posttoday
โค้ชชิ่ง...ปลดล็อกทางความคิด

โค้ชชิ่ง...ปลดล็อกทางความคิด

28 มกราคม 2561

สวัสดีปีใหม่ 2561 ทุกท่านครับ...กลับมา

โดย  ราช รามัญ

สดีปีใหม่ 2561 ทุกท่านครับ...กลับมาครานี้พร้อมกับนำเอาความรู้ทางด้านโค้ชชิ่ง มานำเสนออย่างต่อเนื่องหลังจากที่ได้หยุดพักสมองกรองความคิดความอ่านไประยะหนึ่ง

สิ่งที่เราพบเห็นกันอย่างต่อเนื่องในทางสังคมไทยทุกวันนี้ คือ ปัญหาทางด้านของการสื่อสาร ไม่ว่าพ่อแม่กับลูก ครูกับศิษย์ ผู้นำศาสนา ตลอดทั้งเจ้านายกับลูกน้องใน องค์กร สิ่งที่เป็นปัญหานั้นมาจากการแนวคิดและความเคยชิน

ที่ชอบ สั่ง...ยัดเยียด สอน บอก และแนะนำ ซึ่งบอกไปสอนไปหรือสั่งและแนะนำไปนั้น เป็นการฝืนใจหรือไม่ก็ไม่รู้ และไม่สนใจด้วย ผู้ที่รับไปไม่ว่าจะมีฐานะเป็นลูก ลูกศิษย์ ผู้นำศาสนา ลูกน้อง ต่างก็ไม่สามารถปฏิบัติตามได้เลย

โดยเฉพาะปัญหาที่ฝังรากลึกในระบบสถาบันครอบครัวและการศึกษาไทย นิยมการสอนแบบให้ท่องจำ มากกว่าให้คิด สุดท้ายปัญหาที่เกิดขึ้นล้วนมาจากครูอาจารย์เป็นเหตุ พ่อแม่เป็นเหตุแต่ไม่รู้สึกตัว กลับโทษผู้ที่รับคำสั่ง

ทั่วโลกวันนี้เขาใช้ระบบการโค้ชชิ่ง...มากกว่าการสอน สั่ง บอก และแนะนำ ด้วยการสนทนาซึ่งกันและกัน เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยน แนวคิด และมุมมอง ตลอดทั้งสิ่งที่ติดอยู่ในความคิด ที่ทำให้ไม่สามารถประสบความสำเร็จได้

คุณทราบไหมว่า การโค้ชชิ่ง นี้ ศาสดาทุกพระองค์ในโลกนี้ ใช้สำหรับเผยแพร่พระธรรมคำสอน ผลลัพธ์ออกมาอย่างที่เห็น คือ มีคนเชื่อศรัทธาและนำเอาคำสอนไปปฏิบัติตามอย่างชนิดที่เรียกว่าเต็มใจ

เพียงแต่ในยุคนั้นๆ อาจจะไม่ได้เรียกว่า โค้ชชิ่ง หลายคนอาจสนใจว่า แล้ววิธีแบบนี้มีการนำเอามาศึกษาเรียบเรียงอย่างไร...จึงมาเรียกว่า โค้ชชิ่ง

ที่มาคือ มีโค้ชกีฬากอล์ฟคนหนึ่งสอนลูกศิษย์แบบสั่ง สอน ยัดเยียด เพื่อให้ลูกศิษย์ตีกอล์ฟได้ แต่ลูกศิษย์ก็ไม่สามารถ กระทั่งโค้ชอ่อนใจ จึงไปปรึกษากับเพื่อนที่เป็นโค้ชกีฬาสกี ปรากฏว่าเพื่อนที่เป็นโค้ชสกีบอกเดี๋ยวสอนให้ กาลเวลาผ่านไปโค้ชกอล์ฟกลับมาดู ปรากฏว่าลูกศิษย์ตีได้ดีมากเกินความคาดหมาย จึงไปถามโค้ชสกีว่าสอนอย่างไร ทั้งที่ตัวเองตีกอล์ฟไม่เป็น

ผลก็คือไม่ได้สอนอะไร นอกจากการพูดคุยสนทนากัน...จึงเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นและทำให้โค้ชกอล์ฟสนใจมากและเรียบเรียงออกมาทีละประเด็นถึงวิธีการโค้ชของโค้ชสกีจนกลายเป็นทฤษฎีเกี่ยวกับการโค้ชชิ่ง ซึ่งวิธีนี้ได้ไปตรงกับการเผยแผ่พระธรรมของ
พระศาสดาทุกพระองค์

ในโลกนี้จึงมีโค้ช อยู่ 2 ประเภทไปโดยปริยาย

โค้ชแบบที่ 1 โค้ชแบบโค้ชกีฬา คือ สอน สั่ง แนะนำ ตักเตือน ยัดเยียด ก็แบบ ทั่วๆ ไป

โค้ชแบบที่ 2 โค้ชแบบโค้ชชิ่ง ที่ไม่สอน ไม่สั่ง ไม่บอก ไม่แนะนำ ไม่ตักเตือน แต่ใช้การสนทนาพูดคุยจนสำนึกได้เองแล้วปลดล็อกตัวเองจากความคิดมุมเดิมๆ ได้

พุทธะก็ใช้วิธีการเผยแผ่ธรรมะในเชิงของการตั้งคำถามบ่อยครั้งเช่นกัน อาทิ

ครั้งหนึ่งมีพราหมณ์ถือดอกไม้มาสองมือเพื่อบูชา

พุทธะบอกว่า วางเถิดพราหมณ์ พราหมณ์นั้นก็วาง

พุทธะก็บอกอีกว่า วางเถิดพราหมณ์

เมื่อได้ยินพราหมณ์ก็วางอีก พุทธะก็บอกว่า วางเถิดพราหมณ์

พราหมณ์นึกในใจว่าไม่มีดอกไม้แล้วจะให้วางอะไรอีกหนอ...สักพักพอคิดได้ ก็ก้มลงกราบพุทธะ แล้วก็เดินออกไป นั่นหมายความว่าพราหมณ์เข้าใจโดยที่พุทธะไม่ต้องสอนอะไรอีกเลย เพราะคิดได้ว่าต้องวางความยึดมั่นถือมั่น อัตตาตัวตนลง 

นี่เป็นวิธีที่คนรุ่นใหม่เรียกว่า โค้ชชิ่ง...

การโค้ชชิ่ง ผู้ที่เข้ามารับการสนทนากับเรา หรือเข้ามารับการโค้ชกับเรา ต้องเรียกเขาผู้นั้นว่า โค้ชชิ่ง ดังนั้นในวันนี้วิธีการโค้ชชิ่งแม้จะได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางมาก แต่ถ้าเราสังเกตให้ดีจะพบว่าการโค้ชชิ่งสามารถนำเอามาใช้ได้ทั้งกับองค์กรทุกขนาด หรือทุกที่ที่ต้องการสื่อสารกับผู้คนนั่นเอง

มีเคสหนึ่ง...เป็นเจ้าขององค์กรใหญ่พอสมควร มีพนักงานกว่า 300 คน สิ่งที่เขาประสบ คือ คนรุ่นใหม่ไม่ค่อยฟังคนรุ่นเก่า แล้วทำให้เกิดการทำงานไม่ประสานกัน เมื่อเข้าไปทำการโค้ชชิ่ง ภายในระยะเวลาไม่นาน คนรุ่นใหม่เริ่มมีมุมมองใหม่และคนรุ่นเก่าก็มีวิธีในการสื่อสารกับคนรุ่นใหม่มากขึ้น ด้วยการนำเอาเทคนิคในการโค้ชชิ่งไปใช้ การสั่ง การสอน การแนะนำ ลดน้อยลงจนเกือบจะไม่มี เพราะใช้ระบบการโค้ชชิ่งเข้าไปช่วย คนรุ่นเก่าใช้วิธีโค้ชชิ่งมากขึ้นกับรุ่นน้อง ทุกฝ่ายต่างก็ทำงานประสานงานได้ดีขึ้น นี่แหละโค้ชชิ่งปลดล็อกทางความคิด ที่ทำให้ความขัดแย้งกันหมดไป

ข่าวล่าสุด

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน