
ไทยลดใช้ถ่านหินยาก
ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์หลายประเทศอาเซียน ซึ่งรวมถึง "ไทย" ด้วยนั้น กำลังอยู่ท่ามกลางสถานการณ์ "กลืนไม่เข้าคายไม่ออก" ต่อประเด็นการสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหิน ซึ่งแม้จะช่วยเติมเต็มความต้องการใช้พลังงานไฟฟ้าในประเทศ แต่ก็เผชิญแรงต้านอย่างหนักจากประชาชน
ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์
หลายประเทศอาเซียน ซึ่งรวมถึง "ไทย" ด้วยนั้น กำลังอยู่ท่ามกลางสถานการณ์ "กลืนไม่เข้าคายไม่ออก" ต่อประเด็นการสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหิน ซึ่งแม้จะช่วยเติมเต็มความต้องการใช้พลังงานไฟฟ้าในประเทศ แต่ก็เผชิญแรงต้านอย่างหนักจากประชาชน
นิตยสารนิกเกอิ เอเชียน รีวิว รายงานว่า รัฐบาลไทยกำลังเผชิญการประท้วงโครงการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินใน จ.สงขลา และกระบี่ โดยเมื่อเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เดินทางเยือน จ.สงขลา กลุ่มผู้ชุมนุมซึ่งเป็นประชาชนในพื้นที่ต่างรวมตัวกันประท้วงแผนการดังกล่าว เนื่องจากความวิตกเกี่ยวกับผลกระทบจากโรงไฟฟ้า จนปะทะกับตำรวจ และส่งผลให้มีการจับตัวผู้ชุมนุมไปอย่างน้อย 15 ราย
รายงานระบุว่า การประท้วงครั้งนั้นส่งผลให้รัฐบาลไทยประกาศชะลอการสร้างโรงไฟฟ้าดังกล่าวออกไปก่อน โดยนิกเกอิรายงานว่า แต่เดิมนั้นโรงไฟฟ้าถ่านหินทั้งใน จ.กระบี่ และสงขลา ซึ่งจะเริ่มดำเนินการในปี 2019 และปี 2021 ตามลำดับ สามารถช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนไฟฟ้าในภาคใต้ได้ เนื่องจากโรงไฟฟ้า 2 แห่ง คาดว่าจะมีกำลังการผลิตรวมกัน 2.8 ล้านกิโลวัตต์ คิดเป็นเกือบ 10% ของเป้าหมายการเพิ่มปริมาณการผลิตไฟฟ้าของไทยในปี 2036
ทั้งนี้ ไทยไม่ใช่ประเทศเดียวที่เผชิญการต่อต้านโรงไฟฟ้าถ่านหิน โดยประเทศเพื่อนบ้านอย่าง "เมียนมา" ก็ประสบสถานการณ์ดังกล่าวเช่นกัน แม้ปัญหาการขาดแคลนพลังงานไฟฟ้าจะเป็นอุปสรรคชิ้นใหญ่สุดในการพัฒนาภาคอุตสาหกรรม
นิกเกอิรายงานว่า ทีทีซีแอล (TTCL) ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างบริษัท โทโย เอนจิเนียริ่ง จากญี่ปุ่น และบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ ของไทย ต้องพับโครงการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินในปี 2017 หลังเผชิญการประท้วงหนักหลายระลอก แม้ชนะสัมปทานสร้างโรงไฟฟ้ามูลค่า 2,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 8.7 หมื่นล้านบาท) เมื่อปี 2015 ที่รัฐมอญ ทางตะวันออกเฉียงใต้ของเมียนมา
รายงานระบุว่า แม้โรงไฟฟ้าที่จะสร้างดังกล่าวใช้เทคโนโลยีการผลิตแบบ "Advanced Ultra-Super Critical" หรือ A-USC ซึ่งช่วยลดการปล่อยก๊าซเสียและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้ แต่นั่นก็ไม่เพียงพอให้ชาวบ้านในพื้นที่ยอมเห็นพ้องสร้างโรงไฟฟ้า
ขณะที่ "เวียดนาม" นั้น แม้จะไม่เผชิญแรงต่อต้านโรงไฟฟ้าถ่านหินอย่างชัดเจน และรัฐบาลเตรียมเพิ่มจำนวนโรงไฟฟ้าดังกล่าวให้มีสัดส่วน 40% ภายในปี 2030 แต่ 90% ของโครงการก่อสร้างซึ่งบริษัทจีนชนะสัมปทานไป กำลังอยู่ในช่วงชะงักงัน เนื่องจากความหย่อนยานในการควบคุมการก่อสร้างให้เสร็จตามกำหนด และความวิตกเรื่องความปลอดภัยของระบบโรงไฟฟ้า
ทั้งนี้ ความกังวลยิ่งขึ้นเกี่ยวกับภาวะโลกร้อน ส่งผลให้ทั่วโลกมีมุมมองลบต่อการใช้พลังงานถ่านหิน ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวการหลักสร้างมลภาวะ โดยนิกเกอิรายงานว่า ธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) และสถาบันการเงินระดับโลกอื่นๆ กำลังลดวงเงินสนับสนุนโรงไฟฟ้าถ่านหิน
ท่าทีดังกล่าวทำให้กลุ่มประเทศอาเซียนเหมือนอยู่ขั้วตรงข้ามกับทั่วโลก โดยสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (ไออีเอ) คาดการณ์ว่ากลุ่มประเทศอาเซียนจะผลิตไฟฟ้าได้ 2.2 ล้านล้านกิโลวัตต์/ชั่วโมง ในปี 2040 เพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่า จากปี 2016 และถ่านหินจะยังคิดเป็น 40% ของการผลิตพลังงานไฟฟ้า
อย่างไรก็ดี การลดใช้ถ่านหินไม่ใช่เรื่องง่าย โดยนิกเกอิระบุว่า ดีมานด์พลังงานในอาเซียนคาดว่าจะเพิ่มขึ้นมาแซงหน้าซัพพลายราวช่วงกลางปี 2020 และหากประเทศอาเซียนพยายามเริ่มลดการพึ่งพาพลังงานถ่านหิน โดยหันไปนำเข้าก๊าซธรรมชาติมากขึ้นนั้น ก็เสี่ยงส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจและราคาพลังงานในตลาดโลกเช่นกัน n







