อมา T-money ได้สร้างแรงจูงใจ เช่น การลดราคาค่าโดยสาร ส่วนลดในห้างร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ และแผ่นชิปที่สามารถใช้งานได้กับโทรศัพท์มือถือและบัตรเครดิต หรือบัตรเดบิตทั่วไป
Fintech ยุคใหม่ในเกาหลีใต้ถูกพัฒนาอย่างก้าวประโดด โดยบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ต่างๆ เช่น Naver Kakao และ Samsung กำลังทุ่มทุนพัฒนาระบบการชำระเงินผ่านโทรศัพท์มือถือของตัวเองเพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ นอกจากนี้ ธนาคารกลางเกาหลีใต้ได้แสดงจุดยืนที่จะก้าวไปสู่ความเป็นสังคมไร้เงินสดภายในปี 2020 โดยเริ่มต้นจากการทยอยยุติการใช้เหรียญกษาปณ์มูลค่าต่ำ
ในเอเชียที่มีโครงสร้างพื้นฐานด้านการชำระเงินที่มั่นคงกลับมีอัตราการทำธุรกรรมผ่านโทรศัพท์มือถือในระดับต่ำกว่าที่คาด เช่น ญี่ปุ่น ถึงแม้ว่าญี่ปุ่นจะมีช่องทางการชำระเงินออนไลน์จำนวนมาก เช่น Suica Pasmo และ ICOCA แต่ธนาคารกลางญี่ปุ่นกลับพบว่าธุรกรรมการเงินผ่านแอพพลิเคชั่นมีมูลค่า 5.1 ล้านล้านเยน หรือคิด 4% ของยอดค้าปลีกทั้งหมดในปี 2016
นอกจากนี้ รายงานของบริษัทประกันภัย Meiji Yasuda พบว่า 70% ของชาว ญี่ปุ่นในทุกกลุ่มอายุนิยมใช้เงินสด มากกว่า เนื่องมาจากภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซามาตั้งแต่ปี 1990 ชาวญี่ปุ่นจึงระมัดระวังการใช้จ่าย อีกทั้งอัตราอาชญากรรมที่ต่ำทำให้ประชาชนรู้สึกปลอดภัยในการพกพาเงินสด ในทางกลับกันผู้บริโภคญี่ปุ่นกลับมีความกังวลด้านความปลอดภัยของข้อมูลและความเป็นส่วนตัวในกรณีที่ต้องทำธุรกรรมผ่านระบบออนไลน์
สำหรับสิงคโปร์ บริษัท KPMG รายงานว่า 60% ของผู้ตอบแบบสำรวจชาวสิงคโปร์ยังคงนิยมการชำระเงินแบบเงินสด สาเหตุหนึ่งก็คือประชาชนสามารถเข้าถึงเงินสดได้ง่ายผ่านเครือข่ายตู้เอทีเอ็มที่มีอยู่อย่างมากมาย นอกจากนี้ร้านสะดวกซื้อทั่วประเทศก็ให้บริการถอนเงินสด (Cashback) ปัจจัยเหล่าเองนี้เป็นเหตุให้ชาวสิงคโปร์ยังคงนิยมการทำธุรกรรมด้วยเงินสดมากกว่า
นอกจากนี้ ผู้ประกอบการในสิงคโปร์ยังนิยมรับชำระเงินด้วยเงินสด โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SMEs เนื่องจากไม่ต้องการแบกรับภาระค่าใช้จ่ายในการนำระบบชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์มาใช้ นอกจากนี้การชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์แบบต่างๆ ยังมีระบบการทำงานที่แตกต่างกัน ทำให้ผู้บริโภคต้องสมัครเข้าใช้งานในหลายระบบ และผู้ประกอบการต้องติดตั้งอุปกรณ์เพื่อรองรับการชำระเงินในรูปแบบต่างๆ
บทเรียนจากหลายประเทศข้างต้นสะท้อนให้เห็นว่าถึงแม้เทคโนโลยีการชำระเงินจะมีความก้าวหน้าอย่างมาก แต่ก็ยังไม่สามารถตอบโจทย์ลูกค้าและผู้ประกอบการทุกรายได้ ดังนั้น ความท้าทายสำหรับภาคธุรกิจคือ ทำอย่างไรที่จะดึงดูดให้กลุ่มเป้าหมายเหล่านี้หันมาใช้การชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์
อีไอซีมองว่าการพัฒนาระบบที่เอื้อให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงและใช้งานได้ง่าย รวมไปถึงการสร้างแรงจูงใจต่างๆ ในการใช้งาน จะเป็นพลัง ขับเคลื่อนให้เกิดสังคมไร้เงินสด อีกทั้ง ยังเป็นการเตรียมพร้อมเพื่อรองรับเทคโนโลยีการชำระเงินในอนาคตที่มีการคาดการณ์ว่า Blockchain และ Hashgraph จะเข้ามาเป็นคลื่นลูกใหม่ของวงการการชำระเงินต่อไป







